บทที่ 5 5

“จิ้นเหอ...ข้าว่าเราพักที่นี่กันก่อนเถิด เสี่ยวเอ้อก็บอกแล้วว่าโรงเตี๊ยมมีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น”

หวังซื่อรีบแสดงความเห็นเพราะเขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลเต็มที จิ้นเหอจึงหันไปพยักหน้ากับเสี่ยวเอ้อด้วยสีหน้าเยือกเย็น

“ตกลง...ข้ากับเพื่อนของข้าจะพักที่นี่”

“ได้ครับ...ได้ๆๆ”

เสี่ยวเอ้อรับคำด้วยความดีใจเพราะไม่บ่อยนักที่จะมีผู้เดินทางไกลมาพักในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ของหมู่บ้านเล็ก ๆ เช่นนี้ จิ้นเหอเงยหน้าไปยังฟางซินอีกครั้ง

“ฟางซิน...ลงจากหลังม้าก่อนเถิด คืนนี้พวกเราจะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ เจ้าก็กำลังหาที่พักนี่มิใช่หรือ”

“ค่ะ”

ฟางซินขยับลงจากอานม้าแม้ไม่รู้สึกเจ็บแผลที่ข้อเท้าแต่จะเคลื่อนไหวอย่างว่องไวเยี่ยงธรรมดาก็อาจเป็นที่ผิดสังเกต นางค่อย ๆ ขยับลงจากหลังม้าอย่างเชื่องช้าแต่แล้วก็สะดุดชายกระโปรงเกือบหล่นลงไปนอนบนพื้นดีที่มีอ้อมแขนของจิ้นเหอรับร่างอ้อนแอ้นนั้นไว้ได้เสียก่อน นางจึงอยู่ในอ้อมแขนของชายแปลกหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจหากก็จำต้องแสดงต่อไปว่านางก็เพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งเท่านั้น จิ้นเหอประคองร่างนุ่มนวลหากก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่างนั่นคือกลิ่นหอมที่อบอวลออกมา แม้ทำให้ฉุกใจคิดว่าหญิงชาวบ้านธรรมดาเนื้อตัวใยจึงกรุ่นดั่งอาบด้วยน้ำมันหอมมีราคาแต่เขาก็ตัดข้อสงสัยนั่นออกไปและคิดว่าเสื้อผ้าของนางอาจได้รับการทำความสะอาดมาอย่างดี

“ฟางซิน...นี่เจ้ายังเจ็บข้อเท้าอยู่ใช่หรือไม่ ”

“ค่ะ...ข้ายังเจ็บอยู่แต่ก็เพียงเล็กน้อย”

“นี่ฮูหยินของท่านบาดเจ็บหรือขอรับ...ถ้าอย่างนั้นรีบเข้าไปนั่งพักข้างในก่อน เดี๋ยวข้าจะนำม้าไปเก็บไว้ที่ด้านข้างโรงเตี๊ยมนี่...เดี๋ยวข้าจะจัดเตรียมห้องไว้ให้สองห้องให้ท่านกับฮูหยินของท่านและเพื่อนของท่านนะขอรับ”

“อ้า...เอ้อ...”

ฟางซินจะอ้าปากบอกแต่ไม่ทันเสี่ยวเอ้อผู้รู้มากที่รีบจัดการนำม้าทั้งสองตัวไปล่ามไว้ข้าง ๆ โรงเตี๊ยม หวังซื่อเดินเข้ามาหยุดยังหนุ่มสาวทั้งสอง

“เข้าไปด้านในกันเถิด...ท่าทางแม่นางฟางซินก็เหน็ดเหนื่อยมากเช่นกัน ให้นางได้พักผ่อนเพราะพรุ่งนี้นางต้องออกไปตามหาญาติของนางในหมู่บ้าน”

“ฟางซิน...เจ้าเดินเองได้หรือไม่”

จิ้นเหอหันมาถามหญิงสาวที่เขากำลังประคองไหล่ของนางไว้ ทว่าฟางซินกลับมิได้รู้สึกว่าเขาฉวยโอกาสแต่อย่างใดเพราะแววตาที่เขามองมายังนางนั้นสำแดงความห่วงใยอย่างจริงจัง เขาค่อย ๆ ผละห่างและนางต้องแสดงว่าสามารถเดินเองได้

“ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก มันอาจลำบากแค่เวลาที่ข้าลงจากหลังม้าเท่านั้น หลังจากนี้ข้าช่วยเหลือตัวเองได้”

จิ้นเหอพยักหน้าและเดินนำหน้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ สร้างติดหน้าผาอันเป็นเส้นทางแคบก่อนเข้าไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ภายในโรงเตี๊ยมมีคนนั่งอยู่สองสามคนล้วนเป็นผู้ชาย ที่โต๊ะหนึ่งมีคนยกไหเหล้าขึ้นซดอย่างไม่ยี่หระขณะเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นชายแก่อายุประมาณสักหกสิบกว่าวิ่งเข้ามาหาคนทั้งสาม

