บทที่ 8 เมียบ่าว

ตอนที่ 8 เมียบ่าว

“แปลกใจเหรอที่เห็นฉัน พอดีฉันเอายามาให้ แผลเป็นคือร่องรอยอันแสนเศร้า ไม่มีใครอยากได้มันหรอก นี่เป็นยาสูตรพิเศษตำรับเฉพาะของกันต์กฤษณะเธอรับไปสิ” ผมยื่นตลับยาสีเงินส่งให้เด็กรับใช้ พร้อมกับถือวิสาสะแห่งความเป็นเมียเจ้าของบ้านก้าวเท้าเข้าไปด้านใน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวแต่มีห้องแบ่งเป็นสัดส่วนตกแต่งเรียบง่ายสบายตา ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงริมหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งมีลมโชยพัดเข้ามาเบาๆ เมื่อมองออกไปตามช่องหน้าต่างบานนั้นไกลจนเกือบสุดปลายยอดไม้ จากมุมนี้จะเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่และบานหน้าต่างห้าหกบานซึ่งยังเปิดไฟค้างทิ้งเอาไว้และผมจำได้ดีว่ามันคือห้องนอนของผมกับคุณพฤกษ์

“บ้านน่าอยู่ดีนะ บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย” ผมเดินสำรวจบ้านน้อยหลังนี้อย่างช้าๆ โดยมีสายตาสองคู่จับตามองทุกการเคลื่อนไหว

“ครับ คุณพฤกษ์สร้างบ้านหลังนี้ให้ผม” เด็กรับใช้ฉลาดน้อยโพล่งออกมาโดยคงไม่รู้ว่าตัวเองทำสิ่งผิดพลาดครั้งใหญ่เสียแล้ว

“ฮึ....อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะ จากตรงนี้มองขึ้นไปเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยแล้วก็ เอ๊ะ...นั่นห้องนอนของเรานี่ครับคุณพฤกษ์ พอมองจากมุมนี้คฤหาสน์ของพรรณพนาช่างสวยงามเหลือเกินนะครับ...แต่น่าเสียดายที่เธอต้องแหงนคอมองอย่างยากลำบาก...ฉันว่าจากจุดนี้มองไปที่คฤหาสน์นั้น...มันสูงเกินไปสำหรับเธอนะ” ผมกล่าวเสียงเรียบพร้อมกับหันมายิ้มให้กับชายหนุ่มทั้งสองคน

“................”

ผมไม่มีเวลาสนใจว่าตอนนี้ผมกำลังเหยียบย่ำหัวใจของเด็กรับใช้คนหนึ่งให้บอบช้ำแหลกเหลวแค่ไหน ดวงตาแห่งความเกลียดชังชอกช้ำแดงระเรื่อ ริมฝีปากบางสั่นระริกเหมือนอยากจะอ้าปากเถียงหรือด่าทอเหน็บแนมผมกลับ แต่เด็กรับใช้ต่ำต้อยคนนั้นคงไม่กล้าอ้าปากพ่นอะไรออกมาต่อหน้าคุณพฤกษ์

“คุณพฤกษ์ครับเรากลับเถอะครับ สินจะได้พักผ่อน”

“กันต์คือผม...” ดวงตาคมทั้งสองหันกลับไปมองสายตาเว้าวอนออดอ้อนน่าสงสารอีกคู่ 

“ทำไมครับ คุณเป็นห่วงเด็กรับใช้อย่างนั้นหรือ ตอนนี้คุณเองก็เห็นกับตาแล้วว่าสินสบายดี เศษแก้วบาดนิดเดียวไม่ได้แขนขาดขาขาดเสียหน่อย คงไม่จำเป็น...ต้องนอนเฝ้าหรอกนะครับ”

“หนูกันต์” 

