บทที่ 4 วันแรกในสำนักศึกษา
ลี่ฟางเหยาเดินนำเขาเข้าไปในห้องโถง ดูเหมือนว่าระยะทางจากหน้าจวนไปยังห้องโถงมันไกลกว่าเดิมหรือไม่นะ หรือเป็นเพราะว่านางยังเจ็บขาอยู่จากเมื่อวานกันแน่
“ขาของเจ้า…ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
“ไม่เจ็บแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณที่ท่านเป็นห่วง”
“เปล่า ข้าไม่ได้เป็นห่วงแค่ถามตามมารยาท”
ลี่ฟางเหยาถึงกับกัดฟันเพราะความโมโห นางกำหมัดแน่นและอยากชกคนเสียจริงๆในยามนี้เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงและนั่งลงที่โต๊ะ
“อ้าว ข้าก็นึกว่าท่านจะเดินชมจวนกับฟางเหยาก่อนเสียอีก เห็นไม่ตามมาเสียที”
“เป็นเช่นนั้นขอรับ ต้นดอกท้อและต้นทับทิมหน้าจวนช่างสะดุดสายตาของข้ายิ่งนักทำเอามองจนเพลินเลยต้องขอให้คุณหนูลี่เดินมาเป็นเพื่อนขอรับ”
“ท่านพ่อ ข้า…”
“เอามาๆ พวกเจ้าตักข้าวได้แล้วเร็วๆเข้า”
บิดานางส่งสายตามาปรามไม่ให้นางปฏิเสธและหนีออกจากโต๊ะอย่างไร้มารยาท แต่ลี่ฟางเหยาในยามนี้แทบจะไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะกับหยางเฟิ่งหยวนผู้นี้แม้แต่สักช่วงแค่ปาดใบชา
“ดูเหมือนว่าคุณหนูลี่จะ…”
“อ้อ บุตรสาวข้าพึ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บมา เอ่อ…ท่านอาจารย์ก็คงจะทราบเรื่องนี้มาบ้างแล้ว”
“ขอรับ แต่นั่นนับเป็นเรื่องที่ดีที่เกิดขึ้นในเมืองชิงโจว ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ฆ่าคุณชายเหลียงนั่น ทั้งเมืองก็ต่างรู้สึกขอบคุณทั้งนั้น และเป็นโชคดีของคุณหนูลี่ด้วยเช่นกัน”
ลี่ฟางเหยาหันไปมองหน้าเขาที่ส่งยิ้มอย่างจริงใจมาให้ นี่เขาก็คิดว่าการที่เหลียงคุณตายนับเป็นเรื่องดีด้วยสินะ เช่นนั้นนางก็ยอมฝืนนั่งต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน
“นี่ท่านเองก็คิดเช่นนั้นงั้นหรือ”
“แน่นอนขอรับ ก็แค่ตัวไร้ประโยชน์ สร้างแต่เรื่องเดือดร้อนไปทั่ว ก็ไม่ต่างอะไรกับขยะที่ไม่มีแก่นสารตายไป…ก็ย่อมดีกว่า เสียก็แต่…เขาทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูลี่เสียหายไปด้วย”
“เพราะเรื่องนี้ ข้าก็เลย….”
“ท่านเสนาบดีตัดสินใจถูกแล้วขอรับ ข้าคิดว่าคุณหนูควรจะออกไปจากจวนสักพักและไปพักที่สำนักศึกษาเพื่อหลบหลีกข้อครหาเหล่านี้ก่อน อีกอย่าง อายุของคุณหนูเองก็เหมาะที่จะเรียนการปกครองและวิชากฎหมายได้แล้ว”
“เช่นนั้นจากนี้ก็คงต้องฝากท่านอาจารย์แล้ว ฟางเหยาเจ้าควรเทชาคารวะอาจารย์เจ้าเสียสิ”
“ท่านพ่อ ข้า…”
“ฟางเหยา”
นางหันไปมองหน้าที่เรียบเฉยของเฟิ่งหยวนที่มองมาที่นาง สายตานั้นน่ากลัวทุกครั้งราวกับว่าเขาพยายามจะอ่านใจนางอยู่ซึ่งนางไม่ชอบเอาเสียเลย นางยกกาน้ำชาและรินลงจอกชาและส่งให้เขา
“ลี่ฟางเหยา…คารวะท่านอาจารย์หยาง”
“ฟางเหยา พูดให้ครบ”
“จะ…จากนี้….ศิษย์ขอฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ”
ในที่สุดนางก็รู้ว่าที่บิดาหลอกนางมากินข้าวด้วยเพราะเรื่องนี้นี่เอง นางไม่น่าหลงกลบิดาเลยจริงๆ สุดท้ายก็ต้องให้นางไปที่สำนักศึกษามิใช่หรือ และยังต้องอยู่ในการควบคุมของหยางเฟิ่งหยวนผู้นี้ด้วย
“ข้ายินดียิ่งนัก และสัญญาว่าระหว่างที่อยู่สำนักศึกษาจะไม่มีผู้ใดรังแกเจ้าได้”
ลี่ฟางหยาเงยหน้าขึ้นไปมองเขาเล็กน้อย สายตานั้นมองนางกลับมาอย่างอ่อนโยน ทำเอานางเริ่มใจสั่นอีกครั้ง
“ขะ…ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
มื้ออาหารนั้นผ่านไปเรื่อยๆ ลี่ฟางเหยาเองก็คิดว่าอาจารย์ของนางก็มิได้เลวร้ายเท่าใดนัก หากว่าเขาไม่เย็นชาเหมือนเมื่อวานนี้จนทำให้นางต้องอับอายและสายตาที่พยายามมองทะลุถึงความคิดนั่นไม่ส่งมาให้นางบ่อยๆ นางก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากนัก
“เช่นนั้นอีกเจ็ดวันพบกันที่สำนักศึกษา”
“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านอาจารย์หยาง”
วันส่งตัวเข้าสำนักศึกษา
“คุณหนู หากว่ามีสิ่งใดอยากได้ก็ส่งจดหมายมานะเจ้าคะ ข้าจะรีบจัดหามาให้ท่าน”
“ข้ารู้แล้วอย่าร้องไห้สิ อยู่แค่นี้เองแค่ไม่ได้กลับไปนอนที่จวนเองเจ้าจะร้องทำไม”
“ก็….”
“เอาน่าๆ ท่านพ่อ ข้าไปนะเจ้าคะ”
ฟางเหยาเดินเข้าไปยังสำนักศึกษา ที่นี่แบ่งห้องพักเป็นระดับชั้น ในห้องพักนี้นางได้พักกับ “กู้เป่าเป้ย” ซึ่งเป็นบุตรของขุนนางกรมคลังซึ่งนางเป็นมิตรมาก คอยแนะนำคนอื่นๆให้นางรู้จัก ซึ่งใช้เวลาไม่นานพวกนางก็เริ่มสนิทกับเพื่อนในสำนักเดียวกันหลายคน
“แต่เจ้าระวังสองคนนั้นหน่อย ท่านหญิงจ้าวลู่อินกับ…”
“เฮ้อ เจาเนี่ยเฟยกับหงเสี่ยวซี นึกแล้วว่าต้องเจอพวกนางที่นี่”
“เจ้ารู้จักพวกนางมาก่อนงั้นหรือ”
“แค่สองคน แต่ท่านหญิงนั่น ข้าไม่รู้จัก”
“อ้อ เห็นว่านางตามมาเรียนที่นี่เพราะ…..”
“รวมแถวได้แล้ว!!”
เสียงที่ทรงพลังนั้นบอกให้พวกนางรวมแถว อาจารย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวของสำนักศึกษาเรียกรวมแถวของนักเรียนที่เป็นสตรีในสำนักศึกษาแห่งนี้
“พวกเจ้าคงได้จัดเก็บสิ่งของเรียบร้อยแล้ว จากนี้หนึ่งปีพวกเจ้าต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน หวังว่าทุกคนจะอยู่ในระเบียบที่สำนักศึกษาวางกฎระเบียบเอาไว้ เอาละวันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียน จงตั้งใจศึกษาให้ดี”
ช่วงเวลาพัก
“นี่เป่าเป้ย เจ้าบอกว่าท่านหญิงผู้นั้นมาเรียนที่นี่เพราะว่าอะไรนะ”
“อ้อ ใช่แล้ว เห็นบอกว่าที่นางตามที่นี่ก็เพราะอาจารย์ผู้นั้น อาจารย์หยาง....”
“หยางเฟิ่งหยวนนั่นหรือ”
“ตายจริงฟางเหยาเหตุใดเจ้าจึงเรียกนามของอาจารย์เช่นนั้นกัน”
“นั่นสิ ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดกล้าเรียกหรือเอ่ยนามของอาจารย์ออกมาได้ตามใจชอบ แม้แต่ท่านหญิงเองก็ยังเรียกอาจารย์หยางเลย อ้อ ก็นึกว่าผู้ใด ที่แท้นางนี่เอง”
เจาเนี่ยเฟยเอ่ยทักขึ้นเสียงดังทำเอาคนรอบข้างเริ่มมองมาที่ฟางเหยา นางยืนมองหน้าเนี่ยเฟยที่เดินกอดอกเข้ามาพร้อมกับหงเสี่ยวซี พวกนางรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
“นางคือผู้ใดงั้นหรือ”
“ท่านหญิง นางก็คือสตรีที่แต่งเข้าไปที่จวนแม่ทัพไม่ทันได้เข้าพิธี เจ้าบ่าวซึ่งเป็นบุตรชายแม่ทัพผู้นั้นตายก่อน”
“อ้อ…ข่าวลือในเมืองนั่นน่ะหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านหญิงก็คงเคยได้ยินสินะเจ้าคะ ว่านางคือตัวอัปมงคล”
เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นโดยรอบ พวกนางเริ่มซุบซิบนินทากัน บางคนก็จดจำใบหน้านางได้ก็เริ่มซุบซิบกันอย่างออกรส
“เฮ้อ ไม่นึกว่าหนีมาในสำนักศึกษาที่ดูสะอาดและสูงส่งเช่นนี้แล้ว ยังมีคนกล้าอมมูลสุนัขมาพ่นในนี้อีก ถึงว่าเล่าถึงได้กลิ่นอะไรเหม็นๆแปลกๆ เจ้าได้กลิ่นหรือไม่เป่าเป้ย”
“อืม ข้าก็ได้กลิ่น ในตอนแรกคิดว่าแม่บ้านคงลืมทิ้งขยะเสียอีก”
“ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะคนแถวนี้ไม่ชอบบ้วนปาก ปากก็เลยเหม็น นี่เจ้ารู้หรือไม่คนแถวนี้บางคนทำเป็นว่าให้ผู้อื่น แต่ว่าตัวเอง น้ำก็ไม่อยากอาบ ปากก็ไม่บ้วนเอาแต่แต่งหน้าผัดแป้งปกปิดความเน่าข้างในละ”
“ตายจริง โสโครกน่าดู เช่นนี้ผู้ใดจะกล้านอนใกล้กัน”
สายตาทั้งหลายเริ่มหันกลับไปจับจ้องที่เจาเนี่ยเฟยพร้อมกับมองนางแปลก แม้แต่ท่านหญิงที่เมื่อครู่พึ่งจะพูดคุยกับนางก็เริ่มขยับถอยห่าง เนี่ยเฟยโกรธจนหน้าแดงและชี้หน้าฟางเหยาทันที
“เจ้า!! เจ้ากล้ากล่าวหาข้าได้เช่นไร ข้า…ข้าอาบน้ำนะ แล้ว…แล้วก็บ้วนปากด้วย เจ้าสิปากสุนัข”
“เอ๊ะเป่าเป้ย เมื่อครู่นี้ข้าว่านางหรือ เจ้าได้ยินว่าข้าเอ่ยนามผู้ใดหรือไม่”
“ไม่นะ ข้าได้ยินแค่เจ้าบอกว่า “คนบางคน” เท่านั้นเอง เอ๊ะ แม่นางเจา หรือว่าเจ้าทำเช่นนั้นงั้นหรือ เหตุใดเจ้าดูร้อนตัวเสียจริง”
“กรี๊ด!!……ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ข้านะ พวกเจ้า พวกเจ้า….”
“เฮ้อ ไปกันเถอะเป่าเป้ย ข้าเริ่มเหม็นอีกแล้วละ ดูเหมือนว่าแถวนี้อากาศเริ่มจะไม่ดีเสียแล้ว”
“หยุดนะ!! ลี่ฟางเหยา”
