บทที่ 4 ชั่งตวงวัด

คงเพราะเห็นเธอทำหน้าเหมือนไม่ยอมเข้าใจ จ้าวหุบเขาเดียวดายจึงช่วยขยายความให้ด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์อย่างที่สุด

“หนึ่งเดือนก่อน ข้ามีความจำเป็นต้องใช้สมุนไพรหายากชนิดหนึ่ง จึงต้องลงไปค้นหาถึงภายนอกหุบเขา ค้นหาอยู่หลายวัน ในที่สุดก็พบสมุนไพรที่ต้องการกอใหญ่เติบโตอยู่ข้างร่างไร้สติของสตรีชุดเขียวครามผู้หนึ่ง...ซึ่งก็คือเจ้า กล่าวได้ว่า ยามนั้นหากไม่ได้โลหิตหล่อเลี้ยงหญ้าชนิดที่ว่าไว้ ตัวข้าจ้าวหุบเขาผู้นี้ก็คงไม่ได้ตัวยาสำคัญที่ต้องการ” เขายังคงค่อยๆ เอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ในเมื่อเอามาก็ต้องจ่ายไป ข้าเพียงตอบแทนคุณด้วยคุณเท่านั้น”

อาจูกำลังร้อนใจ ห่วงความปลอดภัยและความสุขสบายในชีวิต ไม่มีแก่ใจจะฟังประโยคยืดยาวพวกนั้นสักเท่าไหร่ จับใจความสั้นๆ ได้แค่ว่าเขาพยายามจะบอกปัด

ฮึ่ย...! ใครจะยอมถอดใจง่ายๆ กันล่ะ!

“ผู้มีคุณธรรมอย่างไรก็คือผู้มีคุณธรรม ผู้ดีจริงแท้ย่อมไม่อวดอ้าง...แม้ท่านจะพูดเช่นไร ตัวตนของท่านที่เป็นเช่นนี้ ก็ช่างสูงส่งยิ่งนัก...” อาจูบีบเสียงให้เล็กลง น้ำเสียงที่ชวนให้นึกถึงเสียงพิณและน้ำผึ้งป่าจึงฟังดูยิ่งกว่านุ่มนวลอ่อนหวาน

เพื่อความน่าประทับใจ เธอพยายามเค้นน้ำตาให้หลั่งออกมาคลอเคล้าสองตา ดูชื่นชม ศรัทธา และจริงใจ

“หรือชาวบ้านกลุ่มที่พาเจ้ามาที่ปากทางเข้าหุบเขา ไม่ได้บอกว่าพวกเขาล้วนเรียกข้าว่าอะไร”

บอกสิ ถ้าพวกเขาไม่ยั้งปาก แน่นอนว่าต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านน่ะ ทั้งชั่วโฉด โหดเหี้ยม ใจดำ แถมยังงกเป็นที่สุด!

แน่นอนว่าเธอหวังจะพึ่งเขา จึงไม่อาจตอบแบบนี้ได้...

“ผู้อื่นพูดถึงท่านไว้มากมายเพียงใดแล้วอย่างไร ท่านจิตใจดีมีคุณธรรมแค่ไหน ในใจศิษย์ผู้นี้ย่อมรู้ดีเป็นที่สุด...” อาจูจ้องลึกลงในดวงตาคู่คมด้วยแววตาแบบเดียวกับลูกหมาหิวโซกำลังอ้อนวอนขออาหาร

หงิง~

“ได้โปรด...ก่อนหน้านี้เป็นท่านที่ช่วยชีวิตศิษย์ไว้ ศิษย์จึงมีชีวิตรอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ ตั้งแต่แรกนั่น ในเมื่อท่านคิดจะให้ชีวิตแล้ว ใยมิสงเคราะห์คนยากให้ตลอดรอดฝั่ง” เพราะกลัวสะดิ้งไม่พอ อาจูกะพริบตาแถมให้อีกสองปริบ ก่อนจะเอ่ยต่อไป “ศิษย์สูญเสียความทรงจำ ไร้ญาติขาดมิตร รู้เพียงว่าในอกมีความคับแค้นใจใหญ่หลวงที่ยังไม่ได้สะสาง ศิษย์ยังไม่อยากตายทั้งๆ ที่จำตัวเองไม่ได้เช่นนี้...” เรื่องที่เจ้าของร่างนี้ดูเหมือนจะมีความคับแค้นใจ เธอพูดจริง แต่เรื่องช่วยสะสางให้บ้าบออะไรนั่น ไม่ได้อยู่ในหัวเธอเลยสักนิด

เหอะ...แก้แค้นบ้าบออะไรกัน เกิดเป็นคน ฟ้าอุตส่าห์ประทานชีวิตมาให้ แค่เอาตัวให้รอดใช้ชีวิตให้ดีก็พอแล้ว เธอไม่ใช่พวกยึดติดกับอดีต จบนะ

จ้าวหุบเขาเดียวดายใช้ดวงตาคู่คมจ้องมองเธออยู่ครู่ใหญ่ เนิ่นนานนัก เจ้าของร่างที่ดูสูงส่งเย็นชาราวเทพเซียนก็ขยับริมฝีปากอีกหน “พิษชนิดนี้ร้ายแรงสำหรับผู้ฝึกยุทธและผู้มีธาตุทั้งห้า[1]ในร่างกายไม่สมดุลย์ ไม่ส่งผลต่อคนทั่วไปมากนัก ในเมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้ว เหตุใดต้องทรมานตนเอง หาเรื่องใส่ตัว”

อาจูฟังแล้วตัวแข็งค้าง จู่ๆ ก็อยากจะยกนิ้วกลางใส่คนตรงหน้า

มารดามันเถอะ! อะไรคือไม่ส่งผล! ก็ตอนนั้นท่านไม่ได้บอกข้าแบบนี้นี่!

อะไรคือ “ร่างกายนี้ต้องพิษร้ายแรง นับแต่นี้ต้องระวังรักษาตัวให้มาก หากอาการกำเริบให้รีบไหว้วานผู้ฝึกลมปราณสักคนช่วยทะลวงจุดให้ มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” อะไรคือแค่กินยาเข้าไปชั่วอึดใจเดียวเลือดกำเดาก็ไหล เป็นลมล้มพับ เล่นพูดมาแค่นี้ เล่นร่างกายออกอาการตั้งขนาดนี้ ข้าก็นึกว่าตัวเองใกล้ตายเต็มทีแล้วนะสิ!

อาจูลอบกัดริมฝีปากแน่น ยิ่งนึกถึงความลำบากจากการเดินเท้าขึ้นเขาและความเจ็บจนชาเมื่อตอนนั่งคุกเข่าตากอากาศเย็นจัดก็โกรธจนอยากจะร้องไห้ แต่หลังจากใช้เวลาชั่งตวงวัดอยู่หนึ่งวินาทีเต็มก็ตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย

ถึงอย่างไร การมีที่ซุกหัวนอนก็สำคัญ...

คนอยากฝากตัวเข้าเป็นศิษย์อาศัยดวงตาที่แดงก่ำจากอารมณ์โกรธกรุ่น จ้องลึกลงในตาท่านจ้าวหุบเขา ถามเสียงสั่นสะท้านเหมือนลูกนกปีกหัก “ศิษย์ไร้ที่ไป ไม่รู้ว่าในอนาคตต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายใดหรือไม่ วันนี้เคราะห์ดีได้เซียนเซิงเมตตาช่วยดูแลจนร่างกายดีขึ้นแล้ว แล้วในอนาคตเล่า...หากถึงคราวตกทุกข์ได้ยากร่างกายเกิดอ่อนแอลงกะทันหันจะทำอย่างไร”

เขาเองก็จ้องลึกลงในตาเธอเช่นกัน “ความหมายก็คือ...หากมีความเสี่ยงที่ร่างกายจะอ่อนแอลงจนพิษกำเริบ ก็ขอเสี่ยงฝึกฝนลมปราณเพื่อให้สามารถช่วยเดินลมปราณทะลวงจุดให้ตนเองในยามคับขัน”

อาจูเลือกใช้ดวงตาเว้าวอนฉายแววมุ่งมั่นแทนคำตอบ

“ยาพิษชนิดนี้นับเป็นหนึ่งในบรรดายอดยาพิษ แม้แต่ข้าซึ่งเป็นผู้คิดค้นก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ ทำได้เพียงช่วยปรุงยาต้านและใช้ลมปราณช่วยบรรเทายามอาการกำเริบ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาค้นคว้าอีกกี่ปี จึงจะพบยาแก้พิษ”

อาจูรีบพยักหน้าหงึก รับคำ “ศิษย์ย่อมเข้าใจดี...”

“หากคิดจะอยู่ที่นี่ จนกว่าจะพบวิธีถอนพิษออกจากร่าง นับแต่นี้เจ้า

ไม่อาจออกจากหุบเขาไปที่ใดทั้งนั้น ต่อให้วันหนึ่งความทรงจำเกิดฟื้นคืน หากไม่หายดี ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้ากลับไปสะสางเรื่องใด พูดเช่นนี้แล้วยังอยากเข้าหุบเขา ให้ข้าเป็นผู้ช่วยระงับอาการ สอนเดินลมปราณทะลวงจุดอีกหรือไม่?”

หมายความว่าถ้าถอนพิษไม่ได้ก็ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่กับตานี่ไปจนตายงั้นเรอะ?

อาจูชั่งน้ำหนักเรื่องนี้ในหัวทันที

เรื่องแก้แค้นบ้าบออะไรนั่นเธอไม่สนใจตั้งแต่แรกแล้ว แต่เรื่องติดแหง็กอยู่ในหุบเขานี่สิ...

[1] จีนมีความเชื่อเรื่องพลังจักรวาลอันประกอบไปด้วยธาตุ ไม้ ไฟ ดิน โลหะ และน้ำ ตามความเชื่อนี้ ร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลย่อมต้องมีธาตุทั้งห้าเป็นองค์ประกอบ ในด้านการแพทย์จึงมีการนำเอาหลักธาตุต่างๆ มาใช้อธิบายกลไกการทำงานในร่างกาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป