บทที่ 6 จับผิด
“ข้านึกไม่ถึงว่าบุตรีของท่านเสนาบดีจะไร้ความอดทนถึงเพียงนี้ เพียงแค่ถูกต่อว่าหรือดูถูกเพียงนิดก็มิอาจทนได้แล้ว ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”
ลี่ฟางเหยากำหมัดแน่นหันไปมองหน้าเขา ให้นางไปขัดห้องสุขาดีกว่าจะต้องทนอยู่กับเขาในหอคัมภีร์นี้ อย่างน้อยนางก็จะได้ตะโกนเพื่อระบายความแค้น แต่นี่ต้องมานั่งทนกับเขาในห้อคัมภีร์ที่ห้ามส่งเสียงดังนี่ ไม่ยุติธรรมกับนางเลยสักนิด
“เอาล่ะ เริ่มเลยเถอะจะได้ไม่เลิกดึก”
นางยังคงยืนอยู่ที่เดิมแม้ว่าสายตาจะมองไปยังโต๊ะที่ต้องนั่งเขียนนั่น นางพยายามเรียนรู้ทุกอย่างที่อาจารย์สอน ก่อนหน้านี้เสนาบดีลี่จ้างอาจารย์มาสอนนางเกือบหมดแล้วแต่พวกเขาปิดบังเอาไว้เพราะเสนาบดีลี่ไม่อยากให้นางต้องเปิดเผยความสามารถนี้ออกไปให้เป็นที่สนใจมากนักเพราะเขาหวงบุตรสาวนั่นเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่บิดานางยังไม่รู้อีกอย่างก็คือ นางคือนักฆ่าอันดับหนึ่งที่ทางการต่างหาตัวแต่ก็มิได้จริงจังนัก เพราะนางจะรับฆ่าเฉพาะคนชั่วที่ทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเท่านั้น
“เหตุใดท่าน..อาจารย์ต้องมานั่งเฝ้าข้าด้วยเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้เฝ้าเจ้า เพียงแค่จะอ่านตำราเท่านั้นพรุ่งนี้ช่วงบ่ายพวกเจ้าจะเข้าเรียนกับข้าเป็นวันแรก”
“ท่านอยู่ด้วยข้าไม่มีสมาธิ”
“เจ้าต้องเริ่มฝึกให้จิตใจแน่วแน่นิ่งดุจดั่งวายุที่ไม่สะท้านต่อใบหลิว ที่ทำได้เพียงแค่ทำให้ผิวน้ำกระเพื่อมแต่มิอาจก่อให้เกิดคลื่นพายุได้”
“พูดสิ่งใดฟังไม่เข้าใจสักนิด”
“ไม่ว่าเจ้าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด หากเจ้ามีสมาธิ จิตตั้งมั่น เจ้าก็จะเห็นทางออก เจ้าลองฝึกดู”
ลี่ฟางเหยาที่มือยังสั่นอยู่ไปนั่งที่โต๊ะ นางพยายามจับพู่กันให้นิ่งแต่ดูเหมือนความโกรธนั้นยังไม่ได้ลดลงไป เฟิ่งหยวนเองก็เห็นแล้วว่านางคงจะต้องใช้เวลา มือหนาของเขาเอื้อมไปจับที่มือนางเบาๆ
“เจ้าต้องตั้งจิตให้สงบ หากยังเขียนไม่ได้ให้อ่าน หากยังอ่านไม่ได้ให้มอง หากมองแล้วยังไม่ได้ก็ให้หลับตาตั้งสติก่อน หายใจเข้าลึกๆ ลองดูสิ”
“ข้า…”
“หายใจเข้า ทำตามที่ข้าบอก”
ฟางเหยาทำตามที่เขาบอก แต่นอกจากจะไม่หายสั่นแล้ว ในตอนนี้นางก็รู้สึกว่าหัวใจนางทั้งเต้นแรงและตัวสั่นอีกรอบทั้งลมหายใจที่อยู่ด้านหลัง ไออุ่นจากกายของอาจารย์หนุ่ม อีกทั้งมือที่จับพู่กันอันเดียวกันนั้น
“หลับตา แล้วหายใจเข้า………”
“หายใจออก……”
“คือว่า….”
“อย่าพึ่งพูด ทำตามข้า หายใจเข้า…..”
ฟางเหยารู้สึกราวกับตัวเริ่มเบาขึ้นอย่างน่าประหลาด นางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นรัวแรง ดูเหมือนว่าอาจารย์หยางจะไม่ได้มีอาการเช่นเดียวกับนาง เขาเพียงแค่แนะนำให้นางทำ ในตอนนี้เองที่มือนางเริ่มนิ่ง ความโกรธในจิตใจนางเริ่มลดลงแล้ว
“อาจารย์หยาง คือว่า…ข้าพร้อมจะคัดคัมภีร์แล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี”
เขาปล่อยมือนางและเดินมานั่งโต๊ะที่อยู่ฝั่งตงข้ามและเริ่มอ่านตำรา ฟางเหยาเหลือบมองเขาเป็นพักๆ แต่เมื่อเริ่มคัดไปถึงบทที่ลึกๆนางก็เริ่มไม่ได้มองเขาแล้วเพราะอยากจะคัดสิ่งนี้ให้จบๆไป
แต่น่าแปลกที่ยิ่งอ่านยิ่งจดจำและคำในคัมภีร์นั้นก็เริ่มเข้ามาในหัวและนางก็เริ่มคิดกระบวนท่าใหม่ได้จากการอ่านคัมภีร์นี้ด้วยอย่างน่าประหลาด
“นี่มันยอดเยี่ยมไปเลยมิใช่หรือ”
“(นางไม่ธรรมดาจริงๆด้วยสินะ เจ้าซ่อนความลับเอาไว้เท่าใดกันแน่นะลี่ฟางเหยา)”
เขาลอบมองนางเป็นพักๆ พร้อมกับสังเกตอาการนางไปด้วย ก่อนหน้านี้ยังมีแอบมองเขาเป็นบางครั้ง แต่พอเข้าจบที่ห้าสิบนางเริ่มมีสมาธิจดจ่อมากขึ้นและเมื่อขึ้นจบที่หนึ่งร้อยเข้านางกลับเริ่มยิ้มราวกับว่าค้นพบบางอย่างในคัมภีร์นั่น
“อาจารย์หยาง ข้าคัดเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ่”
“อืม เจ้าไปพักผ่อนได้ แล้วก็….”
“เจ้าคะ?”
“เรื่องของจ้าวลู่อิน ข้าไม่อยากให้เจ้านำมันมาใส่ใจเพราะเจ้ามิได้เป็นอย่างที่นางพูด”
ฟางเหยาเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วหากว่าเขาไม่พูดขึ้นมา แสดงว่าเขากับจ้าวลู่อินสนิทสนมกันก่อนที่นางจะมาที่นี่จริงๆ เพราะลู่อินเผลอเรียกเขาว่าพี่เฟิ่งหยวนหลายครั้งราวกับจะแสดงตนให้คนอื่นๆรู้ว่าฐานะของนางไม่ธรรมดา
“อาจารย์กำลังแก้ตัวแทนนางในฐานะ…”
“ข้าไม่จำเป็นต้องแก้ตัวแทนผู้ใด ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับจ้าวลู่อินแม้แต่น้อย ข้าคิดเช่นไรก็พูดเช่นนั้นเจ้ากลับไปได้แล้ว”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ หากแต่ว่าเพียงแค่วาจาประโยคเดียวของท่าน มิอาจลบล้างคำพูดที่นางได้เอ่ยออกมาแล้วไม่ ข้าเองก็มิใช่คนที่มีบุญคุณไม่ทดแทน มีแค้นแล้วปล่อยผ่าน ต้องขออภัยที่รับไว้ได้เพียงคำพูดแต่ไม่รับปากว่าจะไม่ทำอะไรนาง หากว่านางยังไม่หยุดหาเรื่องพวกข้า”
“เจ้า…ไม่อยากอยู่อย่างสงบๆหรืออย่างไร เหตุใดต้อง….”
นางออกไปแล้วอย่างรวดเร็ว เขาคิดไม่ผิดจริงๆ ลี่ฟางเหยาต้องไม่ใช่คนธรรมดา การจะเดินออกจากที่นี่อย่างรวดเร็วนั้นมิใช่คนธรรมดาจะทำได้ นอกจากนางจะมีวิชายุทธ์
“ข้าเพียงแค่คิดว่าเจ้าไม่ใช่อย่างที่นางพูด มิได้บอกให้เจ้าอภัยให้จ้าวลู่อินเสียหน่อย”
ห้องพัก
“เป่าเป้ย ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ไม่ได้เมื่อยขนาดนั้น”
“ตั้งสองร้อยจบเชียวนะ ตาเฒ่านั้นเหตุใดจึงได้โหดเหี้ยมเพียงนี้กัน นี่มันแค่วันแรกเอง”
เป่าเป้ยพูดพร้อมกับบีบนวดมือของฟางเหยาไปด้วย
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าพรุ่งนี้ช่วงบ่ายพวกเรามีเรียนกับเขา”
“หา เจอเลยงั้นหรือตายแน่แล้วๆ จะโหดเพียงใดกันนะ เฮ้อ ไม่อยากคิดเลย”
วันถัดมา
ในห้องเรียนวิชาการปกครองในวันนี้เงียบผิดปกติ นั่นเพราะทุกคนต่างจดจ้องรอคอยเพื่อจะได้ร่ำเรียนวิชานี้กับท่านอาจารย์ที่รูปงามที่สุดในสำนักศึกษาและเป็นที่สนใจของนักเรียนทุกคนในเวลานี้
“เจ้าว่าใบหน้าข้าขาวเกินไปหรือไม่”
“วันนี้ข้าตั้งใจอบน้ำหอมมาเลยนะ”
ลี่ฟางเหยามองหน้ากันกับเป่าเป้ย พวกนางรู้สึกว่าเริ่มเวียนหัวมากขึ้นเพราะกลิ่นที่อบอวลอยู่ในห้องนี้มันมากมายเกินไป
“เป่าเป้ย ข้าอยากจะอาเจียน”
“อย่าพึ่งชวนข้าคุย ข้า…กลั้นหายใจอยู่”
“เจ้าจะกลั้นได้ตลอดงั้นหรือ”
"พวกนางเอาสิ่งใดมาใส่กัน ทำไมถึงได้…
“มาแล้วๆ อาจารย์หยางมาแล้ว”
เป่าเป้ยและฟางเหยาที่ผลัดกันพัดเพื่อระบายอากาศ นั่งหลังตรงเพื่อรออาจารย์เข้ามาในห้อง หยางเฟิ่งหยวนเดินเข้ามาในห้องโดยมิได้มองผู้ใด
เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าห้องและหันมา ทั้งหมดทำความเคารพและนั่งลงทันที
“เจ้าน่ะคนที่อยู่แถวหลังคนที่สาม และก็ฝั่งซ้ายมือ พวกแถวที่สี่นับจากด้านหลัง เจ้าด้วยจ้าวลู่อิน แล้วก็เจ้า และเจ้าอีกสองคน ทั้งหมดที่ข้าเรียก ลุกขึ้นมา”
พวกนางต่างรู้สึกตื่นเต้นเมื่อถูกอาจารย์หยางเรียกให้ลุกขึ้น แต่ละคนนั่งคนละที่ซึ่งพวกนางไม่รู้ว่าเขาเรียกขึ้นมาทำไม
“อาจารย์เรียกพวกข้าจะให้พวกข้าทำสิ่งใดเจ้าคะ”
“ออกจากห้องเรียนของข้าไปเดี๋ยวนี้!!”
