บทที่ 12 12
“มีทหารนายหนึ่งรอดชีวิตไปได้ แต่ก็ต้องตายในภายหลังเพราะอาวุธร้ายกาจของนางมาร นายทหารผู้นั้นบอกทุกคนว่าเป็นฝีมือของคนพรรคมารที่ทั้งยุทธภพรู้จักดี”
“แต่มิเคยมีผู้ใดเห็นหน้าของนางนี่มิใช่หรือ อาจมีคนสวมรอยกระทำการเลวร้ายแทนนางก็เป็นได้”
“เรื่องแบบนี้มิมีใครทำแทนใครได้ ผู้ใดกันจะทำเรื่องเลวร้ายด้วยการฆ่าคนตายอย่างอำมหิตโดยไร้เหตุผล ที่ข้าต้องไปสำนักเฟิงอี้เพราะข้าต้องการพบไป๋เจี้ยน เขาอาจรู้วิธีการเข้าถึงตัวนางเพราะเคยสับประยุทธ์กับนางมาแล้ว ข้าจักตามล่านาง สุดหล้าฟ้าเขียวก็จักตามตัวคนกระทำผิดนางมาลงโทษให้สาสม”
“ท่านมีใจรักต่อหญิงนางเดียว ช่างน่าภูมิใจแทนแม่นางผู้นั้น”
“และหมื่นความชังข้าจักทุ่มเทมันให้นางมารใจโหดเหี้ยม”
คำก็อำมหิต สองคำก็โหดเหี้ยม เขาจะรู้หรือไม่ว่ากำลังโถมทับความเคียดแค้นไปให้คนที่มิรู้เรื่องราวใดแต่ต้องกลับกลายเป็นจำเลยความผิดที่ตนมิได้ก่อ สักครู่แม่ทัพหนุ่มจึงกล่าวขึ้น
“การที่ข้ามาเพียงสองคนกับหวังซื่อก็เพื่อต้องการอำพรางสถานะที่แท้จริง มิได้นำกองทัพมามากมายเพราะมิต้องการให้ใครรู้ ไม่เช่นนั้นนางมารอาจไหวตัวทัน เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเจ้าก็มิควรต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกกับข้า”
“แต่ข้าก็มิมีใครอีกแล้ว”
ฟางซินบีบน้ำตา ทว่าในหัวใจของนางก็มีความเศร้าอันแท้จริงซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึก
“ขอข้าติดตามท่านด้วยเถิด ท่านจิ้นเหอ...ข้าเพียงขอรับใช้ท่าน มิได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้ หากท่านจะไปตามล่าตัวนางมารข้าก็จะมิรบกวนหรือถ่วงงานของท่าน”
“ไม่ได้! เจ้าจะตามข้าไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
“ได้โปรด”
ฟางซินคุกเข่าลงตรงหน้า แม้รู้ว่านี่คือการผิดกฎอย่างร้ายแรงด้วยประมุขแห่งพรรคมารต้องไม่คุกเข่าต่อหน้าผู้ซึ่งมีอำนาจน้อยกว่านอกเสียจากว่าจะเป็นเพ่ยหลิน แม่บุญธรรมผู้ชุบเลี้ยงนางมาเท่านั้น และทำให้จิ้นเหอชะงัก
“ฟางซิน...เจ้าทำอะไร ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”
“หากท่านมิยอมให้ข้าติดตามไปด้วยข้าก็จะขอนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้มิยอมลุกไปไหน ให้สัตว์ป่ากินข้าเสียก็ยังดีกว่าต้องระหกระเหินไปโดยไร้จุดหมาย!”
4
พี่น้องต่างสายเลือด
“นายท่าน...ผู้ใดกันตามเรามา...อ๊ะ!...ฟางซิน...ไฉนเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เสียงของหวังซื่อแทรกเข้ามา ผู้ติดตามคนสนิทวิ่งลนลานและต้องหยุดกึกเมื่อเห็นฟางซินนั่งคุกเข่าตรงหน้าแม่ทัพหนุ่ม หวังซื่อย่นคิ้วไม่เข้าใจการกระทำของนาง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมนางถึงได้...”
“นางจะตามเราไปสำนักเฟิงอี้ ข้ามิอาจให้นางไปด้วยได้”
จิ้นเหอตอบพลางผินหน้าไปทางอื่นเสมือนว่าม่อยากเห็นหน้าหญิงสาวผู้ตกทุกข์ให้ใจอ่อน หวังซื่อมองนางแล้วให้นึกสงสารขึ้นมาจับใจ
“ฟางซิน...ลุกขึ้นเถิด เจ้าจะไปกับพวกเราได้เช่นไร ใยเจ้าจึงมิกลับบ้านของเจ้า”
“ข้ามิมีใครอีกแล้ว”
“อ้าว...แล้วไหนว่าเจ้ามาตามหาญาติของเจ้าที่หมู่บ้านแห่งนี้อย่างไรกันเล่า”
“มิมีใครรู้จักญาติของข้าสักคน ข้าจนใจเหลือเกินมิรู้ว่าจะไปตามหาคนใกล้ชิดครอบครัวของข้าได้ที่ไหน ชีวิตข้านี้โดดเดี่ยวยิ่งนัก เพียงแค่ขอติดตามรับใช้ท่านแม่ทัพ แต่จักมิให้เป็นภาระแต่อย่างใด”
“ท่านแม่ทัพ...นี่เจ้าเรียกจิ้นเหอว่าท่านแม่ทัพกระนั้นหรือ”
“นางรู้เรื่องยของเราแล้ว ข้าเป็นคนบอกนางเอง”
จิ้นเหอตอบแต่ยังไม่ยอมหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าไม่ยอมลุกขึ้น ฟางซินน้ำตาไหลพรากและก้มหน้าลงต่ำ
“ได้โปรดเถิดท่านจิ้นเหอ ได้โปรดให้ข้าติดตามท่านไปด้วย แค่เพียงเวลามินานเพราะข้าไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ท่านก็เห็นว่าข้านี้เพียงตัวคนเดียว หากพบภยันตรายอย่างเมื่อครั้งก่อนข้าคงต้อง...”
“นายท่าน...ได้โปรดเถิด”
หวังซื่อเสริมขึ้นอีกเสียงและทำให้จิ้นเหอถึงกับถอนหายใจด้วยลำบากใจนักกับการร้องขออันน่าเวทนาของหญิงสาว เขาพยายามใจแข็งแต่กลับได้ยินเสียงคนสนิทว่า
“นายท่าน...ให้นางไปกับเราด้วยเถิด นางคงลำบากจริง ๆ เพราะแม้แต่จะมาตามหาคนรู้จักต่างบ้านต่างเมืองก็ยังมิพบใคร หนทางเบื้องหน้าก็ยังอีกยาวไกล ท่านจะปล่อยให้นางต้องระหกระเหินไปในดินแดนนี้แต่เพียงลำพังกระนั้นหรือ”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ หวังซื่อ!”
จิ้นเหอเสียงเครียด เขากระชับดาบที่เอวไว้มั่นและหันหลังให้คนทั้งสองก่อนตอบกลับไปในที่สุด
“อยากจะตามข้ากับหวังซื่อไปสำนักเฟิงอี้ก็ตามใจเจ้าเถิดฟางซิน แต่หากเกิดอะไรขึ้นก็อย่าหาว่าข้านี้มิได้เตือนเจ้าเพราะข้าได้บอกทุกอย่างแก่เจ้าแล้ว”
กล่าวจบก็เดินนำหน้าไปยังอาชาสีเผือกที่หวังซื่อจูงตามมาด้วย คนสนิทของแม่ทัพหนุ่มเข้าไปประคองร่างของฟางซินให้ลุกขึ้นและยิ้มกับนาง
“ฟางซิน...นายท่านของข้าให้เจ้าไปกับพวกเราด้วยแล้วนะ”
“ขอบคุณท่านหวังซื่อ...ข้ารู้ว่าท่านจิ้นเหอคงมิพอใจ”
“นายท่านของข้าก็เป็นคนเช่นนี้ เขาเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ใจเด็ดปากแข็งและไม่ค่อยยอมรับสิ่งใดโดยง่าย เจ้าอาจต้องเหนื่อยสักหน่อยกับความกระด้างของนายข้า แต่ข้าขอรับรองว่าท่านแม่ทัพนั้นเป็นคนจริงจัง”
“ข้าทนได้...ขอเพียงข้าได้ติดตามท่านทั้งสองไป และเมื่อท่านทั้งสองเสร็จธุระจากที่นี่แล้วข้าก็ยินดีจะไปตามทางของข้า”
“ถ้าเช่นนั้นเราก็รีบไปกันเถิด รีบไปสำนักเฟิงอี้ก่อนจะมืดค่ำ...อืม...เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าขึ้นไปนั่งบนม้าของข้าเพราะมันตัวเล็ก นั่งสองคนมันคงหนักพอตัว”
