บทที่ 4 4

นางมารเร้นกาย

เสียงใสทว่ากังวานกว้างของนางมิได้ทำให้คนฟังฉุกนึกว่ามันคือทำนองเสียงอันทรงพลังแม้ฟางซินพยายามเก็บเร้นสิ่งที่ต้องการแอบซ่อนหากสิ่งที่นางทำได้คือการเปิดเผยความอ่อนช้อยของความเป็นอิสตรีซึ่งดูภายนอกเสมือนอ่อนแอและเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่มิว่าชายใดก็ต้องแพ้พ่าย หากแต่ชายแปลกหน้ากลับมิยอมฉวยโอกาสตอนที่นางล้มจับต้องเรือนกายอ่อนช้อยงดงามราวนางหงส์มากไปกว่าผละจากและลุกขึ้นยืนขณะเก็บคมดาบกลับลงฝักข้างลำตัว

แว่บหนึ่งที่เห็นก็ทำให้ฟางซินฉุกนึกว่าบุรุษแปลกหน้าผู้นี้คงมิใช่ชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่ คนเดินทางธรรมดาสามัญทั่วไปคงไม่พกพาดาบนอกจากจะเป็นผู้ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ อาจมาจากสำนักใดสำนักหนึ่งในแคว้นนี้ เพราะดูจากการแต่งกายอันรัดกุม จะว่าเขาเป็นจอมยุทธ์พเนจรก็ไม่เหมือนเสียทีเดียวเพราะดูเหมือนเขามาอย่างมีจุดหมาย ในเวลานั้นเองหวังซื่อก็รีบลงจากหลังม้าวิ่งเข้ามาสมทบ

“เป็นอย่างไรบ้างจิ้นเหอ ท่านบาดเจ็บตรงไหนบ้าง”

“ข้าไม่เป็นไร”

เขาตอบเสียงเบาลงและหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งบนพื้นหญ้า ในห้วงขณะนั้นเองที่แสงไฟจากคบเพลิงในมือหวังซื่อสาดลงบนใบหน้าสวยงามหมดจดของนาง เฉิงจิ้นเหอชะงักงันไปชั่วลมหายใจ ขุนศึกผู้เกรียงไกรมิใช่ว่าไม่เคยเห็นนางสนมในราชวัง หญิงเหล่านั้นแต่งกายด้วยแพรพรรณและเครื่องถนิมพิมภางดงาม หากก็ไม่เคยเห็นหญิงชาวบ้านใบหน้าสวยซึ้งผุดผาดและมีผิวขาวผ่องราวดั่งหยกเปล่งประกายเช่นนี้ และนอกจากเว่ยซูฉี คู่หมายของเขาแล้วเฉิงจิ้นเหอแทบไม่เคยละสายตาไปมองหญิงใด ขุนพลหนุ่มสงบความคิดของตัวเองลงชั่วขณะก่อนจะกล่าวเสียงเย็น

“ลุกขึ้นเถิดแม่นาง”

“ข้า...ข้า...อะ...”

ฟางซินนิ่วหน้าเมื่อพยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ลุกขึ้นไม่ได้ นางจับข้อเท้าตัวเองและทำให้เฉิงจิ้นเหอประหลาดใจ

“มีอะไรหรือ...โอ...ที่ข้อเท้าของเจ้ามีเลือดออก”

เขาก้มลงดูที่เท้าขาวผ่องของนางและเห็นว่าข้างที่มีลูกกระพรวนเงินเล็ก ๆ ห้อยอยู่เป็นรอยช้ำมีเลือดซึมออกมา ฟางซินก้มลงมองข้อเท้าตัวเอง แท้จริงบาดแผลเพียงเท่านี้มิได้สร้างความเจ็บปวดให้นางแต่อย่างใดหากเพื่อมิให้เป็นที่สงสัยนางจึงแสร้งทำสีหน้าตกใจเมื่อเห็นหยาดโลหิตอาบแผล

“นี่เจ้าเดินได้หรือไม่?”

ขุนศึกหนุ่มเอ่ยถาม ยามเขาก้มหน้าลงไปใกล้กลับทำให้นางมารบังเกิดความหวั่นไหวในฉับพลัน ซึ่งไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ในกายของนางร้อนรุ่มด้วยพลังปราณแปรปรวนซึ่งโดยปกติมันจะเกิดขึ้นเมื่อนางบังเกิดความตื่นเต้นหากก็สงบความปรวนแปรนั้นลงได้ในชั่วไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ฟางซินสกัดพลังฟุ้งซ่านนั้นไว้ด้วยการกดปลายนิ้วเพียงเบา ๆ ร่างกายของนางผ่อนคลายลงแต่จะสำแดงความเข้มแข็งว่ามิได้เป็นเช่นไรเลยตอนนี้ไม่ได้ นางพยักหน้า

“ได้...ข้าคิดว่าได้”

“แต่เลือดของเจ้าออกมาก เห็นทีว่าเจ้าจะเดินไม่ไหว เอาอย่างนี้ข้าจะรัดปากแผลให้เจ้าก่อน ว่าแต่...เจ้ากำลังจะไปไหน”

“ข้าเดินทางมาหาญาติของข้าในหมู่บ้าน”

“เขาอยู่ที่ไหนรึ”

“ข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน คิดว่าจะมาหาที่พักนอนก่อนสักราตรีแล้ววันพรุ่งจึงจะออกไปถามคนในหมู่บ้าน ว่าแต่...ท่านล่ะ เอ้อ...ข้ายังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของท่านเลย”

“เรียกข้าว่าจิ้นเหอ”

“ท่านมาทำอะไรที่นี่”

“ข้ากำลังจะเดินทางไปยังวัดโค้วอิงยี่ ข้ามีธุระสำคัญที่นั่น...หากเจ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ข้าจะให้เจ้านั่งบนหลังม้าของข้าเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกัน”

เฉิงจิ้นเหอไม่กล่าวอันใดมากไปกว่านั้น เขาให้หวังซื่อหยิบผ้าและยาจากถุงย่ามบนหลังม้าเพื่อทำแผลให้หญิงสาวอย่างว่องไวแต่ก็เรียบร้อยดีก่อนจะอุ้มนางขึ้นไปนั่งบนหลังอาชาสีเผือกโดยยอมเป็นผู้จูงม้าเดินเข้าไปยังหมู่บ้าน ท่าทีของเขาสงบเยือกเย็นดุจน้ำใต้ขุนเขา แววตากล้าแข็งของเขาบ่งบอกอะไรบางอย่างที่นางคาดการว่าบุรุษงามสง่าดุจเทพผู้นี้หาใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป และสิ่งที่จุดความสงสัยแก่นางอย่างยิ่งคือจุดประสงค์ของการเดินทางไปยังอารามบนยอดเขาหวงซาน

ทั้งสามเข้าไปในหมู่บ้านยามวิกาลกระทั่งถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งยังจุดโคมไฟด้านหน้าและมีชายคนหนึ่งรูปร่างท้วมเตี้ยสวมชุดพนักงานของโรงเตี๊ยม เมื่อเห็นคนทั้งสามก็รีบวิ่งเข้ามาแสดงการต้อนรับ

“นายท่านทั้งสาม ไม่ทราบว่าดึกดื่นเช่นนี้พวกท่านจะไปไหนกัน”

เขาตั้งคำถามด้วยรอยยิ้มแย้มบนใบหน้าแป้น แต่สายตานั้นมองผู้มาเยือนซึ่งเป็นชายหนึ่งบนหลังม้า มีบุรุษร่างสูงในเสื้อคลุมสีดำจูงม้าสีเผือกซึ่งมีสตรีใบหน้างดงามนั่งบนหลังม้าตัวนั้นตัวนั้น ฟางซินมองเข้าไปด้านในของโรงเตี๊ยมที่ยังมีคนสองสามคนนั่งดื่มเหล้าภายในนั้น

“พวกเรามาจากหมู่บ้านห่างจากที่นี่มาก ต้องการหาที่พักก่อนจะเดินทางต่อวันพรุ่งนี้”

“อ้อ...นี่พวกท่านมาจากต่างหมู่บ้านเช่นนั้นรึ...เชิญๆๆๆ...เชิญเข้าไปนั่งพักดื่มน้ำชา กินอาหารข้างในก่อนเถิด ในหมู่บ้านนี้มีโรงเตี๊ยมที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เรามีอาหารอร่อย เหล้ารสเยี่ยมและที่พักแสนสบายไว้คอยต้อนรับ ท่าทางพวกท่านจะเหน็ดเหนื่อยเพราะเดินทางมาไกล”

เสี่ยวเอ้อร่างท้วมพยายามโน้มน้าวคนทั้งสาม จิ้นเหอเงยหน้าขึ้นไปบนหลังม้าและเห็นว่าหญิงแปลกหน้าที่เขาพึ่งพบนางเมื่อครู่มีสีหน้าไม่ใคร่ดีนัก

ส่วนนางเองก็มองชายแปลกหน้าผู้มีน้ำใจช่วยเหลือและเห้นว่าเขามีสีหน้าครุ่นคิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป