บทที่ 7 ทำแผล
แต่ละคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนักเมื่อถูกดุด้วยคำพูดที่เด็ดขาด จ้างลู่อินเอ่ยประท้วงเป็นคนแรก
“ท่าน เอ่อ อาจารย์เจ้าคะ พวกเราทำผิดอันใดกันแน่เจ้าคะ”
“เป่าเป้ย ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“ฟางเหยา เจ้าจะทำสิ่งใด”
“ขออนุญาตเจ้าค่ะอาจารย์หยาง”
หยางเฟิ่งหยวนหันไปมองตามเสียง ลี่ฟางเหยาที่หน้าซีดนั้นมองเขาอย่างขอความเห็นใจ เขาเดินเข้าไปหานาง
“เจ้ามีอะไร”
“ข้า…ทนไม่ไหว ขออนุญาตไปห้องน้ำสัก…อุ๊บ… อุ๊!!”
“ฟางเหยา อาจารย์เจ้าคะ ข้าจะไปเป็นเพื่อนนาง ข้าเองก็หายใจไม่ออกจะแทบจะอาเจียนเช่นกันเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้ารีบไปเถอะ”
ฟางเหยารีบวิ่งออกไปเพราะเริ่มจะไม่ไหวแล้ว เป่าเป้ยเองก็รีบตามไปติดๆ สุดท้ายพวกนางก็ไปไม่ทัน และยืนอาเจียนอยู่ที่สวนจนแทบหมดแรง
“พวกเจ้าเห็นแล้วหรือไม่ว่ามีความผิดใด”
“อาจารย์เจ้าคะ ข้าเพียงแค่…”
“เริ่มจากเจ้าก่อนจ้าวลู่อิน กลิ่นน้ำหอมของเจ้ารุนแรงมากเกินไป อีกทั้งกฎของสำนักศึกษาห้ามผัดหน้าทาปากจนเกินงาม ที่นี่สอนให้พวกเจ้าเป็นบัณฑิต มิได้สอนให้เป็นนางโลม หากพวกเจ้าไม่เข้าใจก็กลับบ้านพวกเจ้าไปได้เลย พวกเจ้าออกไปได้แล้วหากยังไม่จัดการตัวเองให้เรียบร้อยจากนี้ไม่ต้องมาเข้าเรียนวิชาที่ข้าสอน ออกไป”
จ้าวลู่อินถึงกับน้ำตารื้นเพราะคำกล่าวที่รุนแรงนี้ นางวิ่งร้องไห้ออกมาจากห้องทันทีพร้อมกับเจาเนี่ยเฟยและหงเสี่ยวซีและคนที่เหลือที่ถูกเรียก พวกนางชนกับฟางเหยาที่กำลังเดินกลับมา
“โอ๊ย…”
นางหันไปชนกับประตู วันนี้นางช่างโชคร้ายนัก มานั่งดมกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนชวนเวียนหัวนี่แล้วยังถูกชนจนหน้าผากได้แผลอีก
“ฟางเหยา เจ้าได้แผลอีกแล้ว!! เหตุใดพวกนางไม่ออกไปดีๆกันนะ”
“ช่างเถอะๆ อย่างน้อยก็กำจัดกลิ่นไปได้ละนะ”
พวกนางเดินกลับมานั่งที่ ฟางเหยาเดินลูบหน้าผากเดินกลับมา เฟิ่งหยวนมองที่พวกนางที่เข้ามานั่งที่ตามเดิม เขาหงุดหงิดถึงกับวางตำราลง
“วันนี้พวกเจ้านั่งทบทวนตำรากันไปเงียบๆก่อน พรุ่งนี้ให้เขียนสรุปบทที่หนึ่งมาส่งให้ข้าคนละสองม้วนกระดาษ”
“ซวยชะมัดเลย มีการบ้านตั้งแต่วันแรกๆทั้งๆที่วิชาอื่นไม่มีการบ้านเลยด้วยซ้ำ”
เฟิ่งหยวนเดินมาถึงโต๊ะที่ฟางเหยาและเป่าเป้ยนั่งอยู่
“ลี่ฟางเหยา ตามข้ามา”
หยางเฟิ่งหยวนเดินออกจากห้องไป เขาเองก็คงทนกลิ่นน้ำหอมนั่นไม่ไหวเช่นกันเพราะมันอบอวลจนน่าสะอิดสะเอียนจนทนนั่งอยู่แทบไม่ได้จริงๆ ฟางเหยาที่กุมหน้าผากหันมามองหน้าเพื่อนรักอย่างเป่าเป้ยด้วยเสียงละห้อย
“เจ้าว่าการบ้านนั่นแย่แล้วใช่หรือไม่ นั่นยังน้อยไปเมื่อเทียบกับถูกตาเฒ่าหยางนั่นเรียกไปเช่นนี้”
“โชคร้ายของจริง โชคดีนะคนดีของข้า”
“เฮ้อ เจอกันที่ห้องนะเป่าเป้ย”
ฟางเหยาเดินออกมาและตามเขาไปยังห้องทำงาน นางไม่เคยเข้ามาในห้องนี้มาก่อน น่าจะเป็นห้องทำงานส่วนตัวของเขาเองกระมัง เมื่อเขาเดินเปิดประตู นางเดินเข้าไปแล้วเขาจึงได้ปิดประตูลง
“เจ้าไปนั่งรอตรงนั้น”
“เจ้าค่ะ”
ฟางเหยายังรู้สึกวิงเวียนอยู่จากกลิ่นน้ำหอมที่ตีกันในห้องและในตอนนี้ยังได้แผลเพิ่มและคงต้องถูกทำโทษจากเขาอีกกระมังที่ไปไม่ถึงห้องน้ำแต่ดันอาเจียนอยู่หน้าห้องเรียน ในสวนดอกไม้ที่รู้กันดีว่าอาจารย์จินสั่วหวงขนาดไหน
“เอามือออก”
“เอ่อ คือว่า…”
“ข้าจะทำแผลให้”
“คือว่าศิษย์ไปทำแผลที่ห้องก็ได้เจ้าคะ ไม่รบกวนอาจารย์”
“เงียบ ข้าจะเช็ดแผลให้ เจ้านี่ขยันหาเรื่องเสียจริงนะ”
“ข้าหาเรื่องเสียที่ไหน หากว่าลู่อินไม่วิ่งมาชนข้า…”
หรือว่านี่จะเป็นการทำเพื่อแก้ตัวให้จ้าวลู่อินกันนะ ใช่แล้วพวกเขารู้จักกันนี่เอง ลี่ฟางเหยาถอยห่างจากเขา หยางเฟิ่งหยวนขมวดคิ้วพร้อมกับจับตัวนางและดึงเข้ามาใกล้ นางไม่ทันระวังจนทำให้ตัวนางล้มทับเขา ใบหน้าของทั้งคู่เกือบจะชนกันอยู่แล้ว
ฟางเหยาหลับตาแน่นเพราะคิดว่านางต้องชนกับเขาอีกเป็นแน่ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อลืมตาขึ้น หยางเฟิ่งหยวนมองมาที่นางด้วยสายตาที่นิ่งสงบ
“เจ้าจะนั่งทับข้าอีกนานหรือไม่ ข้าทำแผลให้เจ้าไม่ถนัด”
“ศิษย์ขออภัยเจ้าค่ะ”
ฟางเหยาดึงตัวออกมาทันทีพร้อมกับนั่งนิ่งอย่างเก็บอาการ นางเผลอใจเต้นแรงกับอาจารย์หยางอีกครั้ง ช่วยไม่ได้นี่นาใครใช้ให้เขาหล่อเหลาเช่นนี้ แต่นิสัยนี่สิเย็นชาอย่างกับอะไรดี
“โอ๊ย!!”
“อย่าเหม่อลอยสิ เจ้าคิดสิ่งใดอยู่ข้าก็บอกไปแล้วว่าจะเริ่มเช็ดแผลแล้ว”
“ข้า…ข้าเปล่านะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็อยู่เฉยๆ หากดิ้นอีกเกรงว่าคงไม่เจ็บทีเดียวแน่ วันแรกปากแตก วันที่สองหัวแตกเจ้านี่หากเพียรเรื่องเรียนมากเท่ากับขยันหาเรื่องเช่นนี้ ไม่นานคงกลายเป็นศิษย์ดีเด่นของสำนัก”
“ข้าอยากหาเรื่องหรืออย่างไรเล่าเจ้าคะ เรื่องมันมาหาข้าเองต่างหาก หากท่านอยากจะกล่าวโทษก็ควรไปตักเตือนคนของท่านถึงจะถูก”
“ไม่มีผู้ใดเป็นคนของข้า อยู่ที่นี่ข้าเป็นอาจารย์พวกเจ้าต่างเป็นศิษย์ที่เท่าเทียมกันหมด ไม่มีผู้ใดถือสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น”
ฟางเหยาเผลอหันไปมองใบหน้าดุจเทพเซียนตรงหน้า เขาที่มองที่แผลและกำลังใช้ผ้าปิดแผลให้นางทำให้สตรีในวัยสาวเต็มตัวแอบหวั่นไหวจนใจเต้นรัวไม่หยุด นี่เป็นอิทธิพลจากการมองหน้าเขาหรือไม่นะ อยู่ใกล้เขาทีไรไม่เคยควบคุมหัวใจตัวเองได้เลย
“เสร็จแล้ว จากนี้เจ้าก็นำสิ่งนี้ทำแผลและเปลี่ยนทุกวัน เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณอาจารย์หยาง ศิษย์ขอตัว….”
“เดี๋ยว”
“เจ้าค่ะอาจารย์”
“เจ้ายังต้อง….ไปทำความสะอาดสวนด้วย”
“แต่ว่านั่นมัน!!”
“เจ้ารู้ดีว่าอาจารย์จินหวงสวนนั่นเพียงใด จัดการเสียด้วย ออกไปได้แล้ว”
ฟางเหยาทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ที่เขาพูดมาก็ถูกเพราะนางกับเป่าเป้ยวิ่งไปห้องน้ำไม่ทันเลยต้องแวะอาเจียนที่สวนดอกไม้นั่นนางคงต้องรีบไปทำความสะอาดให้ดี แต่ก็แอบหมั่นไส้คนตรงหน้าไม่น้อย
ท่าทีที่ไม่สนใจสิ่งใดบนโลกนี้นับแต่วันแรกที่นางพบเขาจนถึงตอนนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่ชอบเขา หากไม่นับรวมที่เขาช่วยทำแผลให้ นางเดินออกไปจากห้องและปิดประตู เฟิ่งหยวนนั่งลงพร้อมกับถอนหายใจยาว
“เกือบไปแล้ว….อีกนิดเดียวเท่านั้น”
เขายกมือขึ้นมากุมศีรษะ เมื่อครู่นี้เขาเกือบจะเผลอตัวและจูบนางเข้าให้แล้วเมื่อนางล้มตัวลงมา ดีที่นางหลับตาจึงไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของเขา
“ลี่ฟางเหยา เจ้าอันตรายเกินไปแล้ว”
เขาเก็บกล่องยาเงียบๆเพื่อจะตั้งสติ แต่ภาพใบหน้าและริมฝีปากสีสดนั้นแทบจะทำให้เขาเกือบลืมหายใจทั้งๆที่นางบาดเจ็บ
แต่ที่นี่เขาคืออาจารย์นางเป็นศิษย์เพราะฉะนั้นเรื่องเชิงชู้สาวไม่สมควรให้เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะมาที่นี่ด้วยภารกิจบางอย่างแต่จะให้ความแตกไม่ได้
สวนดอกไม้
“ไอ้คนใจโหด คนใจร้ายข้าไม่ได้อยากทำลายสวนเสียหน่อย แค่ให้ปุ๋ยนิดเดียวเองถึงกับสั่งให้ข้ามาทำความสะอาด”
“เอาน่าๆ เจ้าอย่าบ่นมากนักเลย หรืออยากไปล้างห้องสุขาเหมือนพวกนางกันละ นี่พวกนางยังต้องล้างไปอีกหกวันเลยนะ”
“คนบ้าอะไรเย็นชาชะมัด ใครอยากเข้าใกล้เขากันพวกนางบ้าอะไรกันถึงได้ชื่นชมคนเช่นนี้”
“แต่อาจารย์หยางก็หล่อจริงๆมิใช่หรือ เจ้าจะพูดแบบนี้ได้เช่นไร หน้าผากเจ้าก็เป็นเขาที่ทำแผลให้นะ แล้วยังเอายามาให้เจ้าเอาไว้ทำแผลอีก เลิกบ่นเถอะ ถอยออกมาข้าจะรดน้ำแล้ว”
“ใครให้เขาทำให้กันเล่า ไม่ได้ขอเสียหน่อย”
“ปากแข็งไปเถอะ สีหน้าเจ้ามันออกขนาดนั้น”
