บทที่ 3 อาจารย์หยางเฟิ่งหยวน
ลี่ฟางเหยาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นมา ขานางพลิกตอนที่หมุนมาพบหน้าเขาจนเกิดอาการเคล็ดและเริ่มเจ็บเล็กน้อยแต่สายตานั่นที่มองนางอยู่ราวกับกำลังอ่านจิตใจทำให้นางเริ่มนึกหวั่นเล็กน้อย
“ท่านพูดเหลวไหลอันใดกัน ผู้ใดจะมองท่านกัน”
“คุณหนูช่างหลีกเลี่ยงเก่งยิ่งนักเมื่อครู่นี้ข้ายังได้ยินเต็มสองหูว่าท่านถามอยู่ว่า “หายไปที่ใดเร็วนัก” อยู่เลยมิใช่หรือ"
“นั่น….ข้าก็แค่…เห็นรถม้าหายไปเพราะมัวแต่มองอะไรเรื่อยเปื่อย”
“งั้นข้าคงเข้าใจผิดแล้ว”
“สำคัญตนผิดไปแล้วคุณชาย ชิงฝูวันนี้ข้าไม่มีอารมณ์กินชาที่นี่แล้ว กลับกันเถอะ”
“คุณหนู ดูเหมือนว่าเจ้าจะบาดเจ็บถ้าอย่างไรให้ข้า…”
“ไม่ต้องมายุ่ง เรามิได้รู้จักกันและคงไม่ต้องมีเรื่องใดให้พบเจอกันอีกด้วย ข้าไม่อยากผูกบุญคุณกับผู้ใด ขอลา”
นางเดินออกไปพร้อมกับขาที่กะเผลกแต่ก็ไม่ร้องเลยสักคำ เมื่อนางเดินออกไปเขาจึงสังเกตว่าคนทั้งร้านเริ่มมองและเริ่มซุบซิบตามนางออกไป
“ใช่นางแน่ ผู้ที่จะแต่งเข้าสกุลเหลียงแล้วจะถูกฆ่า นางรอดมาได้”
“นางเป็นถึงบุตรของท่านเสนาบดีเชียวนะ”
“ดูรอยแผลที่คอนางสิ ช่างน่าสงสารเสียจริง”
พัดถึงพับลงในมืออย่างสงบช้าๆ พร้อมกับบุรุษหนุ่มที่ชะโงกออกไปดูสตรีสองคนที่เดินออกจากโรงน้ำชาไปในทันที แม้ว่าเห็นหน้าเพียงครู่ แต่สายตาที่ดื้อดึงนั้นกลับทำให้เขาสลัดภาพนางออกจากหัวไม่ได้เลย
“รอยบาดแผลรอบลำคอ สายตาดื้อดึง หยิ่งผยอง มากด้วยข่าวลือ”
“คุณชาย นาง….”
“ข้ารู้ นางเป็นบุตรีของเสนาบดีลี่เหวินฟงอย่างแน่นอน แต่ว่า ข่าวลือที่บอกว่านางเป็นสตรีไม่ได้เรื่อง มีไม่มารยาทไม่มีความรู้ไม่ชอบเข้าสังคมมิใช่หรือ”
“ขอรับ”
“(แต่แรงมือนางที่ซัดข้ามาเมื่อครู่ราวกับผู้ฝึกยุทธ์ ไม่สิ ไม่ใช่วิชายุทธ์ที่ธรรมดา แรงมือไม่ต่างกับข้าเลยด้วยซ้ำ)”
“หยางเฟิ่งหยวน” เหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยสายตายังคงมองทั้งสองที่เดินไปไกลแล้วด้านนอก
“ลี่ฟางเหยา น่าสนใจกว่าที่คิด”
“คุณชาย ข่าวว่านางยังไม่ทันได้แต่งเข้าสกุลเหลียง คุณชายเหลียงก็ถูกลอบฆ่าระหว่างรอทำพิธี นางได้รับบาดเจ็บที่คอ การแต่งงานจึงถูกยกเลิกขอรับ”
“นางเป็นถึงบุตรีของเสนาบดีใหญ่ของชิงโจว แต่เหตุใดจึงยอมแต่งให้กับบุตรแม่ทัพที่บ้าตัณหาและไร้ยางอายเป็นชายโฉดชั่วน่ารังเกียจผู้นั้นได้”
“เรื่องนั้นเห็นว่าแม่ทัพเหลียงข่มขู่ว่าหากไม่ยอมจะขอราชโองการเพื่อสู่ขอนางให้กับบุตรชาย นางเลยตกลงยอมก่อนที่แม่ทัพเหลียงจะนำราชโองการมาขอรับ”
“หึ หากว่านางรับราชโองการในครั้งนั้นก็เท่ากับต้องผูกชีวิตที่สกุลเหลียงตลอดชีวิตไม่มีทางออกมาได้แม้ว่าคุณชายน่ารังเกียจนั่นจะตาย”
“เช่นนี้ คุณชาย ท่านกำลังสงสัยนางหรือขอรับ”
“สงสัยหรือไม่แล้วอย่างไรกันก็แค่คนชั่วๆ ตายไปคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝีมือผู้ใดที่ฆ่าดูเหมือนว่าคดีนี้จะไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความร่วมมือแม่ทัพมีชื่อนั่นสืบเท่าใดเลยนะ”
“สกุลเหลียงสร้างอิทธิพลและอำนาจที่ไร้ยางอายอยู่ในชิงโจวนี้อยู่นานจนชาวบ้านเกลียดขอรับ ครั้งนี้เหลียงคุนตายไป ชาวบ้านต่างพากันดีใจแต่ก็มิได้ออกนอกหน้ามากนักเพราะยังเกรงกลัวอิทธิพลของสกุลเหลียงอยู่ขอรับ”
“ข้าคงต้องหาเวลา…ไปเยี่ยมท่านเสนาบดีลี่สักหน่อยแล้ว”
จวนสกุลลี่
“ข้าไม่ไปเรียนแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อจะขังข้าเอาไว้ในจวนสักสามเดือนหรือครึ่งปีก็ได้ ลูกจะไม่ว่าอะไรเลยเจ้าค่ะ”
“เหตุใดเจ้า…ถึงไม่อยากไปเรียนเล่า”
“ข้าก็แค่…ยังไม่พร้อมเจ้าค่ะ”
“แต่พ่ออยากให้เจ้าเข้าศึกษาพร้อมกับบุตรีขุนนางคนอื่นๆ จะได้มีความรู้เท่าเทียมกับพวกนาง”
“ข้า…”
“เอาเถอะ พ่อย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเจ้า อ้อ แล้วก็วันนี้พ่อมีแขกช่วงเย็น เจ้าเองก็ต้องมาร่วมโต๊ะอาหารพร้อมกับพ่อด้วย”
“ผู้ใดกันเจ้าคะ”
“เอาไว้ถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เจอกันตอนเย็น”
“เจ้าค่ะ”
ตอนเย็น
“ชิงฝู เจ้าว่าท่านพ่อมีสิ่งใดแปลกๆ หรือไม่ ข้ารู้สึกไม่ชอบมาพากล”
“คุณหนู ท่านจะระแวงแม้แต่นายท่านไม่ได้นะเจ้าคะ”
“เหตุใดต้องให้ข้าไปร่วมโต๊ะกับแขกของท่านพ่อด้วย โดยปกติไม่เคยจะให้ข้าไปรับแขกด้วยเสียหน่อย แม้แต่ตอนพวกสกุลเหลียงส่งเทียบเชิญมา ข้าก็ไม่เคยออกไปเลยสักครั้ง”
“คุณหนู ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ จะเป็นผู้ใดท่านก็ออกไปดูเองเถิดเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ หวังว่าอาหารมื้อนี้จะไม่แย่เกินไป”
โต๊ะอาหารเย็น
“ท่านพ่อ วันนี้ท่านนัดผู้ใดไว้กันแน่เจ้าคะเหตุใดต้องตั้งโต๊ะใหญ่ถึงเพียงนี้”
“อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง รับรองว่าเจ้าคาดไม่ถึง”
“คงมิใช่เชิญแม่ทัพเหลียงมาหรอกกระมัง”
“เจ้าพูดเหลวไหลอันใดกัน นั่น พวกเขามาแล้ว ไป เดินออกไปต้อนรับแขกกับพ่อ”
แม้จะไม่เต็มใจเท่าใดนักแต่นางก็เดินตามบิดาพร้อมบ่าวไพร่และสาวใช้ออกมาขบวนใหญ่ที่หน้าจวนเพื่อรอรับแขกสำคัญที่ว่า เมื่อรถม้าที่ดูคุ้นตานั้นจอดที่หน้าจวน ลี่ฟางเหยาแทบจะอยากจะกลับไปที่ห้องทันที
“คงไม่ใช่…เขาหรอกนะ”
บุรุษหนุ่มเดินออกมาจากรถม้าพร้อมกับใบหน้าที่นางคุ้นเคย เรื่องราวในโรงน้ำชาหน้าสำนักศึกษายังทำให้ฟางเหยาไม่พอใจเขาอยู่เมื่อเห็นว่า"หยางเฟิ่งหยวน" เป็นผู้เดินลงมาจากรถม้าจริงๆ
“คารวะท่านเสนาบดีลี่”
“อาจารย์หยางอย่าได้เกรงใจไป ฟางเหยามานี่เร็วเข้า มาคารวะอาจารย์หยางเร็วเข้า”
ลี่ฟางเหยานึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแขกในวันนี้จะเป็นเขา แม้ว่าจะยังแอบใจเต้นแรงกับใบหน้าราวเทพบุตรนั่น แต่ความอับอายที่โรงน้ำชานั่นยังคงอยู่
ขาทั้งสองข้างราวกับไม่ตั้งใจฟังคำสั่งแต่คำสั่งบิดาทำให้นางต้องยอมเดินออกมา นางก้มหน้าพร้อมคำนับอย่างมีมารยาทจนหยางเฟิ่งหยวนนึกแปลกใจ
“คารวะ…อาจารย์หยาง”
“พบกันอีกแล้วนะคุณหนูลี่”
“นี่ท่าน…เคยพบบุตรสาวของข้าแล้วงั้นหรือ”
“ขอรับท่านเสนาบดี บังเอิญว่า…เมื่อวานนี้ข้าพึ่งมาถึงชิงโจวเลยอยากเดินชมเมืองจึงได้บังเอิญพบกับคุณหนูเข้าขอรับ”
“ดี งั้นเยี่ยมเลยจะได้ทำความคุ้นเคยกันเอาไว้ เวลาไปเรียนจะได้ปรับตัวได้รวดเร็ว”
“ท่านพ่อ!! ข้าบอกเมื่อใดว่า…”
“เชิญ ๆ อาจารย์หยางด้านใน ข้าเตรียมสำรับและสุราดีเมืองชิงโจวให้ท่านต้องชอบแน่”
“ขอบคุณท่านเสนาบดี เชิญ”
บุรุษหนุ่มผายมือให้กับเจ้าบ้านเป็นผู้นำทาง เสนาบดีลี่เดินนำพร้อมกับเขาที่หันมาสบตานางที่ยืนไม่พอใจอยู่ด้านหลังและเริ่มกระซิบกระซาบบางอย่างกับสาวใช้
“คุณหนูเจ้าคะ เขาคงจะไม่…”
“คราวซวยของข้าเสียจริง”
“คุณหนูเจ้าคะ”
“อะไร…”
“คุณหนูลี่”
“ว้าย!! ท่านอีกแล้ว เหตุใดชอบมายืนอยู่ข้างหลังคนเช่นนี้ ครั้งที่แล้วก็…”
“อ้อ ที่แท้ก็จำข้าได้นี่เอง เช่นนั้นเจ้าก็ควรทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี นำทางข้าไปด้านในดีหรือไม่ ลูกศิษย์”
ลี่ฟางเยี่ยนส่งสายตาดื้อดึงไปให้เขาอีกครั้ง นางไม่เคยอยากเข้าไปเรียน แม้ว่าเมื่อวานนางจะตกตะลึงไปกับรูปโฉมที่หล่อเหลาของเขาไปชั่วขณะก็ตาม
“เชิญคุณชายหยางตามข้ามาเถิดเจ้าค่ะ”