“คุณแม่ เชิญนั่งครับ” ผมลุกขึ้นขยับเก้าอี้พร้อมกับจัดรินน้ำชาให้กับแม่สามีอย่างรู้หน้าที่ แม้ใกล้ๆ นั้นจะมีเด็กรับใช้หน้าหวานยืนทำหน้าตึงใส่ผมตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ตามที 

“เป็นยังไงบ้างมาอยู่ที่นี้ พฤกษ์ดูแลหนูกันต์ดีหรือเปล่าลูก” คุณหญิงใหญ่ยกชาดอกไม้ขึ้นจิบพร้อมกับอมยิ้มอย่างมีความสุข

“คุณพฤกษ์ดูแลผมดีมากครับ” ผมยิ้มรับพร้อมกับจัดคุกกี้เครื่องหอมซึ่งผมทำเองให้กับแม่สามี

“แม่เห็นหนูกันต์มีความสุขแบบนี้ แม่ก็สบายใจไม่รู้สึกผิดต่อคุณหญิงย่าที่พาหลานสุดที่รักแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้”

“เพราะคุณแม่เมตตาผมด้วยครับ จริงสิครับผมทำขนมเตรียมเอาไว้ให้คุณพฤกษ์ คุณแม่จะลองชิมดูสิครับว่ารสชาติเป็นยังไง ไม่รู้ว่าคุณพฤกษ์จะชอบหรือเปล่า” ผมยกจานขนมใบเล็กวางลงตรงหน้า มองดูขนมหวานชิ้นเล็กซึ่งตั้งใจทำมาอย่างประณีต

“หน้าตาสวยจัง แม่ได้ยินมานานว่ากันต์กฤษณะขึ้นชื่อเรื่องเครื่องไม้ เครื่องหอม ไม่คิดว่าแม้แต่ขนมก็ยังเอาดอกไม้มาทำได้สวยขนาดนี้”

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มรับพร้อมกับเห็นว่าสามีของตัวเองกำลังเดินเข้ามาทางโต๊ะน้ำชา ผมสังเกตเห็นแววตาอาลัยอาวรณ์จากเด็กรับใช้คนเดิมที่ไม่ว่าจะเตือนกี่ครั้งก็ดูจะยังดื้อด้านไม่เจียมตัว

“อ้าว พฤกษ์กลับมาแล้วเหรอลูก มาชิมขนมที่น้องทำเตรียมเอาไว้ให้สิ อร่อยมากเลย”

“ผมไม่ค่อยหิวครับคุณแม่ รู้สึกเหนื่อยๆ วันนี้อากาศมันร้อนมาก” คนที่เพิ่งเดินมานั่งร่วมโต๊ะสะบัดเสียงตอบไม่ยอมมองหน้าหรือแม่แต่ก้มลงมองขนมที่ผมตั้งใจผมเอาไว้ให้สักนิด

“ถ้าอย่างนั้นคุณพฤกษ์เช็ดหน้าเช็ดตาหน่อยดีมั้ยครับจะได้สดชื่นขึ้น ผมเตรียมผ้าหอมเอาไว้ให้แล้ว” ผมขยับลุกขึ้นจากเก้าอี้ เปิดโถแก้วซึ่งผมเตรียมแช่ผ้าหอมเอาไว้เตรียมรับสามีกลับจากทำงานออกมาแล้วใช้มันซับลงบนใบหน้าตึงเครียดบึ้งตึงนั้นเบาๆ ใบหน้าคมเบี่ยงหลบเล็กน้อยแต่ไม่กล้าปฏิเสธเพราะคุณแม่นั่งอยู่ด้วย

“เอ่อ...ขอบใจ” ครู่เดียวเท่านั้นใบหน้าบึ้งตึงโกรธขึ้งก็ค่อยๆ คลายลงจนเกือบเป็นปกติ

“ผ้าหอมอย่างนั้นหรือ...หอมจริง แม่นั่งตรงนี้ยังได้กลิ่นหอมฟุ้งเชียวหนูกันต์”

“ผ้าอบกลิ่นดอกไม้ครับ ใช้ผ้าเช็ดหน้าแช่ใส่ลงในโถแก้วด้านนอกหล่อเอาไว้ด้วยน้ำเย็นจัด ผ้าจะเย็นมีกลิ่นหอมแต่ไม่เปียกแฉะ เอาไว้เช็ดหน้าคลายร้อนได้ดี...คุณพฤกษ์รู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ”

“อืม ดีขึ้นแล้ว”

“คงต้องใช้ดอกไม้หอมเยอะทีเดียว หนูกันต์เตรียมมาเองอย่างนั้นหรือลูก”

“ครับ แต่ตอนนี้ดอกไม้หอมที่ผมเตรียมมาจากบ้านจวนจะหมดแล้ว น่าเสียดายที่นี่ไม่มีเรือนสำหรับให้ผมตากดอกไม้เลย เห็นทีจะต้องให้ที่กันต์กฤษณะส่งมาให้เพิ่ม” ผมขยับเดินอ้อมไปรินน้ำชาและจัดขนมใส่จานใบเล็กนำมาส่งให้สามีอย่างเอาใจ

“อันที่จริงบ้านเราก็มีพื้นที่ตั้งกว้าง ถ้าหนูกันต์จะทำเรือนตากดอกไม้หอมมันก็ไม่ยากนี่ลูก อยากได้ตรงไหนบอกตาพฤกษ์ก็ได้” คุณหญิงใหญ่หันหน้ามาสบตากับลูกชายของตัวเอง

“ไม่เป็นอะไรครับ ก่อสร้างเรือนขึ้นมาใหม่มันต้องใช้เงินมาก อีกอย่างผมเสียดายสวนสวยๆ ต้นไม้ร่มรื่นของที่นี่ ไม่อยากให้มันต้องถูกตัดถูกถอน”

“อืม...ถ้าอย่างนั้น สิน...บ้านหลังเล็กของเธอฉันจะยกให้หนูกันต์เอาไว้ตากดอกไม้หอม เธอย้ายกลับไปอยู่รวมกับคนอื่นตามเดิมได้แล้ว”

“แต่ว่าบ้านหลังนั้น คุณพฤกษ์เป็นคนสร้างให้ผมนะครับ...” เด็กรับใช้ขึ้นเสียงสูงทันที

“คุณแม่ครับผมว่าเรา...”

“ทำไมหรือว่าอยู่สุขสบายจนกลับไปนอนบ้านคนใช้รวมกับคนอื่นไม่ได้แล้ว"

"ผมคุณพฤกษ์...ผมต้องดูแลคุณพฤกษ์นี่ครับ"

"เห็นจะไม่จำเป็นแล้วเพราะตอนนี้ลูกชายฉันมีหนูกันต์คอยดูแลอย่างดี ตกลงตามนี้แหละ สินเดี๋ยวเธอไปย้ายของออกได้เลยนะ หนูกันต์จะให้ปรับปรุงอะไรตรงไหนก็บอกตาพฤกษ์เขานะลูก”

ผมคาดหวังสิ่งนี้มาตั้งแต่แรก หากไม่มีสถานที่อันเหมาะสมซึ่งมันเอื้ออำนวยสำหรับให้คนสองคนได้พบปะกันเป็นการส่วนตัว โอกาสที่คุณพฤกษ์จะลงไปพบหาเด็กรับใช้ชั้นไพร่นั้นถึงในบ้าน ผมคิดว่ามันแทบไม่มีความเป็นไปได้เลย หรือหากจะขึ้นมาแอบทำเรื่องน่าละอายภายใต้ชายคาคฤหาสน์อันแบกเกียรติยศศักดิ์ศรีของตระกูลพรรณพนาเอาไว้ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อว่าคุณพฤกษ์จะหยามเกียรติทำลายศักดิ์ศรีเอาคนใช้มาร่วมรักหลับนอนในบ้านหลังนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป