บทที่ 7 ทว่า
ลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของหุบเขากางแขนออก ก้มลงมองชุดผ้าเนื้อดีสีมรกตบนร่างแล้วหมุนตัวให้ชายแขนเสื้อยาวๆ พลิ้วไปในอากาศ เสพความสุขของการได้อยู่ในร่างสาวงาม จากนั้นก็เขย่งปลายเท้า ยืดตัว พยายามสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก่อนจะเริ่มกางแขนกางขายืดเส้นยืดสาย หลังจากออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ จนพอใจถึงค่อยเดินกลับเรือนพักไปทักทายอาหารเช้าแสนอร่อย
“อาหาร~ อาหาร~ อาหาร~ ” คนเริ่มหิวร้องเพลงแต่งเองที่มีเนื้อร้องอยู่แค่คำเดียวเสียงใส เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาแล้วไม่เห็นว่ามีใครมองอยู่จริงๆ ก็หมุนตัวเล่น เต้นระบำแถมให้อีกหนึ่งยก
อา...จะว่าไปแล้ว ร่างเล็กๆ ที่อกเป็นอกเอวเป็นเอวร่างนี้ ก็ช่างใช้เต้นระบำมั่วซั่วได้คล่องตัวดีจริงๆ
นับตั้งแต่จ้าวหุบเขาเดียวดายยอมให้เธออาศัยอยู่ที่นี่ เขาก็พาเธอมาที่เรือนพักหลังใหญ่ทางด้านตะวันออก แล้วกำชับให้กินอาหาร แช่น้ำร้อน พักผ่อน และเดินออกมาสูดอากาศตามช่วงเวลาที่จัดให้ โดยสั่งห้ามขั้นเด็ดขาดว่าห้ามเดินสะเปะสะปะออกนอกเส้นทางที่กำหนดให้แม้เพียงครึ่งก้าว
ทีแรกอาจูไม่ค่อยพอใจนักที่โดนสั่งให้รีบตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงไก่ขันแรกของวันเพียงเพื่อเดินทางฝ่าหมอกฝ่าน้ำค้างเย็นจัดไปอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อนทางด้านหลังหุบเขา แต่หลังกลับจากแช่น้ำอุ่นๆ แล้วเห็นข้าวปลาอาหารวางรออยู่เต็มโต๊ะ เธอก็อดสรรเสริญทั้งเจ้าบ้านช่างคิดและคนรับใช้ผู้จัดเตรียมข้าวปลาอาหารในแต่ละมื้อไม่ได้
ได้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็เต้นระบำไปในหุบเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้กับสายหมอก แถมยังได้กินข้าวปลาอาหารดีๆ หลังแช่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติตั้งวันละสองเวลา กลางคืนไม่ต้องคิดอะไรนอกจากนอนหลับให้เต็มอิ่ม กลางวันไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งๆ นอนๆ รอให้ท่านจ้าวหุบเขามาตรวจอาการประจำวัน นอกเหนือไปจากนั้นก็มีแค่คอยรอลุ้นว่ามื้อเที่ยงกับมื้อเย็นจะเป็นอาหารรสเลิศชนิดไหน หึหึหึ...ในยามนี้ ทั่วทั้งหุบเขา ผู้ใดจะสุขกายสบายใจกว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาคงไม่มี
พูดถึงความสะดวกสบาย...
อาจูยกถ้วยน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมหอมหวานรสกลมกล่อมขึ้นจิบแล้วก็ชวนให้สงสัย
ในสายตาเธอ ที่นี่ดูเงียบเหงาราวกับสถานตากอากาศผีสิง นอกจากท่านจ้าวหุบเขาหน้านิ่งคนนั้นแล้ว เธอแน่ใจว่าไม่เคยพบเห็นมนุษย์หน้าไหนเลยสักราย ทั้งอย่างนั้น อาณาบริเวณรอบๆ ที่พักและทางเดินทุกเส้นทางที่จำเป็นต้องเดินผ่านกลับไม่ได้ดูรกร้าง นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่นอน หมอน ผ้าห่ม เสื้อผ้า รองเท้า ยา น้ำชา น้ำล้างหน้า น้ำล้างมือ น้ำล้างเท้า และอาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันล้วนมีคนจัดเตรียมให้พร้อมสรรพโดยไม่ต้องร้องขอ ราวกับว่าในหุบเขาเดียวดายแห่งนี้เลี้ยงดูคนรับใช้ล่องหนไร้เสียงไร้เงาไว้รองมือรองเท้าสักสี่ซ้าห้าคนเป็นอย่างต่ำ
คนรับใช้บ้านไหนกัน จะทำงานโดยไร้เสียงไร้เงาได้ถึงขนาดนั้น?
คนที่ทำแบบนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ภูติผีปีศาจ ก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำ นอกจากนี้กฎระเบียบของที่นี่คงจะต้องเข้มงวดเอามากๆ
พอนึกถึงตรงนี้ ภาพสีหน้ายามท่านจ้าวหุบเขาออกคำสั่งให้เธอทำนี่ทำนั่นตามที่เขาบอกด้วยสีหน้านิ่งๆ น้ำเสียงราบเรียบก็ลอยขึ้นมา
อืม...
เสี่ยวจวี๋ฮวายกมือเรียวงามขึ้นทาบอก คลี่ยิ้มแบบกุลสตรี ส่ายหน้าน้อยๆ
“เฮ้อ...ชีวิตข้าช่างโชคดีเสียจริง กระทั่งความจำเสื่อมก็ยังมีคนคอยรองมือรองเท้าให้กินอยู่สุขสบาย~”
ชื่นชมวาสนาตัวเองแล้ว คนได้รับการปรนนิบัติราวคุณหนูของหุบเขาก็ยกถ้วยน้ำแกงขึ้นจิบอีกอึกด้วยกิริยาแช่มช้อยงามสง่าตามแบบที่เคยเห็นในละคร ค่อนข้างแน่ใจว่าถ้ามีใครสักคนหรืออาจจะหลายคนเฝ้ามองจากที่ไกล พวกเขาจะต้องรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองสาวงามในอุดมคติและยิ่งกว่ารู้สึกชื่นชมเป็นแน่
ทว่า...
