บทที่ 16 ซือฝุ! ซือฝุ!
เมื่อเทียบกับท่านจ้าวหุบเขาผู้ดูจะมีความสุขกับการเดินทอดน่องชมทิวทัศน์ยามค่ำแล้ว คนที่ใส่เกียร์โกยแน่บหนีความหนาวเหน็บกลับเรือนพักอย่างอาจูย่อมกลับมาถึงเร็วกว่าเขาเป็นเท่าตัว
ทันทีที่กลับมาถึง อาจูก็ต้องตื่นตาตื่นใจเพราะหีบบรรจุเสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีและข้าวของเครื่องใช้สตรีแบบโบราณของแท้และดั้งเดิมที่วางเรียงกันอยู่บนลานเล็กๆ ด้านหน้าเรือนพัก เมื่อใช้สมองของศีรษะอันน่ารักจิ้มลิ้มชั่งตวงวัดแล้วเห็นว่าที่นี่ไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากจวี๋ฮวา มิหนำซ้ำที่แห่งนี้ยังเป็นเรือนพักของนาง เจ้าของเรือนก็รีบกุลีกุจอขนถ่ายหีบ “สมบัติ” ทั้งสามใบเข้าไปเก็บในเรือนนอน อาการเหน็ดเหนื่อยปวดเมื่อยแขน ขา และเอวทั้งหลาย คล้ายจะหายไปชั่วขณะ
หลังจัดเก็บทุกอย่างไว้ที่มุมห้อง คนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังหนาวก็รีบออกไปจุดไฟใส่กระถางไฟใบเล็กอันสะดวกแก่การขนย้าย แล้วค่อยๆ ยกมันเข้ามา จากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเหลืองนวลซึ่งสุ่มหยิบมาจากบรรดาเสื้อผ้าสตรีหลากสีสันในหีบ โดยไม่ลืมเอาเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มของท่านจ้าวหุบเขาและเสื้อผ้าชุดเก่าของตัวเองไปตากไว้ที่ราวไม้เพื่อป้องกันกลิ่นอับชื้นที่ยากจะกำจัด
พอลองได้มีเวลามายืนสังเกตดูแล้ว อาจูก็พบว่าเสื้อผ้าของท่านจ้าวหุบเขาใหญ่กว่าเสื้อผ้าที่ร่างน้อยๆ ร่างนี้สวมใส่เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเธอและเขามายืนเทียบกันจริงๆ เขาซึ่งเป็นชายโตเต็มวัยและจวี๋ฮวาซึ่งเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มจะดูแตกต่างกันสักแค่ไหน
จะว่าไปแล้ว...ท่านจ้าวหุบเขาที่ใครต่อใครเล่าลือกันว่า ‘ชั่วโฉดโหดเหี้ยม’ ผู้นี้อายุเท่าไหร่กัน? ที่สำคัญกว่านั้น สุดท้ายแล้วผู้ชายที่เข้มงวดและทำตัวเงียบขรึมไว้ท่าทีเหมือนตาแก่ตลอดเวลาอย่างนั้นโกรธเธอมากหรือเปล่า?
นอกจากนี้...หลังจากที่แสดงออกออกไปแบบนั้น ด้วยอุปนิสัยของเขาและภาพลักษณ์อันซื่อใสไร้เดียงสาน่าสงสารของจวี๋ฮวา เธอควรจะแสดงออก แบบไหน?
“...เสื้อคลุมท่านตัวใหญ่มากจริงๆ” อาจูพึมพำพลางไล้ปลายนิ้วไปตามชายแขนเสื้อ ท่ามกลางแสงไฟสุกสว่างจากกระถางไฟและโคมสัมฤทธิ์ฉลุลาย ร่างอ้อนแอ้นในเสื้อผ้าเนื้อโปร่งบางชุดใหม่ยิ่งดูเปล่งประกายบริสุทธิ์อ่อนหวานขึ้นหลายส่วน
ตอนนั้นเอง อาจูได้ยินเสียงพื้นไม้ลั่นเอี้ยดขึ้นครั้งหนึ่ง
แม้จะเพียงแผ่วเบา แต่ก็เดาได้ว่าน่าจะมีใครกำลังเดินมาทางนี้
ก่อนหน้านี้เธอเผลอพูดจาน่าหมั่นไส้โดยไม่รู้ว่ามีคนเดินเข้าใกล้ จนทำตัวเองภาพพจน์ติดลบมาแล้วหนหนึ่ง หลังจากย้ายเข้าที่พักใหม่ก็เลยตั้งใจว่าจะสร้างสัญญาณเตือนภัยเล็กๆ น้อยๆ
หึหึ...
ต้องขอบคุณที่แผ่นไม้ปูพื้นหน้าเรือนนี้เก่าแก่สึกหรอมากกว่าบริเวณไหนๆ เพียงแค่ใช้ท่อนฟืนออกแรงงัดแผ่นไม้บางแผ่นนิดๆ หน่อยๆ ยามเดินเหินก็เกิดเสียงเอี้ยดอ้าดง่ายดายเสียจนแน่ใจได้ว่าแม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธหน้าไหน หากเดินไม่ระวัง ย่อมต้องทิ้งสัญญาณเสียงบอกใบ้ให้รู้ว่ามาเยือน...
ไวเท่าความคิด เจ้าของเรือนใช้มืออีกข้างที่วางแนบลำตัวลอบสะบัดชายกระโปรงไปทางกระถางไฟ อาศัยลมหนาวช่วยพัดส่ง ขณะเดียวกันก็แสร้งทำสีหน้าซับซ้อน สับสน
“ข้า...ข้าจะทำยังไงดี...ความรู้สึกแบบนี้มัน...” จวี๋ฮวายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับคนคิดไม่ตก
ทว่าไม่นานนักกลิ่นเหม็นไหม้ก็ทำให้เจ้าตัวได้สติ
ร่างเล็กๆ เหลียวมองหาต้นตอของกลิ่นสีหน้าหวาดหวั่น เมื่อเห็นว่าชายเสื้อตัวเองกำลังติดไฟลุกไหม้ คนเพิ่งหลุดจากอาการคล้ายเหม่อลอยก็ถึงขั้นหวีดร้องเสียงหลง
นางรีบหมุนตัวกลับหลังหันโดยสัญชาตญาณ แต่นอกจากกิริยานั้นจะ
ไม่ช่วยอะไรแล้ว มันกลับทำให้เปลวไฟบนชายกระโปรงยิ่งลุกลามใหญ่โต
ประตูบานไม้ถูกผลักเข้ามาอย่างรุนแรงในชั่วอึดใจ ร่างสง่างามซึ่งสวมเพียงเสื้อสีขาวตัวในพุ่งเข้ามาฉวยข้อมือดึงเธอเข้าหา ช่วยกระชากเสื้อผ้าติดไฟออกจากร่าง
หลังฟาดลงพื้นและกระทืบด้วยลมปราณเพียงหนึ่งครั้ง ไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็วก็ดับลง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยอันน่าหวาดหวั่น
“ซือฝุ...ซือฝุ!”
