บทที่ 4 บทที่ 4 บทลงโทษ

บทที่ 4 บทลงโทษ

หลังจากที่รินรดายกถาดกาแฟเข้ามาเสิร์ฟให้กวินทร์และภีมเดชตามหน้าที่ เธอก็คลี่ยิ้มหวานตามมารยาทให้แขกผู้มาเยือนอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานประธานบริหารไปนั่งประจำที่โต๊ะเลขาหน้าห้องตามคำสั่ง

ตลอดการประชุมร่วมสองชั่วโมงเต็มๆ บรรยากาศภายในห้องทำงานกลับตึงเครียดจนน่าอึดอัด สายตาของกวินทร์ที่มองผ่านกระจกใสออกมายังโต๊ะทำงานของหญิงสาวเป็นระยะๆ และคำพูดหยอดทีเล่นทีจริงของคู่ค้าหนุ่ม ทำให้อารมณ์หงุดหงิดของภีมเดชเดือดพล่านจนแทบไม่มีสมาธิโฟกัสกับตัวเลขในสัญญาเลยแม้แต่น้อย

กระทั่งการประชุมสิ้นสุดลง กวินทร์เดินออกจากห้องไปพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์และไม่ลืมที่จะเอ่ยลาเลขาคนสวยหน้าห้องด้วยน้ำเสียงหวานเยิ้ม หญิงสาวยิ้มรับตามมารยาทที่ดี โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่มองอยู่จากด้านหลังบานประตูกำลังกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นแขน

เมื่อเรือนร่างของกวินทร์เดินลับหายไป ประตูห้องทำงานประธานบริหารก็ถูกเปิดออกกว้างทันที

“รินรดา... เข้ามานี่” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของภีมเดชเอ่ยสั่งเรียบๆ

รินรดาหยิบสมุดจดบันทึก รวบรวมสติแล้วก้าวตามเข้าไปในห้องทันที

“มีงานอะไรให้รินทำต่อเหรอคะท่านประธาน...”

แกร๊ก!

ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยพูดจบประโยค ชายหนุ่มก็จัดการล็อกประตูห้องทำงานลง ตัดขาดความเงียบสงบภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิง ทิ้งไว้เพียงอุณหภูมิภายในห้องที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเพลิงเสน่หาและความหงุดหงิดที่ถูกกดทับมาตลอดการประชุม

ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทตัวนอกทิ้งลงบนโซฟาอย่างหงุดหงิด แล้วปลดเนกไทหลวมๆ นัยน์ตาคมกวาดมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาดุดันราวกับราชสีห์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อเต็มที่แล้ว

“เมื่อกี้ยังยิ้มหวานให้ไอ้นั่นอยู่อย่างสบายใจไม่ใช่เหรอ” ภีมเดชก้าวเข้าไปหาร่างเล็กตรงหน้าทีละก้าว บีบให้ร่างบางต้องถอยร่นจนแผ่นหลังชิดเข้ากับบานประตู “ส่งสายตาให้มันตอนยกกาแฟ แล้วยังจะยิ้มหวานส่งมันกลับไปอีก... หน้าที่เลขาเขาต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“รินก็แค่ทำตามมารยาทนะคะพี่ภีม...” รินรดายกยิ้มเจ้าเล่ห์ แม้หัวใจในอกจะเต้นระทึก “คุณกวินทร์เขาเป็นถึงประธานบริษัทคู่ค้า จะให้ทำหน้าตึงใส่เขาได้ยังไงกันคะ”

“แต่มันมองเธอเหมือนอยากจะกลืนกินเธอลงไปทั้งตัว” ภีมเดชทาบทับฝ่ามือทั้งสองข้างลงกับบานประตู ขังร่างบางไว้ในอ้อมแขน ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดข้างแก้มใส “มันถามพี่ด้วยซ้ำว่าเธอมีแฟนหรือยัง มันคิดจะจีบเธอต่อหน้าต่อตาพี่!”

“แล้วพี่ภีมตอบเขาไปว่ายังไงล่ะคะ?” รินรดาช้อนสายตาขึ้นสบตากับเขาตรงๆ นัยน์ตาฉายแววอย่างท้าทาย “ตอบว่ารินเป็นเลขา... หรือตอบว่าเป็น ‘นางบำเรอ’ ของพี่ภีม?”

คำย้อนถามนั้นเปรียบเหมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟที่ลุกโชน ชายหนุ่มเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“พี่ตอบมันว่า... เธอมี ‘เจ้าของ’ แล้ว และเจ้าของของเธอก็ ‘หวง’ มากด้วย!”

พูดจบ ชายหนุ่มก็ก้มลงกดจูบริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเร่าร้อนและดุดันทันที รสสัมผัสจ้วงจาบตักตวงเอาความหวานอย่างเอาแต่ใจ บดเบียดริมฝีปากจนรินรดารู้สึกเสียวซ่านไปทั้งเรือนร่าง สองมือเรียวเปลี่ยนมาจับที่ปกเสื้อเชิ้ตของเขาไว้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มพับ

ทว่าตอนนี้... ภาวะพิเศษของชายหนุ่มตื่นตัวขึ้นเต็มที่ ความอดทนอดกลั้นตลอดหลายชั่วโมงพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี ภีมเดชช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในท่าอุ้มแตงอย่างง่ายดาย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้อง

เขาใช้มือข้างหนึ่งปัดกวาดกองเอกสารและแฟ้มงานสำคัญข้างโต๊ะทิ้งลงพื้นอย่างไม่แยแส กวาดพื้นโต๊ะทำงานให้ว่างพอที่จะวางร่างเล็กลงบนแผ่นไม้เนื้อดี

“พะ... พี่ภีม นี่มันห้องทำงานนะคะ ถ้าใครเปิดเข้ามา...” นัยน์ตาหวานมองบานประตูที่ห่างออกไปไม่กี่เมตร

“พี่ล็อกประตูแล้ว” เขาเอ่ยน้ำเสียงพร่า ปลายลิ้นร้อนลากผ่านซอกคอหอม ละเลียดชิมผิวขาวเนียน “และต่อให้ใครมาเคาะ... พี่ก็ไม่หยุด เด็กดื้อที่ไปยิ้มให้ชายอื่น ต้องถูกลงโทษบนโต๊ะทำงานตัวนี้นั่นแหละ”

เรียวนิ้วยาวจัดการปลดกระดุมเสื้อสีครีมของเธอออกทีละเม็ดอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นบราไร้สายสีหวานที่ห่อหุ้มปทุมถันอวบอิ่มเอาไว้ สายตาคมเข้มกวาดมองภาพความงดงามตรงหน้าด้วยความคลั่งไคล้ ร่องรอยสีเข้มจากเมื่อคืนยังคงปรากฏชัดเจน และมันยิ่งเพิ่มอารมณ์ดิบในร่างกายให้พุ่งสูงขึ้น

ภีมเดชก้มลงซุกใบหน้าเข้าหาเนินอกอวบอิ่ม ละเลียดดูดดึงสร้างร่องรอยความเป็นเจ้าของซ้ำลงไปบนจุดเดิมอย่างจงใจ หญิงสาวแหงนหน้าขึ้น ร่างกายเกร็งกระตุก แอ่นอกรับสัมผัสจี๊ดจ๊าดที่แล่นไปทั่วเรือนร่าง

“อ๊ะ พี่ภีม~ อื้อ~” คนตัวเล็กขยุ้มเรือนผมสั้นนุ่มของเขาไว้แน่น ลมหายใจติดๆ ขัดๆ เมื่อความวาบหวามเล่นงาน “ตรงนั้น... อย่าทำรอยเพิ่มสิคะ พรุ่งนี้รินจะแต่งตัวยังไง”

“ก็แต่งชุดที่มิดชิดกว่านี้สิ” เสียงทุ้มกระซิบตอบอู้อี้อยู่กับเนินเนื้อนุ่ม “กระโปรงทรงนี่ก็ด้วย ต่อไปนี้ห้ามใส่มาทำงานอีก”

“อ๊ะ! ใจร้าย...”

“ใช่ พี่ใจร้าย และจะใจร้ายกว่านี้ถ้าเธอยังไม่เลิกเรียกพี่ว่า 'พี่ภีม' เวลาที่เราทำสัญญากัน” ภีมเดชผละใบหน้าขึ้นมาสบตาเธอ “จำไม่ได้เหรอว่าเวลาแบบนี้... หนูต้องเรียกพี่ว่าอะไร?”

รินรดาช้อนสายตาฉ่ำปรือขึ้นมอง ชายตรงหน้าคือผู้ชายที่กุมอำนาจเหนือตัวเธอทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่กำลังคลั่งไคล้เรือนร่างของเธอจนสติหลุด หญิงสาวคลี่รอยยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือเรียวเล็กไปแตะกรอบหน้าของเขาเบาๆ

“ภีม... คุณผู้ชายของริน”

คำตอบนั้นเหมือนสวิตช์เปิดฉากบทลงโทษอันเร่าร้อนทันที ชายหนุ่มก้มลงบดจูบริมฝีปากอิ่มอีกครั้งอย่างหนักหน่วง มือหนาเอื้อมไปถอดรูดกระโปรงทรงสอบสีชาเย็นออกจากเรียวขาคู่สวยอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกางเกงชั้นในตัวจิ๋วที่ไม่อาจปกปิดความงดงามใดๆ ได้เลย

เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่ดังประสานกันภายในห้องทำงานหรู แสงแดดช่วงบ่ายที่ลอดผ่านม่านส่องกระทบเรือนร่างสองร่างที่บดเบียดเข้าหากันบนโต๊ะทำงานหรู บทเรียนรักที่ดุเดือดโหมกระหน่ำลากยาวอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มตักตวงความสุขจากเรือนร่างเล็กครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่สนว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

เวลา 17:00 น.

เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ตรงมุมห้องตีบอกเวลาห้าโมงเย็น บรรยากาศภายในห้องทำงานค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ คนตัวเล็กนอนหมดแรงอยู่บนโซฟาตัวยาว โดยมีเสื้อสูทตัวใหญ่ของชายหนุ่มคลุมเรือนร่างเอาไว้ ภีมเดชอยู่ในสภาพติดกระดุมเสื้อเชิ้ตหลวมๆ นั่งอยู่ข้างๆ มือหนาประคองถ้วยน้ำอุ่นส่งให้หญิงสาวจิบ

“ดื่มน้ำหน่อยริน...” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความเกรี้ยวกราดเมื่อช่วงบ่ายหายไปจนหมด หลงเหลือเพียงความเอาใจใส่

เธอรับแก้วน้ำมาจิบ ขาเรียวและร่างกายของเธอรู้สึกร้าวระบมไปหมด บทลงโทษบนโต๊ะทำงานและโซฟาเมื่อครู่กินเวลานานจนเธอแทบจะสลบคาอกเขาอยู่แล้ว

“สมใจคุณประธานแล้วใช่มั้ยคะ... ลงโทษรินจนเดินไม่ไหวแบบนี้” รินรดาเอ่ยบ่นพึมพำ มองเขาด้วยสายตางอนๆ

ภีมเดชยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววด้วยความพอใจ เขารับแก้วน้ำกลับไปวางบนโต๊ะ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาโอบกอดร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมอก อบอุ่นและอ่อนโยนจนคนตัวเล็กเคลิ้มตามไปด้วย

“ใครใช้ให้เธอทำตัวน่าหวงเองล่ะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่ฝ่ามือหนากลับลูบเรือนผมสลวยของเธออย่างแผ่วเบา “คืนนี้ไม่ต้องกลับบ้านหรอก... พี่จะพาไปกินข้าวข้างนอก”

“ไปกินข้าวข้างนอกเหรอคะ?” รินรดาเลิกคิ้ว แปลกใจ “ในฐานะอะไรคะ เลขา หรือ... นางบำเรอ?”

ภีมเดชชะงักไปเล็กน้อย คำถามตรงไปตรงมาของเธอฉุดให้เขากลับมาสู่ความจริง ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงวางฟอร์มตามเดิม

“ในฐานะเลขา ที่ทำงานหนักมาทั้งวัน... และในฐานะ 'นางบำเรอ' ที่พี่ต้องดูแล ไม่ต้องถามมาก แต่งตัวให้เรียบร้อย พี่ให้คนเอาชุดใหม่มาเปลี่ยนให้แล้วอยู่ในห้องน้ำ”

แม้ปากจะบอกว่าเป็นแค่การดูแลตามหน้าที่ แต่วงแขนที่กอดเธอไว้แน่น และสายตาที่มองมาด้วยความห่วงใย มันกลับปิดซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไม่ได้เลยสักนิด

รินรดายิ้มรับในหัวใจ รู้ดีว่ากำแพงความยโสของชายหนุ่มกำลังค่อยๆ พังทลายลงมาทีละน้อย

‘เกมนี้ยังอีกยาวนานค่ะพี่ภีม... แต่รินจะทำให้พี่ยอมรับให้ได้ ว่าพี่รักริน ไม่ใช่แค่ต้องการร่างกายนี้’

หลังจากจัดการแต่งตัวด้วยชุดเดรสแขนยาวสีครีมตัวใหม่ที่ดูเรียบร้อยและมิดชิดตามความต้องการของ 'นายจ้างขี้หวง' เรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็ก้าวออกจากห้องทำงานในช่วงเวลาที่พนักงานส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับบ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป