บทที่ 8 EP 2/3 เจ้าของสายลม
นางวิภาจีบปากจีบคอว่าให้
“คุณแม่? มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ!” คนป่วยถามด้วยความตกใจ รีบลุกนั่ง แต่อาการมึนศีรษะและหน้ามืดทำให้ต้องหลับตาปี๋
“ท่าจะอาการหนักแล้วนะ ฉันว่าหล่อนไปโรง’บาลดีไหมแม่ดาว ฉันไม่อยากให้หล่อนตายที่นี่หรอกนะ ฉันกลัวผี!” เสียงเล็กแหลมบ่งบอกว่ากลัวจริงๆ
ละอองดาวอยากขำแต่ขำไม่ออก แม่สามีเธอนี่ยังไง พอตอนดีๆ ไม่เจ็บป่วยละก็ เจอหน้าเป็นจิกกัดไม่เลิก แต่พอเธอล้มหมอนนอนเสื่อทีไรเป็นได้มาเยี่ยมมาหา มาถามไถ่อาการทุกที
“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่ไข้หวัดธรรมดา กินยาก็หายแล้ว”
จังหวะนั้นนางเจรียงก็ประคองถาดใส่ชามข้าวต้มเข้ามา ยังดีที่มีข้าวต้มสำเร็จรูปที่พอตั้งไฟก็ได้ข้าวต้มทันใจมาหนึ่งชาม นางเลยไม่ต้องเสียเวลากับการปรุงอาหารให้คนป่วยมากนัก
นางวิภาขัดใจในคำตอบของลูกสะใภ้ นางสั่งทางสายตาให้นางเจรียงเอาถาดข้าวต้มมาวางบนโต๊ะข้างเตียง นางเจรียงก็ช่างรู้ใจหยิบเอายาแก้ไข้มาด้วย
“งั้นก็กินข้าวกินยาแล้วนอนพักเถอะ ขาดหล่อนไปสักคนฉันคงไม่มีใครให้จิกกัด มันเซ็ง” นางวิภาลอยหน้าตอบอย่างกลัวเสียฟอร์ม
ละอองดาวยกมือไหว้แม่สามี คราวนี้คุณนายมีรอยยิ้มนิดๆ เพราะไม่ได้โดนหญิงสาวแขวะใส่แต่ได้รับการไหว้ตอบแทน
“ขอบคุณค่ะคุณแม่ ขอบคุณป้าเจรียงด้วยนะคะ” เธอฝืนยิ้มให้คนทั้งสอง ก่อนที่พวกท่านจะกลับออกไป สาวใช้นามว่านกเอี้ยงยังคงอยู่รับใช้กระทั่งเธอกินข้าวกินยาเสร็จเรียบร้อย แต่พอล้มตัวลงนอนอีกครั้ง อาการคลื่นไส้ก็ทำให้เธอต้องลากสังขารไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะระบายสิ่งที่รับประทานเข้าไปเมื่อครู่ลงสู่ชักโครกจนเกลี้ยงกระเพาะ
“คุณดาว!”
สาวใช้ร้องอย่างตกใจ ตอนนี้ไม่เพียงแค่อาเจียน แต่นายสาวล้มลงไปกองบนพื้นห้องน้ำ หมดสติไปต่อหน้าต่อตา
สาวใช้นกเอี้ยงรีบไปตามคนมาช่วย หล่อนเร่งสาวเท้าเข้าไปในตึกใหญ่ แต่กลับไม่พบใครเลย...นอกจาก
“คุณยักษ์! คุณยักษ์คะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!”
บุรุษหน้าคม คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ละสายตาและริมฝีปากจากถ้วยกาแฟร้อนๆ ของตนอย่างหัวเสีย วันนี้แม่นกเอี้ยงมีอะไรจะให้เขาช่วยงั้นหรือ
“ฉันว่าฉันเปลี่ยนชื่อดีไหมนกเอี้ยง เธอจะได้เรียกคนอื่นบ้าง”
กุมภัณฑ์ จตุรศิลป์ เอ่ยประชดเล็กน้อยตามนิสัย แต่ไม่คิดโกรธจริงจัง
“โธ่ คุณยักษ์! อย่าเพิ่งว่าหนูเลยค่า ไปช่วยคุณดาวที คุณดาวสลบอยู่ในห้องน้ำ!”
“อะไรนะ! / อะไรนะ!”
เสียงสตรีสูงวัยสองคนดังประสานกัน ราวกับว่าสิ่งที่หูได้ยินเป็นเรื่องประหลาด คุณนายวิภากับนางเจรียงจ้องหน้ากันอย่างกังวล ทั้งสองเพิ่งเดินออกมาจากห้องครัว เลยได้ยินสิ่งที่สาวใช้เอื้อนเอ่ยกับกุมภัณฑ์ที่ห้องนั่งเล่นพอดี
“รีบไปดูเถอะค่ะ”
นางเจรียงเร่งเร้าผู้เป็นนาย ก่อนที่คนทั้งสี่จะรีบก้าวไปยังเรือนไม้หอมของละอองดาว
...........
ทุกคนมาถึงเรือนหลังน้อยในเวลาต่อมา และภาพที่ละอองดาวสลบเหมือดอยู่บนพื้นห้องน้ำก็ทำเอานางวิภาแทบเป็นลม กุมภัณฑ์รีบเข้าไปช้อนร่างพี่สะใภ้ออกมา หวังว่าจะช่วยพาร่างไร้สติขึ้นมานอนบนเตียง แต่แล้วเสียงทรงอำนาจของผู้มาใหม่ซึ่งไม่รู้ว่ามาตั้งแต่ตอนไหน ก็ร้องสั่งเสียงดังจนเขาไม่กล้าแม้แต่ขยับเขยื้อนเรือนกาย
“นั่นนายจะทำอะไรนายยักษ์!” วาโยตวาดกุมภัณฑ์เสียงกร้าว เขาแทบกระโจนเข้าใส่ร่างสูงใหญ่ของน้องชาย
“ส่งเธอมาให้ฉันซะ! ถ้านายยังอยากแก่ตาย” เสียงห้วนผ่อนระดับลงมาในประโยคหลัง เพราะไม่อยากให้มารดาได้ยิน
คนเป็นน้องแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อเห็นพี่ชายโกรธจนหน้าดำหน้าแดง พี่ชายที่ใบหน้าเฉยชาไร้อารมณ์อยู่เป็นนิจ จะล่วงรู้บ้างไหมว่าเวลาโมโหหึงนั้นหน้าตาท่าทางตัวเองเป็นเช่นไร
กุมภัณฑ์รีบส่งร่างพี่สะใภ้ให้พี่ชาย วาโยรับร่างนั้นไปวางบนเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะเรียกนกเอี้ยงให้โทรตามหมอ
“เป็นไข้จริงๆ ใช่ไหมตาโย?”
นางวิภาถามอย่างร้อนใจ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างกังวล
“คงอย่างนั้นมั้งครับ คุณแม่กลับขึ้นตึกเถอะเดี๋ยวติดไข้จะแย่เอา”
วาโยบอกเพราะนึกห่วงมารดาจริงๆ แต่มารดานั้นเล่ากลับคิดว่าลูกชายเช่นเขาประชดประชันอยู่ร่ำไป เห็นได้จากคำตอบรับของนางนี่อย่างไร
“ไม่ต้องมาไล่หรอกน่า ฉันก็ห่วงลูกสะใภ้เป็นเหมือนกันนะ เห็นกระเตงกันไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แล้วทำไมไม่ดูแลกันให้ดีฮึตาโย ยังไงซะก็เป็นผัวเมียกันแล้ว ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ” นางวิภาเคืองแทนลูกสะใภ้ แม้จะไม่ยินดีในหัวนอนปลายเท้าของละอองดาว แต่ในฐานะที่เป็นเพศแม่เหมือนกัน นางทนเห็นลูกชายทำผิดต่อละอองดาวมามากพอแล้ว
