บทที่ 9 EP. 09
“คุณอร” มือหนาของใครบางคนแตะที่หัวไหล่ของเขา อรอินทุ์รีบเช็ดน้ำตาทันที
ปุณณวิชชะงักเท้าที่ก้าวเดินเข้ามาหาอรอินทุ์ทันที ทำไมเขารู้สึกไม่ชอบขี้หน้าหมอกวีวัธน์เอาเสียเลย ยิ่งเห็นหมอหนุ่มโอบไหล่พาหญิงสาวขึ้นรถไปด้วยแล้ว ปุณณวิชถึงกับอดรนทนไม่ไหวรีบเดินอาดๆ เข้าไปหาทั้งคู่ แล้วกระชากข้อมือบางอย่างแรง
“อาปุณ!” อรอินทุ์เบิกตากว้าง ตกใจแทบถอยกรูดเมื่อเห็นว่าเป็นเขา
“อ้าวพี่ปุณ มาทำอะไรที่นี่ครับ” กวีวัธน์ส่งยิ้มทักทายอย่างสนิทชิดเชื้อ แต่ปุณณวิชเพียงพยักหน้าอย่างขอไปที
“กลับบ้านได้แล้ว!”
เขากระตุกมือบางและส่งสายตาออกคำสั่งให้เธอเดินตามเขามา ยิ่งหญิงสาวละล้าละลัง ชายหนุ่มก็ยิ่งออกเเรงมากเป็นเท่าตัว
“เดี๋ยวครับพี่ปุณ! นี่อะไรกันครับ!”
“แกอยู่เฉยๆ ฉันจะพาหลานสาวกลับบ้าน!”
“หลานสาว...”
กวีวัธน์ทวนคำอย่างฉงน...
...หลานสาวอย่างนั้นเหรอ?
เขารู้แต่เพียงปุณณวิชมีหลานสาวเพียงคนเดียว... คือปัญชิกา
“คุณอรเป็นหลานสาวพี่ปุณเหรอครับ”
กวีวัธน์รีบกึ่งวิ่งกิ่งเดินตามพี่ชายที่พาอรอินทุ์เดินจ้ำอาดๆ ไปที่ลานจอดรถ แต่ปุณณวิชไม่หยุดยั้งฝีเท้าแม้แต่น้อย ก่อนเขาจะยัดร่างบางเข้าไปด้านในแล้วปิดประตูเสียงดัง
“ผมคงต้องไปเยี่ยมพี่ปุณบ่อยๆ แล้วล่ะครับ”
ปุณณวิชเหลือบมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก ก่อนจะเดินอ้อมไปยังที่นั่งคนขับ แล้วกระชากรถออกไปทันที เขากัดฟันกรอดอย่างหงุดหงิดและรำคาญ กับท่าทีกวนโอ๊ยยืนโบกมือบ๊ายบายราวกับเด็กสามขวบ
อรอินทุ์เอาแต่ร้องไห้ โดยปุณณวิชไม่พูดไม่จากับเธอแม้สักคำ เขาจัดการนำรถเข้าโรงจอดแล้วเดินเข้าบ้านโดยไม่แยแสเธอสักนิด ทิ้งให้เธอเดินกลับห้องพักเอง
หญิงสาวสะอื้นไห้อย่างสุดกลั้น ใครเล่าจะรู้ว่าเธอเจ็บปวดเพียงไรเมื่อเห็นเขาเย็นชา ทำกับเธอราวตุ๊กตาไร้ความรู้สึก หญิงสาวฟุบหน้าลงร้องไห้กับหมอนทันทีที่ถึงห้อง นานเท่าไหร่เธอไม่รู้ รู้แต่เพียงต่อให้น้ำตารินไปเท่าไร มันก็ไม่อาจลบล้างความเจ็บช้ำในใจ เธอพลิกกายอย่างเหนื่อยล้า แล้วทอดสายตาเลื่อนลอยออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะพบว่าห้องนอนของปุณณวิชยังเปิดไฟอยู่
ความเงียบที่ปกคลุมทำให้เธอคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของป้าและการเรียนของเธอเอง ในเมื่อเป็นคนดีแล้วไม่มีความสุข เป็นคนดีแล้วถูกคนเลวโกง แล้วเธอจะเป็นคนดีไปทำไม คนอับจนหนทางพลันนึกถึงข้อตกลงของปุณณวิช...
...นี่ใช่ไหมความหวังเดียวของเธอ
ถ้อยประโยคดูถูกเหยียดหยามยังคงดังก้องในหู อรอินทุ์ค่อยๆ ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ฉีดน้ำหอมให้ฟุ้งไปทั้งเรือนร่าง หญิงสาวรอดูจนไฟในห้องนอนห้องอื่นๆ ปิดหมดแล้ว จึงค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่หม่นรื้นน้ำตาทอดมองไปยังห้องนอนของผู้ชายใจร้ายอย่างสิ้นหวัง
เสียงออดหน้าประตูสั่งการให้ปุณณวิชขมวดคิ้วอย่างฉงน ก่อนใบหน้าคมจะเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ยามเขาเห็นร่างบางลางๆ ผ่านเงาสะท้อนของกระจกบานยาวหน้าประตู ชายหนุ่มกระตุกยิ้มหยันยามเอื้อมหมุนเปิดลูกบิด
“มีอะไร” เขาถามเสียงเรียบ ล้วงมือเข้าในกระเป๋ากางเกง พลางใช้สายตามองเธออย่างสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“อาปุณ...” เสียงแห้งโหยหดหายลงในลำคอ คล้ายไม่รู้จะเริ่มต้นเรื่องน่าอัปยศอดสูอย่างไร
“มีอะไรก็ว่ามา”
“คือ...คือ...อรจะมาถามอาปุณว่า...เรื่องเมื่อคืนที่อาปุณพูด อาปุณ...ยังสนใจอยู่ไหมคะ”
หญิงสาวก้มหน้างุดข่มระงับความหน้าละอายให้ลึกลงสุดใจ เธอบีบฝ่ามือตัวเองที่รวบประสานไว้จนเจ็บแปลบ ขณะรอคำตอบอันน่าอดสู
“เธอจะขายเท่าไหร่” เขาพูดเนิบๆ เหมือนเธอเป็นของซื้อของขาย ไม่มีศักดิ์ศรีอะไรให้ต้องไยดีให้มากความ
“เจ็ด...เจ็ดหมื่น” ปลายลิ้นเล็กวาดเลียริมฝีปากอันแห้งผาก รับรู้ถึงความร้อนขื่นในลำคอ
“ได้สิ เดี๋ยวฉันเขียนเช็คให้”
เขาพูดง่ายดาย ราวกับเงินที่ขอไปเหมือนใบไม้ใบหญ้าไร้ราคา ทำไมคนรวยเงินแค่นี้ดูมันเล็กน้อยเสียเหลือเกิน แต่สำหรับเธอมันคือจำนวนมหาศาล
“ว่าแต่นี่ไปตกถังน้ำหอมที่ไหนมา”
คำทักท้วงทำเอาเธอประหม่า ยิ่งร่างสูงขยับเท้าเข้าใกล้ แล้วก้มลงจรดปลายจมูกสูดกลิ่นกายสาวบริสุทธิ์ชิดซอกคอนุ่ม ก็พานให้เธอขนลุกเกรียว ราวกระแสไฟฟ้าหลายโวลต์กำลั่งแล่นพล่านในกายเธอ
“ถ้าจะมาหาฉันไม่ต้องใส่น้ำหอมมา เพราะฉันแพ้น้ำหอม ฉันอยากได้กลิ่นของเธอเท่านั้น...เข้าใจไหม”
ถ้อยประโยคชวนวาบหวาม ทำเอาหญิงสาวแก้มแดงเป็นลูกตำลึงสุก ก็เขาเล่นพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ตามขึ้นมาสิ”
ปุณณวิชกระดิกนิ้วชักชวน ก่อนจะเป็นฝ่ายสับเท้าขึ้นบันไดนำไปก่อน อรอินทุ์ชะงักอยู่เพียงครู่ แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ เมื่อมั่นใจว่าเธอตัดสินใจดีแล้ว ก็ก้าวเท้าตามเขาขึ้นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
หยุดยืนที่โต๊ะทำงาน เขาเขียนอะไรบางอย่างก่อนจะเดินกลับมาหาเธอ เช็คระบุจำนวนเงินที่เธอต้องการถูกยื่นให้ตรงหน้า
