บทที่ 10 10

นางมารดอกไม้เงินกระโดดด้วยวิชาตัวเบาลอยละลิ่วหายไปในความมืดของราตรีอาบแสงจันทร์เสี้ยว ฟางซินสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ให้บานหน้าต่างปิดลงแล้วนางจึงหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงอย่างครุ่นคิด หัวใจของนางยามนี้เต็มไปด้วยความว้าวุ่น นางมิเคยหวาดหวั่นต่อคำว่าร้ายของมี่อิงที่มักเหน็บแนมเสียดสีเรื่องนิสัยใจคอของตนเองบ่อยครั้ง หากคราวนี้กลับรู้สึกถึงความประหลาดที่เกิดขึ้นข้างในราวกับเลือดไหลวนผิดแผกและทำให้สติของนางเริ่มฟุ้งซ่าน ฟางซินนึกถึงคำกล่าวของหยางเซิงไต้ซือว่าผู้ฝึกวรยุทธจากคัมถีร์เฟิงเหลยนั้นต้องกระทำด้วยสมาธิและใจต้องนิ่งราวขุนเขาตระหง่านท่ามกลางหมู่เมฆ หากเกิดความว่อกแวกใจหยั่งคิดเรื่องอื่นจะทำให้พลังหยินหยางในตัวแปรปรวนสับสนและอาจเป็นอันตรายหากควบคุมกำลังลมปราณที่ไหลเวียนมากกว่าคนธรรมดาไม่อยู่ มันจะทำลายพลังภายในตัวยิ่งกว่าถูกพิษจากเข็มนับหมื่นเล่มและผู้ที่ฝึกคัมภีร์นี้มิสำเร็จกลางคันอาจเป็นผู้วิปลาสได้

“ข้าจะไม่รักใคร...ไม่มีความรัก...ไม่มีความรัก”

ฟางซินเตือนตัวเองแล้วรวบรวมพลังวัตต์ด้วยการนั่งสมาธิเพื่อควบคุมกำลังลมที่แปรปรวนภายในกระทั่งถึงเวลาใกล้รุ่งของอีกทิวา และเมื่อฟ้าสางนางจึงจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปยังชั้นล่างของโรงเตี๊ยมก็เห็นว่าจิ้นเหอและหวังซื่อกำลังนั่งดื่มน้ำชากันอยู่ก่อนแล้ว

“ฟางซิน เจ้าตื่นแล้วรึ...มากินอะไรกันก่อนเถิด เดี๋ยวข้ากับจิ้นเหอจะเข้าไปส่งเจ้าในหมู่บ้าน”

หวังซื่อเรียกหญิงสาวที่เดินเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งแต่ก็เห็นว่าบนโต๊ะยังไม่มีสำรับใด ๆ นอกจากถ้วยน้ำชาตรงหน้าบุรุษทั้งสอง

“ข้ากับหวังซื่อตื่นนานแล้ว แต่ข้ายังมิอยากไปปลุกเจ้าเพราะคิดว่าเจ้าอาจยังเหนื่อยล้าจากการเดินทางและต้องการพักผ่อน”

จิ้นเหอกล่าว เขาอยู่ในชุดรัดกุมสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำเพื่อพรางดาบและอาวุธที่พกติดตัวมิให้เป็นที่สงสัยและตกใจแก่คนในโรงเตี๊ยม ฟางซินจ้องมองบุรุษตรงหน้าและเก็บเร้นความรู้สึกบางอย่างเมื่อได้รู้ว่าเขามิใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป จิ้นเหอเป็นผู้ชายที่สง่างามทว่าใบหน้าของเขานั้นกลับเยียบเย็นราวศิลาแม้แต่วาจายังลุ่มลึกสุขุมยิ่ง

“ข้ารอให้เจ้าตื่น อีกเดี๋ยวเสี่ยวเอ้อก็จะนำสำรับมาวางให้ กินให้อิ่มเสียก่อนเดินทางไปหาญาติของเจ้า”

“ขอบคุณมาก ท่านจิ้นเหอ...บุญคุณครั้งนี้ของท่านข้าจักมิลืม”

“เราช่วยเหลือกัน มิต้องคิดสิ่งใดดอกคิดว่าเป็นวาสนาต่อกันที่ได้มาพบในยามยาก “

“แล้วหลังจากนี้ท่านกับหวังซื่อจะไปไหนกันต่อ”

“ข้าจะเดินทางไปยังพรรคเฟิงอี้ตามที่เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมนี้บอกไว้ คิดว่าคงเดินทางต่อไปไม่ไกล”

