บทที่ 5 ตอนที่ 4 รอบนี้แค่เตือน

ตอนที่ 4 รอบนี้แค่เตือน

‘ยินดีต้อนรับสู่นรกของฉัน..ปวีญา’ 

คำพูดของสิรวัฒน์หลอกหลอนอยู่ในหัว ตั้งแต่ที่เธอยังมีสติครบถ้วน จนสติเลือนราง ถึงแม้ว่าเมื่อคืนนี้เราจะเข้ากันได้ดีก็ตาม 

“เฮ้อ!” ร่างเล็กหลับตาถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะลูบหน้าเรียกสติให้หยุดคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องที่เกิดขึ้นสักที 

เธอเลือกแล้ว 

เขาเองก็รับปากแล้ว 

หวังว่าคุณสองจะไม่กลืนน้ำลายตัวเอง 

ก๊อก ก๊อก 

เสียงเคาะประตูทำให้ร่างเล็กหันขวับไปมองประตูห้อง เธอหวาดกลัวว่าคนหลังประตูจะเป็นเขา เขา..คนเมื่อคืนที่อยู่กับเธอจนฟ้าสว่าง 

“พี่ปริม แม่ให้มาตามไปกินข้าว” 

“เดี๋ยวพี่ตามไป” เธอตะโกนตอบน้องสาวที่บอกจะตื่นบ่าย แต่ไหงถึงตื่นก่อนได้ก็ไม่รู้

“เร็วหน่อยนะ แม่กำลังจัดโต๊ะ” 

ปวีญาใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานนัก เลยมาทันช่วยแม่ตักข้าวใส่จาน ส่วนยัยปราง หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ 

“น้องล่ะคะ” 

“อาสาจะไปตามลุงก้องภพกับ..” ผู้เป็นแม่พูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงใส ๆ ของลูกสาวคนเล็กก็ดังขึ้นซะก่อน 

“มาแล้ว ~” 

“มาแล้วก็มาช่ว..” (ช่วยยกจานไปวาง) ปริมกลืนคำพูดลงคอทันทีเมื่อเห็นน้องสาวเดินกอดแขนเขาคนนั้นมาด้วยรอยยิ้มสดใส ดูไร้เดียงสา โดยหารู้ไม่ว่า ผู้ชายคนนั้นน่ะร้ายที่สุด 

“มาสิ หิวจะแย่” สาวน้อยผละมือออกจากแขนพี่ชายไปช่วยพี่ปริมยกจาน “แม่ ~ ปรางต้องวางตรงไหน” 

เสียงเรียกของยัยปราง ทำให้แม่ต้องรีบวางทัพพี เดินออกจากห้องครัวไปที่โต๊ะกินข้าว ภายในห้องครัวเลยเหลือเพียงเธอกับเขา 

ปวีญาต้องเผชิญหน้ากับคนร้ายกาจลำพัง 

“คิดจะทำอะไร” เธอถามเขาสีหน้าราบเรียบ ทั้งที่ภายในใจกำลังหวาดหวั่น กลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับยัยปราง 

“แล้วเธอคิดว่าฉันจะทำอะไร” 

“ฉันยอมคุณแล้ว คุณควรเลิกยุ่งกับน้องสาวฉัน” 

“น้องเธอมาหาฉันเอง” เขาว่าพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้หญิงสาว จนเธอก้าวถอยหลัง “เข้ามาหาถึงในห้องเลยด้วยซ้ำ” 

“นี่!” 

“แต่จะว่าไป น้องเธอดูจะง่ายกว่าเธออีกนะ” 

โต๊ะอาหาร 

อาหารมากหน้าหลายตา วางเรียงรายแทบเต็มโต๊ะ 

“อาหารไม่ถูกปาก?” ก้องภพถามลูกชายที่นั่งจิบแต่กาแฟ ไม่แตะกับข้าวบนโต๊ะเลยสักคำ ต่างจากเขาที่เจริญอาหาร จนต้องเพิ่มข้าวจานที่สอง 

“ผมไม่กินอาหารเช้า” ฝีมือปลิงแถวนี้

“ลองชิมสักคำ” 

“ไม่ก็คือไม่” ชายหนุ่มยืนกรานในคำตอบของตัวเอง 

“อะไรดลใจให้กลับบ้าน” 

“แค่อยากแวะมาทำความรู้จัก” กับสองสาว ลูกติดเมียใหม่พ่อ 

“แล้วรู้จักหรือยัง” ก้องภพแสร้งถามหยั่งเชิง 

“พอรู้” 

“รู้แล้วก็ฝากดูแลด้วยแล้วกัน อีกหน่อยจะให้หนูปริมเข้าไปช่วยดูเอกสารในบริษัท” 

“ไม่ยกหุ้นให้เลยล่ะ” เขาแสร้งพูดลอย ๆ ขณะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ด้วยที่อยากจะรู้ปฏิกิริยาของปลิงทั้งสามตัว 

“ทุกอย่างเป็นของมึงเหมือนเดิม กูแค่ให้หนูปริมไปช่วยแบ่งเบา จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน” 

“หึ” 

“อีกหน่อยหนูปริมแต่งงาน คงไม่ได้มาช่วยงานบ้านเราแล้ว” 

“แต่งเมื่อไหร่?” ที่ถามไม่ได้แยแส เขาแค่อยากรู้ว่าเธอจะแต่งงานเมื่อไหร่ ในเมื่อแม่เธอเพิ่งแต่งงานไปเมื่อวาน 

แม่แต่งปุ๊บ ลูกเตรียมแต่งต่อ คงทำกันเป็นกระบวนการเลยสิ 

มิจฉาชีพมืออาชีพจริง ๆ 

“คงต้องถามผู้ใหญ่ฝ่ายชายอีกทีว่าอยากให้แต่งเมื่อไหร่” 

“ดูยังเด็ก..” สองไล่สายตามองหญิงสาวตรงข้ามอย่างพินิจพิจารณา 

“พี่ปริมไม่เด็กแล้วนะคะ อายุ 26 แล้ว ปรางก็ไม่เด็ก เพราะปรางอายุ 19 แล้วค่ะ” สาวน้อยพูดแทรกขึ้น ทำให้พี่ปริมที่นั่งข้างกันหยิกข้างขาเธออย่างจัง “อ..โอ๊ยพี่ปริม ปรางเจ็บนะ” 

“อย่าพูดแทรก ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

“ก็พี่สองบอกว่าพี่ปริมดูเด็ก ปรางแค่บอกเฉย ๆ” 

“กินข้าวไปเลย” ปริมดุน้องสาวที่ไม่รู้กาลเทศะ 

“พี่ปริม!” คนโดนดุหน้าบึ้งตึงทันที 

“กิน!” 

ด้วยความแคลงใจ ทำให้ผู้เป็นน้องเดินตามพี่สาวไม่ห่าง ไม่ว่าจะตอนเก็บจาน หรือออกไปเดินเล่นหน้าบ้าน จนพี่ปริมพยักหน้าส่งสัญญาณให้พูดได้ 

“พี่ปริมหยิกปรางทำไม ปรางแค่บอกให้พี่สองรู้เฉย ๆ” 

“พี่บอกแล้วใช่ไหม ให้ต่างคนต่างอยู่ ทำไมไม่ฟัง” ปวีญาย้ำกับน้องสาว 

“พี่ปริมกลัวปรางจะรักพี่สองมากกว่าพี่ปริมใช่ไหม” 

“ไปกันใหญ่ พี่แค่เป็นห่วง เราเป็นผู้หญิงนะปราง” 

“พี่สองใจดี ใจดีเหมือนลุงก้องภพ” เรื่องนี้ปรางเอาหัวเป็นประกัน 

“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ” 

“พี่สองให้รถปรางมาหนึ่งคัน แบบนี้ยังเรียกรู้หน้าไม่รู้ใจอีกไหม” พี่ปริมนั่นแหละที่มองพี่สองในแง่ร้าย เธอไม่ยักเห็นพี่สองจะเป็นคนอย่างที่พี่ปริมพูดเลย 

“เอาไปคืนเขาปราง” 

“ไม่” 

“เดี๋ยวนี้พี่พูด แกไม่ฟังแล้วใช่ไหม” 

“ปรางฟัง แต่ปรางไม่คืน ปรางโตแล้ว ปรางตัดสินใจเองได้” ผู้เป็นน้องยืดอกตอบพี่สาว 

“ปราง!” ปริมเอ็ดน้องเสียงดัง นับวันยัยปรางยิ่งดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาตลอด น้องไม่เคยต่อต้านเธอแบบนี้เลยสักครั้ง 

ที่ปรางดื้อดึงแบบนี้มันเป็นเพราะเขาคนเดียว

เพราะเขาที่เอารถมาล่อ เพราะเขาคนเดียวเลย! 

