บทที่ 11 11
“ท่านคงยังคิดถึงซูฉี...คู่หมายของท่าน ข้ารู้ว่าตอนนี้ท่านทุกข์ใจอย่างมากกับการจากไปของนาง”
“มิมีวันใดที่ข้ามินึกถึงคนรัก แม้พบกันต้องจากพรากหากแต่ข้ากับนางมีวาสนาต่อกันน้อยไป”
จิ้นเหอวางมือที่กุมเชือกจูงม้าก่อนล้วงหยิบของบางอย่างในเสื้อคลุมออกมา เป็นปิ่นปักผมดอกไม้อันเล็กที่มองคราใดหัวใจของเขาก็เจ็บปวดยิ่งนัก สักครู่แม่ทัพหนุ่มรู้สึกถึงลมไหววูบพัดผ่านใบหน้า
“นายท่าน...”
หวังซื่อกล่าวไม่ทันจบก็ผงะเมื่อจิ้นเหอยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาหยุด แม่ทัพหนุ่มเอียงหน้าและกล่าวเบา ๆ ว่า
“มีคนตามเรามา”
“อะไรนะท่าน”
“เจ้ารออยู่ที่นี่...ข้าจะไปดูเอง”
จิ้นเหอออกคำสั่งเสียงต่ำแต่หนักแน่นก่อนใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่และจับดาบที่เหน็บเอวไว้มั่น สักครู่เขาจึงกระโดดลงไปหยุดด้านหลังใครคนหนึ่งที่หยุดกึกเช่นกัน ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมและทำให้แม่ทัพหนุ่มรีบชักดาบออกจากฝักจ่อไปที่ด้านหลังตรงลำคอของคนที่แอบตามมา
“เจ้าเป็นใคร...ตามข้ามาทำไม!”
สิ้นเสียงร่างนั้นจึงค่อย ๆ หันหลังกลับและทำให้จิ้นเหอต้องผงะอีกครั้งเมื่อได้เห็นใบหน้าในผ้าคลุม
“ฟางซิน!”
แม่ทัพหนุ่มรีบดึงดาบกลับในฉับพลันด้วยสีหน้าตกตื่น
“ ฟางซิน...นี่เจ้าเองดอกรึ เจ้าตามข้ากับหวังซื่อมากระนั้นหรือ?”
ฟางซินดึงผ้าคลุมออกและก้มหน้าลง “ใช่...ข้าตามท่านมา ท่านจิ้นเหอ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านตกใจ”
“ข้าจะตกใจมากกว่านี้หากลงกระบี่บนคอของเจ้าโดยมิรู้ว่าเป็นผู้ใด ทำไมเจ้าถึงไม่อยู่ที่หมู่บ้าน ข้านึกว่าเจ้าไปหาญาติของเจ้าพบแล้วเสียอีก”
“ข้ามิพบใครเลยท่านจิ้นเหอ ข้าได้ลองถามคนในหมู่บ้านแล้วมิมีใครรู้จักญาติของข้าเลยแม้แต่คนเดียว ข้าจึงคิดว่าเขาอาจมิได้อยู่ที่นี่ก็เลยคิดว่าอยู่ไปก็เสียเวลา สู้ข้ากลับออกมาจะดีกว่า”
“แต่ทางนี้มิใช่ทางกลับบ้านเจ้านี่มิใช่หรือ”
“ข้ารู้ แต่ข้าคงกลับไปที่หมู่บ้านของข้ามิได้อีกแล้ว”
“บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใด”
“เพราะจริงแล้วพ่อแม่ของข้าได้เสียชีวิตไปจนหมด และข้าก็อยู่กับญาติห่าง ๆ แต่ข้าไม่อยากรบกวนพวกเขาอีกต่อไป จึงได้มาตามหาญาติใกล้ชิดพ่อกับแม่ของข้าที่หมู่บ้านแห่งนี้ ช่างโชคร้ายที่ข้ามิพบผู้ใดเลย”
“แล้วเจ้าคิดจะไปไหนกัน แผ่นดินนี้กว้างใหญ่นักและเจ้าก็เป็นหญิงตัวคนเดียว”
“ข้าคิดว่าจะตามท่านให้ทันและจะขอติดตามท่านไปยังสำนักเฟิงอี้”
“ทำเช่นนั้นมิได้!”
จิ้นเหอปฏิเสธทันควัน เขาเก็บดาบกลับเข้าฝักและหันหลังให้แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงของฟางซินดังขึ้น
“เหตุใดจึงมิได้”
“เจ้าไม่เข้าใจ ข้ามาที่นี่เพื่อการธุระสำคัญ มันอาจหมายถึงความเป็นความตาย ข้าจะพาเจ้าไปพบกับภยันตรายเบื้องหน้ามิได้ดอก”
“จิ้นเหอ...หากข้ามองมิผิดท่านมิใช่ชาวบ้านธรรมดาใช่หรือไม่”
จิ้นเหอผงะและหันกลับมายังหญิงสาวซึ่งเมื่อได้เห็นใบหน้านั้นชัด ๆ กลางแสงแดดส่องจึงรู้ว่าฟางซินเป็นหญิงที่ความงามของนางสะกดความรู้สึกของแม่ทัพหนุ่มไว้ชั่วเสี้ยวหนึ่งของลมหายใจ นางจ้องมองเขาอย่างค้นคว้า เขาจึงกล่าวขึ้นว่า
“เหตุใดเจ้าจึงสงสัยเช่นนั้น”
“ข้าเห็น...ป้ายหยกติดตัวท่าน มันเป็นป้ายของคนทางราชการใช่หรือไม่”
จิ้นเหอหยุดนิ่งไป เขาพึ่งนึกได้ว่าได้พกป้ายหยกอาญาสิทธิ์ติดตัวเวลาเดินทางด้วยการห้อยมันไว้ที่เอวตลอดเวลาและอาจทำให้นางเห็นเวลาเผลอ ความเป็นคนช่างสังเกตของฟางซินทำให้แม่ทัพหนุ่มถึงกับอึ้งด้วยมิอาจหาเหตุผลใดมากลบเกลื่อนความจริงได้ในตอนนี้
“เรื่องนี้จริง ๆ แล้วข้ามิต้องการเปิดเผยให้ใครได้รู้ว่าแท้จริงข้าคือหนึ่งในแม่ทัพผู้นำศึกกวาดล้างผู้คิดคดทรยศต่อองค์ซ่งไท่จู่ตามแว่นแคว้นที่มีการแข็งเมือง”
“แล้วเหตุใดท่านถึงได้ดั้นด้นมาถึงที่นี่”
“ข้ามาตามล่าตัวคนที่ฆ่าคนของราชสำนัก...นางมารหมื่นบุปผา เพราะหนึ่งในคนที่นางฆ่าตายคือเว่ยซูฉี ลูกสาวของอัครเสนาบดีซึ่งเป็นคู่หมายของข้า”
สิ้นคำของจิ้นเหอฟางซินก็นิ่งไป นางเห็นใบหน้าของเขาฉายความเครียดออกมาหากนางนั้นเครียดยิ่งกว่าด้วยสิ่งที่เขารับรู้นั้นล้วนเป็นเรื่องลวงหลอกที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มิยอมเปิดเผยตัวตนและนางก็ต้องการค้นหาด้วยเช่นกันว่าเป็นฝีมือของใคร แต่การที่เขาเดินทางไปยังสำนักเฟิงอี้ก็เป็นสิ่งที่นางปรารถนาด้วยเช่นกัน นางอยากเข้าไปในสำนักนั้นเพื่อได้เข้าถึงคนที่ฆ่าพ่อและแม่ของนาง...ไป๋เจี้ยน เจ้าสำนักผู้ผดุงคุณธรรม แท้แล้วคือคนบาปในคราบนักบุญที่ฟางซินอยากแก้แค้นให้สมกับที่เขาเคยทำกับครอบครัวของนางไว้ ครั้งหนึ่งนางเคยสับประยุทธกับเขาและพลาดท่าด้วยยังเยาว์และการฝึกปรืวิทยายุทธมิกล้าแข็ง ดีที่เพ่ยหลินช่วยนางไว้ทันแต่ไป๋เจี้ยนก็ยังมิเคยได้เห็นหน้าหรือรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนางมารหมื่นบุปผาคือใคร นี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้เข้าใกล้คนโฉดที่เบื้องหน้าคนทั้งยุทธภพยกย่องหนักหนา หากสบโอกาสนางจะปลิดชีวิตคนใจชั่วมิให้หนักแผ่นดิน
“ท่านคงจะรักนางมากสินะ ท่านจิ้นเหอ ถึงได้พยายามออกตามล่าคนที่ฆ่าคู่หมายของท่าน”
“นางคือรักเดียวของข้า และข้าจักมิมีวันให้อภัยนางมารใจอำมหิตผู้นั้น”
“ท่านสืบมาดีแล้วหรือว่าเป็นฝีมือของนางมารผู้นั้น”
