บทที่ 11 ซวย
หากสามวันแรกหลังจากตื่นขึ้นมาในหุบเขา เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ตลอดสามวันที่ผ่านมานี้ก็ยิ่งกว่าตกนรก
ไอ้จ้าวหุบเขาโฉดจิตใจโหดเหี้ยมนั่นไม่อ่อนข้อให้เธอสักนิด!
นับตั้งแต่โดนบรรดาไก่ตัวผู้ที่น่าจับมาต้มน้ำแกงให้หมดแข่งกันโก่งคอขันปลุก อาจูต้องรีบลุกขึ้นมาติดเตาไฟต้มน้ำอุ่นเตรียมไว้ให้เขาล้างหน้า ระหว่างรอน้ำเดือดก็ต้องรีบหอบสังขารไปอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติท้ายหุบเขา จากนั้นก็ต้องรีบกลับมายกน้ำอุ่นไปให้เขาที่ห้อง โดยต้องไม่ลืมช่วยตระเตรียมเสื้อผ้าให้ด้วยอีกหนึ่งชุด
เมื่อไปถึงที่นั่น หลังจากจัดวางอ่างล้างหน้า ผ้าสะอาดสำหรับเช็ดหน้าและมือ รวมทั้งเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้แล้ว เธอจะต้องรีบชงชาและติดเตาเล็กไว้รอท่า เผื่อว่าชาเย็นลงเมื่อไหร่จะได้พร้อมอุ่นกาให้เขาทุกเมื่อ แล้วหลังจากนั้นก็ต้องรีบกลับมาที่เรือนทิศใต้เพื่อหุงข้าวและปรุงอาหารสุกใหม่จำนวนสามชนิด
นี่เป็นเพียงแค่รายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ในช่วงเช้าเท่านั้น ยังไม่นับว่าหลังจากที่เขากินอาหารเสร็จดีแล้ว เธอยังต้องไปเก็บจานชามมาล้าง โดยก่อนจากมาต้องไม่ลืมตรวจสอบกาน้ำชาว่ามีชาอุ่นร้อนอยู่เต็มกาหรือไม่ กว่าจะทำงานของช่วงเช้าครบถ้วนก็ใกล้เวลาอาหารกลางวัน เธอจึงต้องเริ่มเข้าครัวอีกครั้ง...ตลอดทั้งวันชีวิตวนเวียนอยู่ระหว่างเรือนใหญ่ใจกลางคฤหาสน์กับเรือนหลังเล็กทางทิศใต้
เขาจะใช้งานเธอก็ได้ งานบ้านทั้งหลายแหล่ก็ใช่ว่าเธอจะหยิบจับไม่เป็น
แต่...
งาน บ้า พวก นี้ มัน หนัก เกิน ไป ไหม!
แล้วการฝึกวิชาของข้าล่ะ! อะไรคือการเดินลมปราณ อะไรคือการทะลวงจุด!
นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ที่ได้เรียนรู้ก็มีแค่ต้องจุดไฟอย่างไรให้ไฟติดเร็ว ต้องหุงข้าวอย่างไรให้สุกพอดี ต้องต้มข้าวต้มอย่างไรให้ซือฝุพึงพอใจ อาหารชนิดใดคือสิ่งที่ซือฝุชื่นชอบหรือไม่ชื่นชอบ ต้องชงชาอย่างไรจึงจะถูกใจซือฝุ ต้องซักผ้าล้างจานอย่างไรให้สะอาด ต้องเหวี่ยงขวานอย่างไรจึงจะผ่าฟืนได้...
ฮึ่ย! ร่างกายจวี๋ฮวาบอบบางนะยะ ตอนนี้สาวน้อยผู้นี้ปวดเมื่อยไปหมด แถมมือเล็กๆ คู่นี้ยังโดนความเย็นจากการซักผ้าล้างจานกัดจนมือจะทะลุอยู่แล้ว!
อาจูตีผิวน้ำตรงหน้าระบายความขัดใจ ตีไปแล้วก็เจ็บมือ ต้องลูบสองมือบอบบางที่ยิ่งลูบก็ยิ่งแดงจัดป้อยๆ
เมื่อผิวน้ำในบ่อน้ำร้อนค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม ภาพใบหน้าจิ้มลิ้ม ดูอ่อนหวานงดงามเหนือจินตนาการก็กระจ่างชัด
คนวิ่งวุ่นทำงานมาตลอดทั้งวันจ้องมองภาพเงาตัวเองแล้วได้แต่ทอดถอนใจ
ร่างใหม่นี้ช่างอ่อนเยาว์ ดูอย่างไรก็อายุอานามแค่ราวๆ 14 15 ทั้งยังเป็นเจ้าของใบหน้ารูปไข่เรียวเล็กชนิดปิดด้วยฝ่ามือเดียวก็แทบมิด
เด็กสาวคนนี้มีเสน่ห์อยู่ที่ดวงตาและริมฝีปาก
ยิ่งดู เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าดวงตาคู่สวยคู่นี้เรียวงามกำลังดี ปลายหางตาคมกริบทำมุมเฉียงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขนตางอนยาวเองก็ดูหนาเป็นแพ ตรงตามลักษณะที่เรียกกันว่า “ตาหงส์” ในตำราเป๊ะๆ ดูรับกันกับคิ้วโก่งโค้งสวยเหมือนคันศรกับจมูกน่ารักจิ้มลิ้มที่น่าเอ็นดูจนน่าจิ้มน่าหยิกเบาๆ สักหลายๆ ครั้ง ส่วนริมฝีปากน้อยๆ ที่ทรงเสน่ห์ไม่แพ้ดวงตาก็ดูระจุ๋มกระจิ๋มแต่อิ่มสวย ทั้งที่ไม่เคยแต่งหน้า แต้มชาด ก็ยังดูอวบอิ่ม แถมยังเป็นสีแดงจัด ชวนให้นึกถึงกลีบกุหลาบแรกแย้ม หรือไม่ก็ผลเชอรี่ที่สุกกำลังพอดี น่าจุ๊บ น่ากัด
พอริมฝีปากผิวบางใสสีแดงจัดมาเจอกับผิวขาวละเอียดเกลี้ยงเกลา กับเส้นผมยาวเหยียดตรงสีดำขลับที่ทิ้งตัวเป็นระเบียบส่องประกายเหมือนเส้นไหม...สีสันที่ตัดกันอย่างเด่นชัดก็ชวนให้นึกถึงสาวงามตามขนบจีนโบราณในภาพวาด
เคยมีกวีโบราณแต่งบทชมโฉมสาวงามลักษณะแบบนี้ไว้ว่ายังไงนะ?
อ้อใช่... “ริมฝีปากนางดั่งอิงเถา[1] คิ้วโก่งยาวดั่งคันศร ใบหน้าซับเลือดฝาดยืนอยู่ดายเดียว เส้นผมคลี่สยายดุจแพรไหมใต้แสงตะวัน”
คนงามระดับล่มเมืองแบบนี้ กลับต้องมาติดแหง็กอยู่ในหุบเขาร่วมกับ
จ้าวหุบเขาใจดำ วันๆ ทำงานงกๆ แทบจะไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ได้แต่นับเวลาถอยหลังรอแปลงร่างเป็นคุณป้า เฮ้อ...ช่างน่าเสียดายความงามระดับนี้นัก
ยิ่งคิดอาจูก็ยิ่งสะท้านสะเทือนใจ ที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจมากที่สุดก็คือ ตอนนี้คนที่ติดอยู่ในร่างนี้เป็นเธอ...เธอคนนี้นี่แหละ!
[1] เชอรี่