“ปรางไม่คืน พี่สองให้ปราง ไม่ได้ให้พี่ปริม!” 

“มันไม่ใช่..” ของของเรา 

“พี่ปริมอิจฉาปรางใช่ไหม ถึงได้บอกให้ปรางคืนรถพี่สอง” 

“ไม่ได้อิจฉา พี่แค่ไม่อยากให้เขาดูถูกพวกเราไปมากกว่านี้ ตอนนี้แกยังเด็ก คงไม่เข้าใจ แต่พี่อยากให้แกรู้ไว้ว่าพี่หวังดี พี่หวังดีกับปรางนะ” 

“ปรางไม่เข้าใจอะไร พี่ปริมพูดมาเลย ปรางไม่ใช่เด็กแล้ว” เธออายุตั้ง 19 ปีแล้ว ไม่เด็กแล้ว 

“ฐานะเรากับเขาแทบเทียบกันไม่ติด บ้านเรากับ..” เขา ไม่มีอะไรเหมาะสมกันเลย แม่ปลาแค่โชคดี แม่โชคดีที่ลุงก้องภพท่านรักแม่ 

“ตอนนี้แม่เราแต่งงานกับลุงก้องภพพ่อพี่สองแล้วนะ ยังมีอะไรที่เทียบไม่ติดอีก พ่อพี่สองก็เหมือนพ่อเรา แม่เราก็เหมือนแม่พี่สอง ลุงก้องภพรักเราเหมือนลูก” 

“ความคิดเด็กน้อยมากเลยปราง..” ผู้เป็นพี่พึมพำเสียงแผ่ว ไม่ยักคิดมาก่อนว่าน้องสาวจะมีความคิดแบบนี้ ทั้งที่เธอกับแม่ ไม่เคยแม้แต่จะคิด เราต่างก็เจียมตัว เพราะรู้ตัวเองดีว่าที่ได้ดีทุกวันนี้เพราะอะไร 

ลุงก้องภพท่านมีบุญคุณ ท่านใจดี ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาเปรียบท่านได้ ยิ่งอีกฝ่ายใจดีเท่าไหร่ เรายิ่งต้องเกรงใจ ไม่ใช่อ้าแขนรับลูกเดียว แบบนี้มันดูเห็นแก่ตัว และอีกอย่างคุณสองไม่ได้ชอบพวกเรา เขาแค่กำลังสร้างภาพ หลอกให้พวกเราตายใจต่างหาก 

เธอกับแม่ ไม่หลงติดกับแน่นอน 

แต่ยัยปรางกำลังถลำลึก หน้ามืดตามัว 

“ก็ปรางไม่เคยมี ไม่เคยได้ ปรางอยากมี อยากได้ ผิดตรงไหน?” 

ปวีญาได้ยินแล้วจุกอยู่ในอก จนแทบพูดไม่ออก 

รถคันเดียว เปลี่ยนยัยปรางได้ถึงขนาดนี้เชียว

เอี๊ยด! 

ขณะที่ปวีญาพยายามตั้งสติ คิดหาทางออกให้เธอกับน้องเจ็บน้อยที่สุด เขาที่เป็นต้นเหตุกลับขับรถมาจอดด้านข้าง ตรงที่เธอยืน ทั้งยังลดกระจกลง คงไม่แคล้วสาดคำพูดดูถูกดูแคลนอีกตามเคย 

“เห็นหรือยังว่าคนอย่างฉันทำอะไรได้บ้าง” 

“ฉันยอมคุณทุกอย่างแล้ว ทำไม..” เขาไม่หยุดสักที จะรังแกกันไปถึงไหน กะให้ยัยปรางเสียคนเลยหรือไง 

“อย่าคิดจะต่อต้าน รอบนี้ฉันแค่เตือน” 

“…” แค่เตือน? เขาใช้คำว่าแค่? 

“เตรียมตัวให้พร้อม ฉันเรียกเมื่อไหร่ เธอต้องรีบมา อย่าให้ฉันรอนาน ไม่อย่างนั้น..” เขาแสร้งหยุดพูดให้เธอคิดเองเออเอง 

“รู้ รู้แล้วค่ะ ฉันรู้แล้ว” 

“ดีมากครับน้องปริม” 

สิรวัฒน์มาพูดให้คิดแล้วก็ไป เหมือนตั้งใจมาเล่นกับจุดอ่อนของเธอ เขามันไอ้คนสารเลว! รังแกได้แม้กระทั่งผู้หญิงตัวเล็ก ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป