บทที่ 10 ป่วย!!

บัดนี้สายตาของเหล่านักเรียนในห้องต่างหันมามองต้นเหตุของข่าวลือนั่น จ้าวลู่อินเริ่มรู้สึกอับอายและกระอักกระอ่วน

แม้ว่าหยางเฟิ่งหยวนจะมิได้ปฏิเสธนางออกมาโดยตรง แต่ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่านางกำลังโกหกและคิดไปเองในเรื่องของเขา นางอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว เหตุใดเขาจึงไม่ไว้หน้านางถึงเพียงนี้

“พี่เฟิ่งหยวน!!”

“ท่านหญิง พวกนางกำลัง…มองท่านอยู่เจ้าค่ะ”

“มองอะไรกันงั้นหรือ พวกเจ้าอยากไปกักตัวที่หอคัมภีร์ที่ผีเยอะนั่นหรือ เหตุใดไม่รีบเขียนงานกันเล่า”

นักเรียนที่เหลือรีบหันกลับไปเขียนงานของตัวเองแต่เสียงกระซิบนั้นก็ดังไม่ขาดสายจนจ้าวลู่อินนั้นมือสั่นจนแทบจะเขียนสิ่งใดไม่ได้เลย

“ท่านหญิง ท่านจะทำเช่นไรต่อเจ้าคะ”

“ข้าจะส่งจดหมาย ไปบอกท่านพ่อให้จัดการเขา”

“แต่ว่าท่านอ๋อง….จะไม่ตำหนิท่านหรือเจ้าคะที่…..”

“หุบปาก!! หากพวกเจ้าได้เรื่องมากกว่านี้จะเป็นเช่นวันนี้งั้นหรือ ข้าต้องไปล้างห้องสุขาแต่นังคนสกุลลี่นั่นทำเพียงอยู่หอคัมภีร์คัดตำรากับพี่เฟิ่งหยวนไม่กี่จบ นางทำให้ข้าอับอาย แค้นนี้ข้าต้องสะสางกับนางแน่”

ฟางเหยาเดินออกมาจากหอนอนเพื่อจะไปขอยา นางพบกับอาจารย์จินสั่วเข้าพอดี

“เด็กน้อยเจ้าหน้าซีดมากเลย ดื่มชานี่ก่อน”

“ขอบคุณอาจารย์หญิง”

“หากเจ้าป่วยหนักถึงเพียงนี้ ให้คนมาแจ้งก็ได้ข้าจะได้เอายาไปให้ เจ้าไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาเอง เอานี่ สวมผ้าคลุมเอาไว้หน่อยอากาศเริ่มเย็นแล้ว”

“ขอบคุณอาจารย์เจ้าค่ะ”

“ข้าจะไปดูข้าวต้มให้เจ้า เดี๋ยวข้ามา”

“เจ้าค่ะ”

หยางเฟิ่งหยวนเดินหาฟางเหยาไปทั่วเพราะเขาถามผู้ดูแลหอแต่นางบอกว่าฟางเหยาเดินออกไปแล้ว เขาเดินมาจนถึงหน้าเรือนรักษาและเห็นว่านางนั่งรออยู่ในนั้น จึงเดินเข้ามาหานางที่กำลังจิบยาที่เหลืออยู่

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

เสียงของเขาทำให้นางสะดุ้ง ยังดีที่ดื่มชาหมดแล้ว ฟางเหยามิได้หันกลับไปแต่ก้มหน้าและหันมาเท่านั้น

“อาจารย์หยาง ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณ”

“เห็นบอกว่าเจ้าป่วย ข้าก็เลย…”

“ขอบคุณแต่ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเจ้าค่ะ”

เขามองนางที่หน้าซีดราวกระดาษที่เขาถือมาและปากที่ซีดเซียวนั่นด้วย นางเป็นอะไรกันแน่เหตุใดจึงดูซีดเซียวไร้สีเลือดเช่นนี้ เขานั่งข้างๆนางแต่นางกลับเบือนหน้าหนี นางไม่อยากพบเขาในตอนนี้สักเท่าไหร่

“หรือว่าที่เจ้าป่วย….”

“อ้อ อาจารย์หยาง ท่านมาสอบถามอาการป่วยหรือเจ้าคะ”

“อาจารย์จิน ข้าน้อย….เอาการบ้านของนางมาคืนให้และ….ใช่ขอรับจะมาดูว่านางเป็นเช่นไรบ้าง”

“ไม่มีอะไรน่าห่วง นางแช่น้ำร้อนนาน บ่อน้ำร้อนนั่นเป็นตัวกระตุ้น ก็เลย…เอ้านี่กินข้าวต้มเสียหน่อย”

“ขอบคุณอาจารย์หญิงเจ้าค่ะ”

“ข้าไปเอายามาให้เจ้า”

อาจารย์หญิงเดินกลับเขาไป แต่หยางเฟิ่งหยวนก็ยังไม่ยอมขยับตัว เขายังคงนั่งจ้องนางอยู่ที่เดิมจนนางเริ่มอึดอัดและทำตัวไม่ถูก

“อาจารย์หยาง หากข้าจำไม่ผิดตอนนี้ท่านมีสอน”

“ใช่ นักเรียนให้ห้องถูกสั่งทำโทษให้เขียนงานแก้ไขเพราะมีแค่สองคนที่เขียนงานผ่าน”

“แต่ท่านออกมาเช่นนี้…”

“ข้าแค่ออกมาเพื่อตรวจสอบดูอาการเจ้าเท่านั้น และเอาการบ้านมาคืนเจ้า เขียนได้ดีมาก ดีมากจนคาดไม่ถึงเลย”

“ขอบคุณ"

เขาเอามืออังหน้าผากนางจนนางตกใจถอยออกมาแทบไม่ทัน

“ท่านทำอะไรนะ”

“ข้าก็แค่…ตัวเจ้าร้อนอย่างกับไฟแล้วยังบอกว่าไม่เป็นไรอีกเช่นนั้นหรือ”

“ข้าไม่เป็นไร เชิญอาจารย์หยางกลับเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากมีปัญหาอีก”

“เจ้าเองก็เชื่อข่าวลือบ้าๆนั่นสินะ ดูเหมือนว่าสั่งคัดบทสำนึกผิดนั่นคงน้อยไปเสียแล้ว”

“ข้าไม่สนใจเรื่องของผู้อื่น ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งบิดา เรียนรู้ให้ได้มากที่สุด หากอาจารย์หยางหมดธุระแล้ว ข้า…”

“เจ้าต้องกินข้าวนี่ให้หมดและรอกินยาจากอาจารย์หญิงก่อน เอาละ ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว หายเร็วๆ”

เฟิ่งหยวนเดินออกมาจากห้องรักษาและเดินกลับไปที่ห้องเรียนทันที  เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเพียงแค่ได้ยินว่านางป่วยก็รีบหาเรื่องเดินมาพบนางถึงเรือนพักและยังเดินหาจนทั่วเมื่อรู้ว่านางเดินออกมาแล้ว เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน

“เอ้านี่ ดื่มยานี่ก่อนแล้วค่อยกลับไปนอนพัก หรือไม่ข้าว่าเจ้านอนที่ห้องพักที่นี่ก่อน เจ้าไปแช่น้ำแร่ธรรมชาติที่หลังเขานั่น มันทำให้ธาตุในร่างกายปรับสมดุลเร่งให้ระดูมาเร็วขึ้นร่างกายเจ้าจึงรับไม่ทัน ดื่มยานี่แล้วนอนพัก เย็นๆค่อยกลับไป”

“ขอบคุณอาจารย์หญิงเจ้าค่ะ”

“รีบกินเถอะ”

ฟางเหยาเองก็ไม่นึกว่าน้ำแร่หลังเขาจะทำให้ร่างกายนางหมดเรี่ยวแรงถึงเพียงนี้ได้ ระดูที่เคยมาปกติก็มาก่อนกำหนดในตอนที่ร่างกายนางอ่อนแอ

นางวางถ้วยยาและเดินไปนอนยังเตียงที่มีผู้เตรียมให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อล้มตัวลงนอน ราวกับว่าถูกสั่งให้หลับใหล ฟางเหยาหลับไปในทันที

หอคัมภีร์ 

“เหตุใดพวกเราต้องมานั่งคัดกฎบ้าบอเช่นนี้ด้วยนะ”

“ท่านหญิง นี่มัน…”

“หากไม่ใช่เพราะนังแพศยาแซ่ลี่นั่นละก็…”

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านหญิง ได้ข่าวว่านางป่วยนอนอยู่ที่เรือนรักษาทั้งวัน เราควรจะ จัดการอะไรหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ใช่นิสัยข้าที่จะรังแกคนอ่อนแอกว่าสักหน่อย ข้าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

“ท่านพูดเช่นนี้ก็หมายความว่า…”

“ไม่ว่าจะสิ่งใด ข้าก็จะทำไม่รู้ ไม่เห็น คนอื่นเองก็ไม่เห็นเช่นกัน”

เจาเนี่ยเฟยและหงเสี่ยวซีเข้าใจได้ในทันที พวกนางแอบย่องออกไปจากหอคัมภีร์และไปที่เรือนพักทันที ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วจึงไม่มีคนเฝ้าอยู่ที่นั่น เนี่ยเฟยและเสี่ยวซีเห็นฟางเหยาที่นอนอยู่บนเตียงนิ่งๆพวกนางจึงค่อยๆเดินย่องเข้าไปพร้อมกับน้ำถังใหญ่ที่เตรียมไปราดลี่ฟางเหยา 

“เจ้าไปทางนั้น ราดให้นางอับอายไปเลย เตรียมตัวนะ สาม สอง….”

ผ้าบางอย่างพาดมาจากที่ใดไม่ทราบได้ปิดตาทั้งคู่เอาไว้ก่อนจะปิดปากพวกนางด้วย ถังในมือพวกนางหลุดออกมาแต่ดูเหมือนจะไม่หกเลอะเทอะ พวกนางถูกมัดตัวติดกันเอาไว้ตรงกลางห้องพร้อมกับน้ำอีกสองถัง ลี่ฟางเยี่ยนดึงเชือกผ้าที่ใช้รัดพวกนางอยู่ข่มขู่

“ผู้ใดใช้เจ้ามาทำร้ายนาง”

นางดัดเสียงทำให้ทั้งคู่จำฟางเหยาไม่ได้

“ขะ…ข้า…”

“บอกมาก่อนที่ข้าจะเชือดคอเจ้าตายคาห้องนี้ จะบอกหรือไม่!!”

“ท่าน…ท่านหญิงจ้าว จ้าวลู่อินนางเป็นผู้สั่ง”

“จ้าวลู่อิน เจ้าอย่าใส่ความผู้อื่น!! พวกเจ้ามันสกปรก ชอบหาเรื่องนาง”

“ไม่นะ ไม่ใช่ ท่านหญิงเจ้าค่ะ ท่านหญิงสั่งให้พวกข้ามาราดน้ำเย็นใส่ฟางเหยา นางรู้ว่าฟางเหยาเป็นระดูและอยากให้นางอับอายก็เลย….”

“เช่นนั้น พวกเจ้าก็รับกรรมไปแทนนางเสียเถอะ”

น้ำเย็นๆในถังถูกราดลงไปที่ทั้งคู่พวกนางร้องแต่ไร้เสียงเพราะถูกผ้าปิดปากไปอีกครั้งเมื่อเสร็จแล้วฟางเหยาจึงรีบกลับไปนอนที่เตียง เพราะนางได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาทางนี้

“พวกเจ้ารีบยกข้าวเข้าไปให้นักเรียนที่ป่วยอยู่ ข้าจะไปดูยา…นี่มันน้ำอะไรกัน!!”

“อาจารย์หญิงเจ้าคะ พะ…พวกนาง….”

“รีบให้คนไปตามอาจารย์หยาง กับ อาจารย์เจิ้นหัวมาเร็วๆเข้า!!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป