บทที่ 9 EP 2/4 เจ้าของสายลม
“คุณแม่ครับ ผมจะไม่คุยเรื่องนี้กับคุณแม่อีก ถ้ามีคนต้องผิดในเรื่องนี้ก็คงต้องเป็นคุณแม่ เพราะถ้าคุณแม่ไม่บังคับให้ผมแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รัก ผมคงไม่ดึงละอองดาวมาเกี่ยวด้วยแน่ๆ”
“ตาโย!” นางวิภาขานชื่อลูกชายอย่างสุดจะทน กุมภัณฑ์เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ขณะที่นางเจรียงควานหายาดมมาจ่อจมูกให้เจ้านาย
“เอ่อ...ผมว่าพี่สะใภ้ควรได้พักผ่อนนะครับ เราไปรอฟังอาการบนตึกดีกว่านะครับคุณแม่ ถ้าลุงหมอมาเราก็จะเกะกะลุงหมอเปล่าๆ ไปเร็วครับป้าเจรียงช่วยพาคุณแม่ไปที”
ชายหนุ่มรุนหลังมารดาที่ยังส่งสายตาขุ่นขวางให้พี่ชาย เขาอยากจะหายตัวจากสถานการณ์ตรงหน้านี้จริงๆ ทำไมถึงไม่มีใครยอมลงให้กันสักทีก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว หรือว่าที่มันไม่จบก็เพราะพี่สาวที่ชื่อวีนุตตราคนนั้น หากไม่มีหล่อนสักคน ครอบครัวเขาคงมีความสุขมากกว่านี้แน่ๆ
กุมภัณฑ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความคิดเมื่อครู่ทำเอาเขาเริ่มรังเกียจตัวเอง นั่นเพราะหากไม่มีวีนุตตราคนนั้น มันก็เท่ากับว่าเขากำลังแช่งให้เจ้าหล่อน สิ้นลมหายใจ
...........
วาโยนั่งรอคุณหมอประจำบ้านมาตรวจอาการภรรยา เขานั่งรออยู่หลายสิบนาทีจึงได้เห็นสาวใช้เดินนำหน้าคุณหมอสูงวัยขึ้นมาบนเรือน
คุณหมอรีบเข้าไปตรวจอาการคนไข้ทันที และสิบห้านาทีให้หลัง วาโยก็ได้รู้ว่าภรรยาป่วยเป็นอะไร
“ไข้หวัดใหญ่เหรอครับ?” เขาทวนสิ่งที่เพิ่งได้ยินอีกครั้ง
“ครับคุณโย ลุงฉีดยาให้แล้ว ถ้าคืนนี้อาการไม่ทุเลารีบพาไปโรงพยาบาลเลยนะ”
วาโยพยักหน้าให้กับลุงหมอ ท่านเป็นคุณหมอให้กับตระกูลจตุรศิลป์มานับตั้งแต่เขาจำความได้ เขาสอบถามอาการภรรยาชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปส่งลุงหมอที่ตึกใหญ่ เพราะท่านแจ้งว่าอยากสนทนากับมารดาเขาต่อ
ชายหนุ่มวกกลับมายังเรือนไม้หอมอีกครั้ง ที่นี่ยังคงงดงามด้วยพรรณไม้ที่ละอองดาวสรรหามาปลูก บางต้นเขาจำได้ว่าเมื่อสามปีก่อนมันสูงเท่าเข่าเขาเท่านั้น แต่วันนี้มันสูงเลยศีรษะเขาเสียแล้ว สองขาแข็งแรงค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องนอน ในขณะที่สมองก็เฝ้าไถ่ถามหัวใจว่าละอองดาวนั้น สำคัญต่อเขาใช่หรือไม่
ความเป็นจริงอีกข้อที่เพิ่งสำนึกได้ก็คือ เขาได้ละทิ้งให้ละอองดาวอยู่ที่นี่เพียงลำพังมานานเพียงไร ทุกครั้งที่เขาต้องการหล่อนก็จะเรียกหล่อนขึ้นไปหาบนตึก ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่เคยอิดออด มันเป็นอย่างนี้มาตลอดสามปี ละอองดาวเป็นทุกอย่างให้เขา ตั้งแต่ภริยาผู้สวยสง่ายามออกงานสังคม หรือแม้กระทั่งโสเภณีข้างถนนยามที่เขาโรมรันหล่อนอยู่บนเตียง
