บทที่ 2 สำนักศึกษา
“ข้าเข้าใจแล้วค่ะคุณหนู”
“ฟิ้ว……ฉึก!!”
อาวุธลับถูกยิงเข้ามาในห้อง แต่คนทั้งสองมิได้หลบหลีกหรือรู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อชิงฝูเดินไปหยิบจดหมายพร้อมซองหนานั้นมายื่นให้ผู้เป็นนาย
“ค่าตอบแทนครั้งนี้เหตุใดมารวดเร็วนักเจ้าคะ ยังไม่ทันข้ามคืนเลย”
“ดูท่าข้าคงเป็นดั่งวีรสตรีที่กำจัดคนชั่วไปได้อีกหนึ่งคนกระมัง เจ้าดูสิ ตั๋วเงินพวกนี้ มากกว่าที่ตกลงเอาไว้ถึงเจ็ดเท่า”
“สกุลเหลียงก่อกรรมทำชั่วไว้มาก ครั้งนี้คงเป็นกรรมตามสนองของแท้นะเจ้าคะ”
“คนอย่างสกุลเหลียงที่ใช้เงินแก้ไขปัญหาโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของสตรีที่เสียหาย หลายเดือนมานี้มีคนเดือดร้อนเพราะพวกเขาไม่น้อยเลยสินะ”
“คุณหนู แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”
“ข้าก็รับบทคนน่าสงสารต่อไปนะสิ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วจากนี้คงจะเป็นคนไม่ได้เรื่องต่อไปไม่ได้แล้วกระมัง ดูเหมือนว่าท่านพ่อเองก็จะดูออกเช่นกัน”
“แต่ที่นายท่านปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับคุณหนูออกไปเช่นนั้นก็เพื่อ…”
“ข้ารู้ว่าท่านพ่อเป็นห่วงข้า แต่จากนี้ชื่อข้าจะโด่งดังทั่วเมืองชิงโจวจนเป็นที่จับตามอง พวกเราคงต้องวางแผนรับมือ”
“เจ้าค่ะ"
วันรุ่งขึ้น
“ท่านพ่อว่าอย่างไรนะเจ้าคะ สำนัก…ศึกษางั้นหรือเจ้าคะ”
“ไม่เชิงหรอก เห็นว่ามีอาจารย์มาใหม่และก็อย่างที่รู้กันว่าบุตรชั่วสกุลเหลียงถูกฆ่าเมื่อคืนเป็นข่าวใหญ่ ต่อไปชื่อของเจ้าคงต้องเป็นที่สนใจเป็นแน่ ในตอนนี้เราคงหลบซ่อนตัวไม่ได้แล้ว รอเจ้าหายดีแล้วพ่อจะรีบส่งเจ้าไปร่ำเรียนกับอาจารย์หยางเฟิ่งหยวนทันที”
“หยางเฟิ่งหยวน เขาคือผู้ใดกันเจ้าคะ ฟังดูแล้ว น่าจะเป็นชื่อบุรุษมิใช่หรือ ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึง…”
“ในตอนนี้ข่าวของเจ้าน่าจะแพร่ไปทั้งชิงโจวแล้ว การหลบไปพักที่อื่นสักพักน่าจะเป็นการดีกว่า สำนักศึกษานั่นก็มิได้อยู่ไกลเสียหน่อย หากเจ้าได้เข้าศึกษาอาจจะทำให้เจ้าได้ผ่อนคลายกังวลมากขึ้น”
“ท่านพ่อคิดว่าหากลูกไปเข้าเรียนแล้ว ข่าวลือนั่นจะซาลงหรือเจ้าคะ”
“อย่างน้อยพ่อก็อยากให้เจ้าปลอดภัยมากกว่าอยู่ที่นี่ ถึงวันหยุดค่อยกลับมา เมื่อนั้นข่าวลือคงซาลงบ้างแล้ว”
“เรื่องนี้….”
“เจ้าลองเอากลับไปคิดดูก่อนก็แล้วกัน อีกสามวันอาจารย์หยางเฟิ่งหยวนผู้นั้นถึงจะเดินทางมาที่นี่ ระหว่างนี้เจ้าก็พักรักษาตัว ส่วนเรื่องที่ศาลเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง พ่อจะจัดการทุกอย่างให้เจ้าเอง แม่สื่อในคืนนั้นก็บอกแล้วว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บ นางพร้อมที่จะเป็นพยานให้กับพวกเรา”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกสร้างความลำบากให้ท่านแล้ว”
“นี่นับว่าดีกว่าวันที่เจ้าเดินมาบอกพ่อว่าเจ้าตกลงจะแต่งงานเข้าสกุลเหลียงนั่นเสียอีก เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนั้นพ่อหัวใจแทบสลาย”
“ตอนนี้ข้าก็อยู่กับท่านแล้วนี่เจ้าคะท่านพ่อ เรื่องร้ายๆก็ผ่านไปแล้วนี่เจ้าคะ”
“นั่นก็นับว่าสวรรค์ยังมีตา หากเจ้าต้องไปอยู่ที่นั่นจริงๆ…..พ่อนึกไม่ออกเลยว่า…”
“ท่านพ่ออย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนำเรื่องนี้กลับไปคิดดูเจ้าค่ะ”
ห้องของฟางเหยา
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านจะไปเรียนหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“หากท่านไปข้าก็ติดตามท่านไปไม่ได้นะสิเจ้าคะ”
“ในสายตาท่านพ่อคงเกรงว่าข้าจะรับมือกับข่าวลือที่มากมายเช่นนี้ไม่ไหว เลยหาเรื่องให้ข้าออกไปจากจวนสักพัก”
“แต่นายท่านไม่เคยรู้ว่าคุณหนู…”
“ถูกแล้วที่ให้ทุกคนรู้เช่นนั้น แม้ว่าข่าวฉาวในเมืองนี้จะเป็นเช่นไรข้าก็มิได้ใส่ใจมากไปกว่าความปลอดภัยของท่านพ่อ แต่ในตอนนี้ไม่มีทางที่ผู้ใดจะคิดร้ายกับจวนสกุลลี่ของเราได้เพราะหากมีเรื่องใดเกิดขึ้นมาทุกคนก็จะกล่าวโทษไปที่จวนสกุลเหลียง ฝ่าบาทไม่มีทางยอมแน่นอน”
“เช่นนั้นคุณหนูคิดจะไปที่สำนักศึกษาหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะต้องดูก่อนว่าผู้ใดที่จะมาสอนข้า”
“คุณหนูหมายถึง….”
“ท่านพ่อบอกว่าอีกสองวันอาจารย์นั่นจะมาที่นี่มิใช่หรือ ข้าก็แค่ไปทดสอบเขาหน่อย”
“คุณหนู ท่านจะก่อเรื่องอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“ชิงฝูเจ้านี่ใส่ร้ายข้าตลอดเลย ก่อเรื่องอันใดกัน ข้าก็ต้องอยากเห็นก่อนสิว่าอาจารย์ที่จะมาสอนข้าน่าเชื่อถือหรือไม่”
“เจ้าค่ะๆ ไม่ก่อเรื่องเจ้าค่ะ”
สองวันถัดมา หน้าสำนักศึกษา
“คุณหนู เรามาแอบดูเช่นนี้จะดีจริงๆหรือเจ้าคะ”
“ไมเห็นจะแปลกเลย ก็แค่อยากเห็น มันน่าแปลกอย่างไรกัน นี่พวกเราก็นั่งอยู่ด้านบนของโรงน้ำชาแล้วเห็นเฉยๆ มิได้เดินไปแล้วตั้งใจมองหน้าเขาเสียเมื่อไหร่กัน”
“นั่นเจ้าค่ะ มีรถม้าจอดที่หน้าสำนักศึกษา”
ลี่ฟางเหยาหันไปมองตามที่ชิงฝูบอก ประตูรถม้านั้นเปิดออก บุรุษหนุ่มในชุดสีขาวสะอาดตาแลดูเป็นบัณฑิตที่น่านับถือ เดินถือพัดในมือออกมา ใบหน้าที่ดูสะอาดเกลี้ยงเกลาราวกับเทพมาจุตินั้นตราตรึงใจของฟางเหยาทันที
ใบหน้าคมได้รูป จมูกที่รับกับคิ้วเข้มดุจปลายหมึกจรด ตาคมดุจพญาเหยี่ยวนั้นยิ่งทำให้ใบหน้าของบุรุษนั้นยิ่งดูน่ามอง
“อาจารย์เฟิ่งหยวน ท่านมาแล้ว”
“คารวะท่านผู้อาวุโส”
“เชิญเข้าไปด้านในก่อน”
“ข้า….อยากเดินเล่นสักพัก ขอบคุณที่พวกท่านมารอต้อนรับนะขอรับ”
“เช่นนั้น…ข้าจะให้คนนำทางท่านไป”
ฟางเหยารีบหันกลับมาทันที ดูราวกับว่าคนผู้นั้นจะรู้ว่านางแอบมองอยู่ หรือนางอาจจะคิดไปเองก็ได้เพราะเขาจะรู้ได้เช่นไรเพราะนางอยู่ถึงชั้นสองของโรงน้ำชา เขาไม่มีทางมีตาหลังได้
“คุณหนู เหตุใดท่านจึงหน้าแดงถึงเพียงนั้น”
“ข้า!!….ระ…ร้อน ร้อนมาก”
“แต่อากาศวันนี้มีลมพัดเย็นสบาย หรือว่าชานี่จะ…”
“ใช่ๆๆ ชามันร้อน”
ฟางเหยามือสั่นเมื่อหยิบอาหารในจานขึ้นมากินเพื่อไม่ให้สาวใช้ของนางสงสัย นางหันกลับไปอีกครั้ง คนผู้นั้นก็ไม่อยู่แล้ว
“อ้าว…ไปที่ใดแล้วละ”
“คะ คุณหนูเจ้าคะ คะ คือ….”
ชิงฝูอึกอักเมื่อคุณหนูนางหันไปมองยังประตูหน้าสำนักศึกษา แต่บัดนี้มีแต่ความว่างเปล่า สาวใช้สะกิดนางที่ยืนหันไปมองโดยที่ไม่ทันได้รู้ว่ามีผู้อื่นมายืนอยู่ด้านหลัง
“แย่จังเลยไม่ได้เห็นหน้าชัดๆเลย ว๊าย!!”
นางหันกลับมากะทันหันจึงทำให้เกือบคนชนกับใบหน้าของคนอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง นางเผลอตัวซัดฝ่ามือออกไปแต่เขากลับรับได้และปัดมือนางออก ฟางเหยาจึงนึกขึ้นได้แล้วแสร้งล้มลงเพราะคิดว่าคนตรงหน้าจะรับนางได้ทัน แต่…
“โครม!!”
“คุณหนู!!”
“โอ๊ยย!!”
ฟางเหยาล้มลงพร้อมกับเห็นชายชุดสีขาวสะอาดตาตรงหน้า นางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองบุรุษหนุ่มตรงหน้า เขาคือคนที่พึ่งจะลงจากรถม้าเมื่อครู่นี้มิใช่หรือ เพียงชั่วพริบตาเดียวเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่โดยที่นางไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยล่ะ
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่เจ้าคะ”
“โอ๊ย ข้าเจ็บขา ท่าน…เหตุใดจึงมายืนอยู่ด้านหลังผู้อื่น แล้วยังแล้งน้ำใจเช่นนี้อีก”
“คุณหนูเจ้าคะ….”
“เจ้าเงียบไปก่อน”
บุรุษหนุ่มกางพัดออกมาด้วยท่าทีเรียบเฉยเหมือนกับใบหน้าของเขาที่มิได้แสดงสีหน้าใดๆเมื่อมองมาที่นางฟางเหยามองเขากลับด้วยหน้าตาที่ถือดีอยู่ไม่น้อย ไม่เคยมีผู้ใดกล้าทำให้นางขายหน้าเช่นนี้มาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดจำนางได้ แต่บัดนี้เริ่มมีคนจำนางได้แล้วและเพราะเห็นแผลที่รอบคอนาง
“ข้าต้องถามคุณหนูมากกว่าว่า เจ้ามาแอบดูข้าด้วยเหตุใด”
