บทที่ 2 EP. 02
“อาปุณ!”
อรอินทุ์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ด้วยไม่คิดว่าจะพบเขาที่นี่ หญิงสาวหันรีหันขวางหาทางหนี แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพ่าย เพราะความกลัวทำเอาเธอสติแตกยืนนิ่งอยู่กับที่
“คิดว่าจะหนี้อั๊วะได้เหรอ กลับมาเดียวนี้นะอาอร ถ้าลื้อยังอยากจะมีชีวิตอยู่อีก!”
แขกเฒ่าตุ้ยนุ้ยวิ่งตามทั้งที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันเอว หญิงสาวตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำร้องไห้น้ำตาริน ทั้งกลัวทั้งตกใจ ปุณณวิชรีบดึงร่างบางวิ่งไปในลิฟต์ ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง เธอก็ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น อย่างน้อยๆ ตอนนี้เธอก็ปลอดภัยแล้ว ชายหนุ่มกดปุ่มหยุดการทำงานของลิฟต์ให้เธอได้พักผ่อนชั่วครู่ จนแน่ใจแล้วว่ามันเพียงพอที่จะให้เธอเดินต่อไปได้
ปุณณวิชออกมายืนรออยู่ด้านนอก เขาสำรวจร่างบางที่ค่อยๆ เดินออกมา รองเท้าไม่มี ชุดกระโปรงที่เป็นรอยผ่าก็ขาดสูงกว่าเก่า วิกผมที่สวมใส่อยู่หายไป เหลือแต่ผมจริงที่พันกันจนยุ่งเหยิง ใบหน้าเธอแดงไปทั้งซีกแก้ม เขาถอนหายใจยาวเมื่อเห็นสภาพดูไม่ได้ ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้า
“อาปุณจะไปไหนคะ”
“เธอจะกลับบ้านทั้งในสภาพอย่างนี้น่ะเหรอ”
หญิงสาวก้มหน้าเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย ปุณณวิชแตะคีย์การ์ดห้องวีไอพีสำหรับผู้บริหาร เธอลังเลที่จะเข้าไปด้านใน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้สายตาดุที่มองมา
เขายังคงดูอบอุ่น...ไม่ว่ากี่ปีผ่านไป อรอินทุ์ก็ยังจำภาพในอดีต ครั้งที่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยได้ดี อาปุณกับคุณผู้ชายใจดีและมีเมตตากับเธอมาก แต่ทุกครั้งที่มารดาเห็นว่าเธอเล่นกับเขาก็จะถูกเรียกให้ออกห่าง เพราะไม่อยากให้คุณหญิงปีย์วราไม่พอใจ แต่อาปุณของเธอไม่เคยสนใจ ยังเล่นหัวและหยอกล้อกับเธอราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอยังเด็กนักจึงไม่รู้ว่าระหว่างผู้ใหญ่มีเรื่องอะไรหมางใจกันอยู่ แล้วทำไมมารดาของเธอจึงไม่ยอมออกจากบ้านหลังนี้ไป
จวบจนมารดาเสียชีวิตลง เธอก็เหมือนตัวคนเดียว แต่คุณผู้ชายและปุณณวิชก็ยังหยิบยื่นความเมตตา แต่เขาก็ต้องจากไปเช่นกัน ในวันที่เขาเดินทางไปศึกษาต่อดูแลธุรกิจของครอบครัวที่อังกฤษ เธอมีอายุแค่สิบเอ็ดขวบเท่านั้น วันนั้นเธอร้องไห้แทบขาดใจจนเขาต้องวิ่งลงจากรถเพื่อมาปลอบประโลม ชีวิตเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่เหลือใครแล้ว มีความหวังแค่ให้เขากลับมา...อาปุณผู้ใจดีของเธอ
...ในที่สุดเขาก็กลับมาเมื่อปีที่แล้ว ปุณณวิชคนเดิมที่เธอเคยรู้จักเปลี่ยนไป เขาไม่พูดไม่จาไม่คุยกับเธอทำราวกับไม่รู้จักกัน อรอินทุ์อยากให้อาปุณคนเดิมกลับมา อาปุณที่ทำให้เธอยิ้มได้ทุกสถานการณ์ ความทรงจำในวัยเด็กของเธอมันน้อยนักที่จะมีรอยยิ้ม เพราะฉะนั้นเรื่องของเขาที่อยู่ในความทรงจำคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเธอต้องสูญเสียคุณผู้ชายไปอีกคน เธอเหมือนเรือลำเล็กท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ
“นี่สินะเรียนพิเศษ!”
ปุณณวิชนั่งลงตรงข้ามหญิงสาว ยกขาขึ้นไขว่ห้างกอดอกมองเธอไม่วางตา เขาไม่อยากคิดว่าเด็กผู้หญิงที่เห็นมาตั้งแต่ยังเป็นทารก โตขึ้นจะสวยสะพรั่งจนเขาเองก็อดที่จะมองไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ นับแต่กลับมาอยู่ประเทศไทยเกือบปี ไม่ใช่เพราะอรอินทุ์ไม่เข้าใกล้เขา แต่เพราะเขาเว้นระยะห่างกับเธอต่างหาก
อรอินทุ์เป็นคนสวย... สวยเหมือนน้ากิ่งแม่ของเธอ เขาจำไว้ว่านางทำอาหารอร่อยและใจดีมาก ทำให้เขาชอบมาขลุกอยู่กับนาง ในวันนั้นเขายังเด็กเกินไปที่จะรู้ได้ว่าใครเป็นพ่อของอรอินทุ์ รู้แต่ว่าพี่ชายที่อายุห่างกับเขาเป็นสิบกว่าปี สงสารและเอ็นดูสองแม่ลูกมาก ถึงขนาดรับอุปการะเลี้ยงดูอรอินทุ์เหมือนลูกอีกคน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะตั้งแต่เขากลับมา เรื่องราวที่ได้ยินมาจากปากของมารดา เกี่ยวกับนิสัยของอรอินทุ์นั้น มันเลวร้ายเกินกว่าที่เขาจะกลับไปคลุกคลีกับเธอได้เหมือนเก่า
“บอกกับป้านุ่มไว้ไม่ใช่เหรอว่าไปเรียนพิเศษ นี่วิชาอะไรล่ะ... ร้องเพลง ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้า!” เขาค่อนขอดร่างบางที่กำลังสั่นไหวเพราะร้องไห้
เธอจะกล้าบอกเขาได้อย่างไร ว่าหากไม่ทำงานแบบนี้แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปเรียน อีกแค่เทอมเดียวเธอก็จะจบการศึกษาอยู่แล้ว อันที่จริงเธอคงไม่ต้องลำบากอะไรเลย หากไม่เสียเสาหลักที่เธอพึ่งพิงไปเสียก่อน เธอก็อยากเป็นเด็กดี เป็นเด็กรักเรียนเหมือนคนอื่นๆ เรียนเสร็จก็กลับไปทบทวนตำราต่อที่บ้าน แต่เธอทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเธอไม่มีเงินเหมือนใครเขา จึงต้องมาดิ้นรนปากกัดตีนถีบอยู่อย่างนี้
“นอกจากร้องเพลงแล้วเธอยังทำอะไรอีก” ปุณณวิชคาดคั้น เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเอาแต่ร้องไห้
“อาปุณสนใจอรด้วยเหรอคะ”
คำถามของคนน้อยใจ เธออยากคุยกับเขา อยากขอคำปรึกษาอยาก ขอคำแนะนำ แม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันไกลห่างออกไปทุกที
