บทที่ 9 ข่าวซุบซิบ
เสียงนั้นทำให้นางชะงักไปทันที นางพลาดแล้ว!!
“หยางเฟิ่งหยวน!!”
คนตรงหน้าสวมชุดใหม่แล้วและเดินออกมา สีหน้านางตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเขา นางเผลอใช้วิชายุทธ์ต่อหน้าเขาไปเสียแล้ว
“ท่านมาทำอะไรที่นี่!! …..อาจารย์หยาง”
“ข้า…เห็นเจ้าไม่ออกมาเสียที ก็เลย….”
เมื่อเขาพูดจบนางก็เริ่มเข้าใจทันที เรื่องก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาเต็มหัวนางทันทีพร้อมกับนางที่หันหน้าหลบตาเขาทันที
“เจ้า….เป็นอะไรมากหรือไม่”
“อย่าเข้ามา!! ข้า…สบายดี ขอบคุณอาจารย์หยาง ข้าขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวสิ ข้า…อยากขอโทษเรื่องเมื่อครู่นี้”
“ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องขอโทษข้าหรอกเจ้าค่ะ ท่าน….ลืมไปเสียเถอะ”
“เจ้า…แน่ใจหรือว่า…”
“เอาเป็นว่าข้าไม่เคยพบท่าน ไม่เคยเจอท่านที่นี่ หรือที่ใดทั้งสิ้น ข้าแค่มาเดินเล่นเท่านั้น และตอนนี้ก็หายออกมานานแล้วดังนั้น…..ข้าขอตัวก่อน”
ฟางเหยาวิ่งออกจากป่าไผ่ไปโดยเร็ว นางไม่หันกลับมาอีกเลยจนถึงหน้าหอพักที่มีเพื่อนๆนั่งเล่นกันอยู่ เป่าเป้ยเดินมาหานาง
“อ้าว เจ้ากลับมาแล้วเหรอ ฟางเหยา นี่เจ้าหนีอะไรมาทำไมหอบเป็นลูกสุนัขเช่นนี้เล่า”
“เป่าเป้ย ข้า….ไม่มีอะไร”
“เหตุใดวันนี้คนมานั่งด้านนอกกันเยอะขนาดนี้ละ”
“พวกเขามีข่าวซุบซิบเรื่องใหม่นะสิ เรื่องไร้สาระนะ แต่ก็…”
“พวกนางขยันกันเสียจริงเลยนะ”
“แต่ข่าวนั่นข้าลองนึกดูแล้วก็อาจจะเป็นเรื่องจริงอยู่นะ เจ้ามานั่งพักตรงนี้สักครู่เถอะ”
ฟางเหยาเดินตามเป่าเป้ยไปนั่งพักและรินน้ำชาดื่มก่อนที่เป่าเป้ยจะเล่าข่าวที่กำลังเป็นที่ซุบซิบอยู่ในตอนนี้
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หายเหนื่อยหรือยัง หน้าเจ้าอย่างกับเห็นผีมาน่ะ”
“น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก”
“ขนาดนั้นเลยงั้นหรือ”
“ช่างเถอะว่าแต่เจ้ามีเรื่องใดจะเล่าให้ข้าฟังงั้นหรือ”
“ข่าวที่ว่าคือข่าวของจ้าวลู่อินกับตาเฒ่าหยางน่ะ”
ฟางเหยานิ่งไปครู่หนึ่งและหันกลับไปถามเป่าเป้ยด้วยท่าทีที่นิ่งกว่าเดิม
“ว่าอย่างไรงั้นหรือ ข้าจะไม่แปลกเลยหากว่านางจะประกาศว่าจะแต่งงานกับตาเฒ่านั่น”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกันว่านางพูดแบบนี้ เจ้าเดาเก่งเกินไปแล้วคนดี”
ฟางเหยารู้สึกว่าใจหายวูบลงไปที่ท้องน้อยอย่างรวดเร็วจนรู้สึกจุกที่อก นี่มันคือความรู้สึกใดกันแน่นะ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ ขะ..ข้าเดาถูกงั้นหรือ”
“ใช่ ข่าวซุบซิบบอกว่านางกับอาจารย์หยางนั่นถูกผู้ใหญ่จับคู่ให้ เป็นคู่หมายกันและหากนางเรียนจบเมื่อใด พวกเขาก็จะจัดพิธีหมั้นขึ้นทันที”
หยางเฟิ่งหยวนเดินออกมาจากป่าไผ่และพึ่งเดินมาถึง เขาหันมามองนางที่นั่งอยู่หน้าหอนอนแต่มิได้พูดสิ่งใด แต่เพื่อนๆในหอนอนกลับมองเขาและส่งเสียงเพราะคิดว่าเขามองพวกนาง
“นั่นอาจารย์หยาง”
“เขามองมาทางนี้ หรือว่ากำลังมองท่านหญิงกันนะ”
จ้าวลู่อินที่นั่งทำท่าเอียงอายอยู่ด้านหลังฟางเหยามองเขากลับไปเช่นกัน
“ข้าเข้าไปนอนก่อนนะ”
“อ้าวคนดีรอข้าก่อนสิฟางเหยา ข้าไปด้วย”
ฟางเหยาลุกขึ้นและหันกลับเข้าไปที่หอนอนทันที เฟิ่งหยวนยืนมองอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินกลับเข้าไปที่ห้องพักตนเองเช่นกัน
“อาจารย์หยางนี่ท่ามากจริงนะ อยากทักทายก็ไม่กล้า สงสัยกลัวว่าท่านหญิงจะเขินนะเจ้าคะ”
“พี่เฟิ่งหยวนมักเป็นเช่นนี้เสมอ เขาให้เกียรติข้านะพวกเจ้าก็อย่าพูดไปมากความ ตอนนี้ข่าวนั่นกระจายไปทั่วแล้ว ข้าเสียหายนะ”
แต่ผู้ที่เอ่ยปากว่าตนเองเสียหายกำลังยิ้มอยากชอบใจ ฟางเหยาได้ยินเรื่องนี้ถึงกับรู้สึกมวนท้องแปลกๆ เขากับลู่อินกำลังจะหมั้นหมาย แต่กลับล่วงเกินนางในสระน้ำร้อนนั่น แค่คิดก็คับแค้นใจเหลือเกิน
วันถัดมา
“ฟางเหยา เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ป่วย”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่บาดแผลข้ามันปวดนิดหน่อย เจ้าลาป่วยให้ข้าที”
“เช่นนั้นเจ้าก็นอนพักมากๆนะ แล้วข้าจะยกข้าวต้มมาให้เจ้า”
“ขอบใจนะเป่าเป้ย”
ฟางเหยานอนพักอยู่ครึ่งวัน ที่จริงนางไม่อยากเห็นหน้าเฟิ่งหยวน นางไม่รู้ว่าจะทำหน้าเช่นไรเมื่อพบเขา นางบอกไปแล้วว่าให้เขาลืมเรื่องเมื่อวานไป แต่กลับกลายเป็นนางที่เก็บเอามาคิดพร้อมกับข่าวลือที่ได้ยินนั่น
“เลิกร้องไห้เสียที เจ้ากับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย เจ้าเป็นถึงนักฆ่าวิหกวายุเชียวนะ อย่าอ่อนแอเช่นนี้สิ”
ใช่แล้ว นางก็คือนักฆ่า “วิหควายุ” ที่โด่งดังในชิงโจวที่ทางการพยายามหาตัวเท่าใดก็ไม่เคยพบ นางก่อคดีฆาตกรรมขุนนางชั่วและโจรชั่วที่เข่นฆ่าปล้นสวาทผู้คนในเมืองชิงโจวมาสองปีและซ่อนเร้นกายในจวนเสนาบดีอยู่หลายปี
เสแสร้งเป็นคุณหนูอ่อนแอและขี้โรคจนไม่ออกสังคม จนกระทั่งข่าวการแต่งงานที่ไม่สำเร็จของนางและเหลียงคุณ จึงทำให้นางต้องมาเจอเขาและอยู่ที่สำนักศึกษานี่ และในตอนนี้ชิงโจวเองก็เข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้งทำให้อาชีพนักฆ่าของนางต้องหยุดลงไปด้วย
ห้องเรียน
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะไม่ได้ทบทวนบทเรียนกันเลยสินะ สิ่งที่เขียนมาส่งนี่มีแต่ขยะ พวกเจ้าลืมสมองเอาไว้ในท้องแม่กันหมดงั้นหรือ มีเพียงสองฉบับที่ส่งเข้ามาที่พอใช้ได้ นอกนั้น เอาไปเผาให้หมดแล้วเขียนมาส่งใหม่ทุกคน”
แน่นอนว่าข่าวลือนั่นต้องรู้ถึงหูของหยางเฟิ่งหยวนแล้วเป็นแน่ เขาถึงได้มีท่าทีโมโหเช่นนี้ จ้าวลู่อินนั้นไม่ได้มีท่าทีสลดลงสักนิดเพราะนางมั่นใจว่าหนึ่งในสองฉบับนั้นต้องมีของนางเป็นแน่
“อาจารย์หยางเจ้าคะ แล้วสองฉบับนั่นเป็นของ…”
“สองฉบับที่ผ่าน กู้เป่าเป้ย!”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าเอาของเจ้ากลับไปได้ อธิบายได้ละเอียดดี สมกับเป็นบุตรใต้เท้ากู้ เขาคงเข้มงวดกับเจ้ามากสินะ”
“ขอบคุณอาจารย์หยางเจ้าค่ะ ท่านพ่อเป็นเช่นนั้นจริงๆเจ้าค่ะ”
“อีกฉบับ ของ ลี่ฟางเหยา!!”
เสียงนั้นทำให้จ้าวลู่อินนั่งลงอย่างหงุดหงิดทันที เสียงในห้องดังขึ้นอีกครั้งเพราะพวกนางเองก็คิดว่าต้องเป็นจ้าวลู่อินเป็นแน่ ไม่มีผู้ใดคิดว่าจะเป็นลี่ฟางเหยา
“อาจารย์หยางเจ้าคะ วันนี้ฟางเหยานางไม่สบายข้าจะนำกลับไปให้นางเองเจ้าค่ะ”
“ไม่สบายงั้นหรือ นางเป็นอะไร หรือว่าแผลของนาง!!….”
“ไม่ทราบเช่นกันเจ้าค่ะ แต่นางบ่นว่าปวดหัว ก็เลยขอพักเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ พวกเจ้าที่เหลือใช้เวลาที่เหลือนี้เขียนงานแก้ไขแล้วส่งท้ายชั่วโมง หากว่ายังเขียนไม่ได้ ก็เตรียมตัวไปกักบริเวณที่หอคัมภีร์คัดกฎของสำนักศึกษา ข้อห้ามเกี่ยวกับนินทาและสร้างข่าวลือเท็จ หากว่าข้ายังได้ยินเรื่องราวไร้สาระอยู่ อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยผู้ที่เป็นต้นเรื่องเอาไว้!!”
เขาจงใจส่งสายตาไปยังจ้าวลู่อินที่ทำท่าไม่รู้เรื่องอยู่ด้านหน้า ทุกคนไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย เสียงขู่ที่เย็นถึงไขสันหลังนั่นทำเอานักเรียนที่เหลือเกรงกลัวอยู่ไม่น้อย
หยางเฟิ่งหยวนหันมามองกู้เป่าเป้ยที่กลับไปนั่งที่เดิม เขากำม้วนกระดาษนั้นแน่นและเดินออกจากห้องเรียนไปทันที
“เจ้าว่าอาจารย์จะไปที่ใด”
“ไม่รู้ ข้าไม่อยากยุ่งแล้วข้าจะไม่พูดอะไรอีก ข้ากลัวสายตานั่น เจ้าไม่เห็นหรอกหรือ
"นั่นแสดงว่า….”
“ข่าวซุบซิบที่ว่านั่นไม่ใช่ความจริงนะสิ ไม่เช่นนั้นอาจารย์หยางจะโกรธจนอยากฆ่าคนถึงขนาดนั้นหรือ”
“คงเป็นจ้าวลู่อินที่คิดไปเองคนเดียวสินะ!!”