ร่างสูงใหญ่เข้าไปนั่งชิดร่างบอบบาง ละอองดาวนอนแบ็บอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวจนน่าใจหาย แต่กระนั้นก็ไม่มีความเจ็บไข้ใดๆ จะพรากความงดงามออกไปจากวงหน้านี้ได้ หล่อนหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ พิษไข้คงทำให้หล่อนหลับไปถึงช่วงบ่าย เขามีบางเรื่องอยากคุยกับหล่อนเหลือเกิน บางเรื่องที่สำคัญทีเดียว ไม่สิ...มันสำคัญมากๆ ด้วย เพราะมันหมายถึงการลงนามสู่อิสรภาพที่หล่อนร้องขอ และเขาก็หวังว่าหล่อนจะไม่บิดเบือนความจริงที่เคยเอ่ยมันออกมาเอง หวังว่าหล่อนจะไม่เปลี่ยนใจและยอมเซ็น ‘ใบหย่า’ ให้เขาแต่โดยดี
...........
สายๆ ของวันเดียวกัน
กุมภัณฑ์ลุกจากเตียงที่เขานอนพักเอาแรงตั้งแต่เมื่อเช้า อาการเมาค้างเริ่มทุเลาทว่าสมองบางส่วนยังปวดตุบๆ เขาก้าวลงจากเตียง บิดขี้เกียจเล็กน้อย แต่กระนั้นกระดูกก็ส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างคราบเหงื่อไคลและคราบความใคร่ของอิสตรีออกไปให้หมดสิ้น เมื่อคืนเขาดื่มหนักไปหน่อยจนไม่สามารถขับรถมาถึงบ้านได้ ต้องอาศัยห้องของสาวๆ ในสต็อกหลับนอนชั่วคืน และพอตื่น เขาก็รีบบึ่งรถกลับบ้านทันที เพราะบ่ายวันนี้เขามีประชุมสำคัญจะหลบเลี่ยงไม่ได้
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พากายกำยำแต่งองค์ทรงเครื่องจนเรียบร้อย ก่อนจะลงมาชั้นล่าง เขากำลังจะออกไปบริษัท มันยังไม่ถึงเวลา เขารู้ดี แค่อยากมั่นใจว่าวันนี้จะไม่พลาดการประชุมเท่านั้น
แว่วเสียงคนสนทนากันอยู่ภายในห้องรับแขก เขาหยุดเดินแล้วเงี่ยหูฟัง
“ไม่ไปแล้วค่ะป้าเจรียง หนูเกลียดจริงๆ เลย ไอ้พวกเจ้านายหัวงู ไม่แจ้งตำรวจจับก็บุญแล้ว!”
น้ำคำของหญิงสาวที่พ่นออกมาเพื่อระบายความในใจ เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง กุมภัณฑ์เดาว่างานนี้ ‘แม่กวางน้อย’ คงจะตกงานอีกแล้ว
“โธ่...ป้าว่านะ ใครได้หนูกวางเป็นเลขาก็อดเจ้าชู้ใส่ไม่ได้หรอกจ้า”
เสียงคุณนายวิภาเอ่ยเย้าสาวคราวลูก คราวนี้กุมภัณฑ์ได้ยินเสียงแม่กวางน้อยหัวเราะอย่างพออกพอใจ
“คุยอะไรกันครับ น่าสนุกจัง”
เขาก้าวเข้าไปในห้องรับแขกเพื่อร่วมวงสนทนา เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วมารดาที่รักยังนั่งคุยกับลุงหมอหน้าดำคร่ำเครียด จนเขาต้องขอตัวกลับขึ้นห้องไปก่อนเพราะทนความง่วงไม่ไหว แต่ดูเวลานี้สิ จานเรดาร์คงบานน้อยกว่าใบหน้าคุณนายวิภากระมัง