“นายท่าน...เชิญครับเชิญนั่ง คนของข้าได้จัดเตรียมห้องพักไว้ให้ท่านแล้วสองห้อง สำหรับท่านกับฮูหยินหนึ่งห้องและเพื่อนของท่านหนึ่งห้อง ไม่ทราบว่าท่านต้องการรับน้ำชาและอาหารก่อนหรือไม่”

“จัดอาหารและน้ำชามาให้เพื่อนของข้าและฮูหยินของข้า จะเป็นอาหารอะไรก็ได้ที่โรงเตี๊ยมของเจ้ามีในตอนนี้”

“ครับท่าน”

เจ้าของโรงเตี๊ยมกุลีกุจอวิ่งกลับเข้าไปด้านในเมื่อได้ยินเสียงจิ้นเหอสั่ง ฟางซินนึกประหลาดใจที่เขายอมรับออกมาว่านางเป็นภรรยาของเขาทั้งที่ไม่ใช่ หรือว่าเขาจะคิดอะไรไม่ดี ประมุขพรรคบุปผาสวรรค์คลางแคลงใจในการกระทำนั้นเหลือที่ นี่เรียกว่าหนีเสือปะจระเข้ บุรุษผู้นี้ที่แท้ฉวยโอกาสทั้งที่พึ่งพบเจอนางแท้ ๆ หรือเขาคิดว่านางก็แค่หญิงอ่อนแอไร้วรยุทธ์ และเมื่อทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะหนึ่ง ฟางซินสังเกตว่าโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งนี้เก่าซอมซ่อ ห้องพักของโรงเตี๊ยมก็คงเก่าเช่นกัน สักครู่เสี่ยวเอ้อร่างท้วมคนเดิมก็นำอาหารมาวางเต็มโต๊ะ หากแต่ฟางซินหาได้ยินว่าจิ้นเหอสั่งเหล้ามาด้วยไม่ มีเพียงน้ำชาส่งกลิ่นหอมอวล แต่แล้วเมื่อนางหยิบตะเกียบขึ้นมาก็ได้ยินเสียงชายที่นั่งซดเหล้าจากไหกล่าวขึ้น

“ข้าล่ะสงสัยจริงว่า...แท้แล้วนางมารหมื่นบุปผาอาจเป็นแค่หญิงตัวเล็กที่มิได้มีพิษภัยหรือแม้แต่จะสู้กับชายอกสามศอกอย่างข้าได้แม้เพียงหนึ่งกระบวนท่า หรือเจ้าว่าอย่างไรฮะ...เสี่ยวเอ้อ”

เสียงนั้นวกวนอย่างคนเมา เสี่ยวเอ้อพยักหน้าและยิ้มรับ

“คงจริงอย่างท่านว่าขอรับ”

“มีเสียงลือมากมายเกี่ยวกับนางมารร้ายผู้นี้ แต่มิเคยมีผู้ใดพานพบตัวจริงของนางสักที เห็นว่านางมีวรยุทธล้ำเลิศเพราะได้ครอบครองคัมภีร์ฟ้าคำราม ถึงขั้นถล่มยอดเขาหวงซานได้ในพริบตา เหอะ!...อาจเป็นแค่เรื่องหลอกพวกจอมยุทธให้กลัวเล่น อยากพบตัวจริงสักครั้ง ข้าจะรวบตัวนางจับทำเมียโทษฐานทำให้คนกลัวคนเสียขวัญ สร้างเรื่องหลอกลวงถึงความอำมหิตน่าหวาดหวั่นไปทั่ว ฮ่าๆๆๆๆ”

ฟางซินเหลือบมองหากแต่ต้องสะกดใจให้นิ่ง นางมีจุดอ่อนที่แก้ไม่เคยหายและเป็นอุปสรรคที่ยังทำให้ฝึกกระบวนท่าสุดท้ายไม่สำเร็จนั่นคือการสยบใจตัวเอง พลังวัตต์และลมปราณในกายนางจะผกผันและปรวนแปรเมื่อเริ่มบังเกิดความโกรธแค้นขึ้นมา

“เชิญกินดื่มตามสบายนะขอรับ...อย่าสนใจคนเมา เดี๋ยวก็คงหลับคาโต๊ะเช่นเคย”

เสี่ยวเอ้อร่างท้วมเดินเข้ามากระซิบกระซาบขณะยกการินน้ำชาให้คนทั้งสาม จิ้นเหอดึงผ้าโพกหัวออก เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองชายเมาแอ๋โต๊ะใกล้ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป