บทที่ 17 แหม เสียดายจัง
จวี๋ฮวาคล้ายโดนเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำร้ายจนสติสัมปชัญญะเลือนหาย ร่างอ้อนแอ้นดูบอบบางในสภาพล่อแหลมผวาเข้าซบแผงอกแกร่ง มือน้อยๆ สวมกอดท่านจ้าวหุบเขาแนบแน่น เนื้อตัวสั่นเทาราวกับกระต่ายน้อยเสียขวัญ
เสียงร้องของจวี๋ฮวาดังไปถึงโถงรับแขกเรือนใหญ่เช่นกัน แม้จะไม่กล้าขยับตัวมายุ่มย่าม แต่เหล่าบุรุษจากสำนักคุ้มภัยตระกูลซุนยังอดขยับออกมาสอดส่ายสายตาไม่ได้
เรือนทิศใต้แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้สมชื่ออีกทั้งคฤหาสน์หลังนี้ก็ไม่ได้มีเส้นทางสลับซับซ้อนหรือมีต้นไม้รกครึ้มสักเท่าใด หากเลือกมุมดีๆ แล้ว ยังพอที่จะมองเห็นเรือนพักของจวี๋ฮวาได้ชัดเจน ดังนั้น เหล่าแขกตาดีตามประสาผู้ฝึกยุทธจึงพลอยมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่คนตาไวที่สุดทันเห็นก็คือภาพบุรุษผู้เย็นชาอย่างร้ายกาจดึงร่างดรุณีพิลาศล้ำที่ปากก็บอกว่าเป็นลูกศิษย์เข้าหาตัว...แล้วกระชากเสื้อผ้านางออกจากร่างในครั้งเดียว!
คล้ายจ้าวหุบเขาผู้นั้นจะสัมผัสได้ถึงสายตาคนนอก หรือไม่ก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวนเหตุการณ์หลังจากนั้น เขาสะบัดมือเพียงครั้ง ลมปราณอันทรงพลังก็ผลักประตูและหน้าต่างบานไม้ให้ปิดสนิทแน่น ยากจะสอดส่องเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน
นะ...นี่มัน...นี่มันใช่คู่ศิษย์อาจารย์ธรรมดาๆ ที่ไหนกัน!
ชัดเจน...ชัดเจนยิ่งนักว่าข่าวลือทั้งหมดนั่นเป็นความจริง!
อึ๋ย...ที่จริงยิ่งกว่าจริงก็คือจ้าวหุบเขาผู้นี้เป็นผู้หวงของมากเสียด้วย!
เมื่อคิดได้ดังนี้ บรรดาแขกเหรื่อของหุบเขาก็รีบเก็บสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะลอบเหลียวดู ไม่กล้าทำตัวสอดรู้อีกต่อไป
แหม่...แต่เสียงร้องหวานๆ กับภาพเหตุการณ์ร้อนแรงเมื่อครู่ก็ช่าง...
เหล่าบุรุษผู้มีคุณธรรมต่างพยายามสลัดจินตนาการหยาบโลนออกจากห้วงคิด ทั้งอย่างนั้น ส่วนลึกในจิตใจก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ในคืนค่ำย่ำน้ำค้างเช่นนี้ ท่านจ้าวหุบเขาผู้เย็นชา จะเอาโทสะอีกกึ่งหนึ่งไปลงที่แม่นางผู้นั้นอย่างไรกันบ้างนะ?
ข้างฝ่ายคู่ศิษย์อาจารย์ในห้องหับมิดชิด...
ยามนี้จวี๋ฮวาคล้ายจะเสียขวัญจนลืมตัว นางแทบจะฝังร่างตนเองในอ้อมอกท่านจ้าวหุบเขา หน้าอกหน้าใจหนั่นแน่นบดคลึงแผงอกแกร่งไปถึงไหนต่อไหน สองมือเล็กๆ กอดรัดเขาแน่นด้วยความรักและไว้วางใจสูงสุด ทำราวกับในสายตานาง บุรุษผู้นี้คือที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวบนโลกนี้
เธอไม่ค่อยแน่ใจนักว่าท่านจ้าวหุบเขาคิดเห็นเช่นไร เพราะเขาเอาแต่ยืนนิ่งเหมือนตุ๊กตาหน้าหล่อไร้ความรู้สึก...
และเพราะเขาไม่มีปฏิกิริยาใดใด ไม่แม้แต่จะแข็งขืนหรือผลักไส ต่อให้อยากซุกไซ้แผงอกกรุ่นกลิ่นหอมดิบเถื่อนแปลกประหลาดที่ตัวเองเคยสักแต่เขียนบรรยายลงในนิยายทั้งๆ ที่ไม่เคยสัมผัสและไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่จริงสักแค่ไหน นักเขียนสายมโนอย่างเธอก็ยังอดตะขิดตะขวงใจขึ้นมาไม่ได้
อะ...ไอ้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นสีกาชั่วกำลังยั่วยวนพระตบะสูงแบบนี้
มันคืออะไร?
มีใครสักคนเคยบอกไว้ คนเราต้องไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ควบคุม เพราะฉะนั้น...
ก่อนที่ตัวเองจะทำอะไรไม่ถูกเพราะปฏิกิริยาเหนือความคาดหมายนี้ อาจูรีบดันตัวเองออกจากแผงอกอุ่นด้วยสีหน้าตกใจระคนสับสน เมื่อดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยอารมณ์วาบหวามหวั่นไหวบังเอิญสบกับดวงตาเรียบเฉยคู่คม ใบหน้างดงามก็พลันแดงก่ำ ร่างกายคล้ายสูญเสียการควบคุม ได้แต่ยืนอยู่อย่างโง่งม ไม่อาจคิดหรือปริปากพูดสิ่งใดทั้งนั้น
ยัง...ยังไม่จบ
เธอเริ่มนับเลขในใจช้าๆ โดยเริ่มจากหนึ่ง...พอนับถึงสาม จวี๋ฮวาผู้ไร้เดียงสาก็กะพริบตาสองสามปริบคล้ายหลุดจากภวังค์ ใช้เวลาอีกหนึ่งวินาทีหลังจากนั้น ถึงค่อยดูเหมือนเพิ่งได้ลำดับเหตุการณ์ในหัวแล้วรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
ลูกศิษย์ร่างน้อยรีบยกมือขึ้นปิดทรวงอก แต่ไม่รู้ว่าปิดอิท่าไหน หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่เกินตัวจึงคล้ายยิ่งโดนขับเน้นให้เด่นชัด
“ซะ ซือฝุ ขะ ขออภัย ข้า...ศิษย์...” ภายนอกทำหน้าแดงจัดเหมือนแก้มร้อนผ่าวจนแทบไหม้ แต่ภายในใจ อาจูกำลังปรบมือชื่นชมตัวเองสุดฤทธิ์
ท่านดูสิ ซือฝุ! ท่านดู! นี่ไงล่ะ กิริยา “ปฏิกิริยาของสาวน้อยใสซื่อผู้กำลังสับสน” ในตำนาน!
ด้วยใบหน้างามล้ำและรูปร่างเด็ดสะระตี่ทั้งที่เพิ่งจะอายุไม่เท่าไหร่ ควบรวมกับแอคติ้งระดับนางเอกพันล้านเหล่านี้ อาจูแน่ใจว่าถ้าตอนนี้เธอและจวี๋ฮวาอยู่ในยุคปัจจุบัน เธอจะต้องพาจวี๋ฮวาทะยานขึ้นเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่ของวงการละครได้แน่ๆ
แหม...เสียดายจัง