“ท่านคงมีธุระสำคัญมาก”

“มันเป็นธุระที่ข้าต้องสะสางให้เสร็จสิ้น...เอ้อ...ก่อนที่ข้าจะกลับ”

เมื่อพูดจบเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารมาวางเต็มโต๊ะก่อนจะถามขึ้นว่า

“ท่านไม่รับเหล้าสักไหหรือขอรับ เพิ่มรสชาติอาหารได้ดีนัก ทำให้เจริญอาหาร ดื่มแล้วกระชุ่มกระชวย”

หวังซื่อยิ้มแล้วตอบ “เราไม่ดื่มของเมาเวลาเดินทาง ดื่มจนเมาเดี๋ยวจะหลับกลางทางไปได้มิถึงไหน”

“แหม...ท่านก็จิบสักเล็กน้อยพอเป็นกระศัยสิขอรับ เพื่อให้ได้ความรื่นรมย์เวลาเดินทาง เพียงสักจอกน้อยก็เดินทางต่อไปได้อีกหลายร้อยลี้ แหะๆ”

เสี่ยวเอ้อยิ้มแหย ๆ จิ้นเหอเพียงเหลือบมองและมีรอยยิ้มมุมปากก่อนที่เขาจะลงมือทานอาหารโดยมิได้กล่าวว่ากระไรหลังจากนั้น ฟางซินคอยสังเกตอาการของคนตรงหน้าและเห็นว่าในแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความครุ่นคิดสงสัย จิ้นเหออาจยังแคลงใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน หากนางก็ทำได้เพียงแค่มองอย่างเงียบ ๆ และเมื่อกินอาหารแล้วทั้งสามจึงออกจากโรงเตี๊ยมและเดินทางเข้าหมู่บ้านซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นาน มันเป็นหมูบ้านที่ไม่เล็ก ๆ อย่างจิ้นเหอคิดไว้เพราะมีผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ในตลาดยามเช้าและมีบ้านเรือนทั้งหลายตรอกซอกซอย คนทั้งสามเดินเข้าไปแต่ก็ไม่เป็นที่สังเกตของใครว่ามีคนแปลกถิ่นปะปนเข้ามาในที่นั้น จิ้นเหอนำทางกระทั่งเดินไปหยุดที่ตรอกหนึ่ง เขาหันไปถามฟางซินที่เดินตามขณะเขากับหวังซื่อจูงม้านำหน้า

“ฟางซิน...เห็นทีว่าข้าต้องส่งเจ้าตรงนี้ เจ้าอาจไปถามไถ่คนในหมู่บ้านว่าญาติของเจ้าอยู่ที่ไหน”

“ขอบคุณท่านมาก ท่านจิ้นเหอ...วันหนึ่งข้าคงมีวาสนาได้พบท่านอีกและคงได้ทดแทนบุญคุณที่ท่านช่วยข้าไว้”

“มิเป็นไร ข้าเต็มใจจะช่วยเหลือแต่มิอาจช่วยเจ้าได้มากกว่ามาส่งจนสุดทางเพราะข้ามีภาระที่ต้องเดินทางต่อ”

“ขอบคุณท่าน...ขอบคุณท่านหวังซื่อด้วยค่ะ”

ฟางซินหันไปแสดงความขอบคุณผู้ติดตามที่มองหญิงสาวเหมือนสงสาร

“ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ...ฟางซิน ข้ากับจิ้นเหอคงต้องไปก่อน”

ฟางซินพยักหน้ารับและมองคนทั้งสองจูงม้าเดินออกไป นางชะเง้อมองแต่ไม่ยอมเดินไปไหนขณะที่จิ้นเหอกับหวังซื่อเดินต่อไปจนออกจากเขตหมูบ้าน

“นางช่างน่าสงสารนะนายท่าน”

หวังซื่อกล่าวขึ้นเมื่อเดินไปตามทางลาดชันท่ามกลางแนวป่าและขุนเขา จิ้นเหอหยุดชะงักและหันกลับมายังคนสนิท

“ใครหรือ?”

“แม่นางฟางซินอย่างไรเล่า นางคงมาตามหาญาติของนาง และมิรู้ว่าจะได้เจอหรือไม่ นางเป็นผู้หญิงสวยเกรงว่าจะมีภัยอย่างที่พบเมื่อคืนก่อน”

“นางเข้าไปในหมู่บ้านแล้วคงมิเป็นไรเพราะอาจมีญาติของนางคอยให้ความช่วยเหลือ หากมิติดภาระสำคัญเราคงช่วยเหลือนางได้มากกว่านี้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป