บทที่ 8 8
“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าเป็นใคร เมื่อกี๊เจ้าแอบดูข้าจากหลังคาโรงเตี๊ยมใช่หรือไม่”
เขาถามเสียงกังวานในความหมองของราตรี ฟางซินถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางไม่อาจตอบเขาได้เพราะเกรงว่าจิ้นเหอจะจำได้หากได้ยินเสียงของนางจึงหยุดยืนนิ่งและมองบุรุษงามสง่าผู้มีชั้นเชิงวิทยายุทธอย่างที่นางคาดไม่ถึง เขามิใช่จอมยุทธ์ก็จริงแต่สามารถวิ่งตามนางมาติด ๆ ได้เช่นนี้นับว่ามิใช่ธรรมดาเลย
“ว่ายังไง...ทำไมไม่ตอบข้า หรือว่าเจ้ากลัว”
ฟางซินเอียงหน้าเล็กน้อย นางจับผ้าปิดหน้าเอาไว้และคิดในหนแรกว่าจะใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงลอยหายไปต่อหน้าแต่มีบางอย่างสะกดความรู้สึกของนางมารไว้ หากเป็นคนอื่นนางอาจใช้พลังลมปราณทำลายกำลังและปล่อยทิ้งให้นอนทุรนทุรายกลางป่า แต่นี่คือจิ้นเหอ ซึ่งนางมิอาจทำเช่นนั้นได้ นางมารหมื่นบุปผานิ่งนึกทั้งที่ปกติมิเคยใช้เวลานานหากครั้งนี้กลับเกิดความลังเลในการตัดสินใจทว่าก็มิอาจปล่อยให้เขาล่วงรู้ได้ว่าหญิงสามัญที่เขาช่วยเหลือไว้แท้แล้วคือผู้เยี่ยมฝีมือในยุทธจักร
“เจ้า...”
จิ้นเหอกล่าวได้แค่นั้นก็ต้องผงะด้วยถูกจู่โจมอย่างรวดเร็วฉับพลันจากอีกฝ่ายที่ใช้ชายผ้าแพรจากชุดของนางตวัดพันรอบมือข้างถือดาบ นางออกแรงเพียงน้อยดาบเล่มใหญ่ก็หลุดจากมือของแม่ทัพหนุ่มซ้ำยังตวัดชายผ้าที่รัดข้อมือดึงเขาจนล้มกลิ้งไปอีกทางก่อนที่นางจะลอยตัวคล้ายจะเข้ามาทำร้ายแต่กลับมิใช่เพราะเมื่อจิ้นเหอที่ล้มลงเกลือกบนพื้นเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าร่างอรชรนั้นหยุดนิ่งอยู่ตรงที่เขายืนเมื่อครู่ และเมื่อเขาเพ่งมองก็ต้องตกใจเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสตรีผู้นั้นคือหมาป่าตัวใหญ่ที่นอนส่งเสียยงครางฟืดฟาดหายใจรวยริน แสงจันทร์น้อยนิดหากเขาก็เห็นว่าลำตัวของมันอาบด้วยเลือด หญิงผู้นั้นตวัดผ้าหลุดจากมือของเขา นางหันกลับมาก่อนจะลอยตัวขึ้นสู่ปลายไม้ด้วยวิชาตัวเบาซึ่งจิ้นเหอมิเคยพบเห็นผู้ใดใช้วิชาการต่อสู้แบบจู่โจมได้อย่างฉับพลันและเฉียบขาดเช่นนี้มาก่อน
“แม่นาง...แม่นาง...เจ้าเป็นใคร...กลับมาก่อน”
แม่ทัพหนุ่มรูปงามรีบลุกขึ้นและเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นร่างนั้นลอยละลิ่วหายไปท่ามกลางแสงจันทร์เสี้ยว จิ้นเหอหันกลับไปมองสัตว์ร้ายที่เกือบเอาชีวิตเขา...นี่นางช่วยชีวิตเขาหรือนี่ แต่ก็ไม่เข้าใจเลยว่าสตรีผู้ทำตัวประหนึ่งคิดปองร้ายเพราะแอบฟังเขาคุยกับหวังซื่อที่โรงเตี๊ยมใยจึงเปลี่ยนใจช่วยเขาให้พ้นภัยกระทันหัน แต่นางช่วยเขาจริงล่ะหรือ จิ้นเหอยืนนิ่งนึกอยู่ชั่วครู่ก็คิดได้ว่านี่อาจเป็นแผนล่อหลอกเขาออกจากที่พักหรือไม่ เขารีบเก็บดาบคู่ใจลงฝักก่อนรีบกลับไปยังโรงเตี๊ยมด้วยนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา และเมื่อไปถึงเขาก็เข้าไปในโรงเตี๊ยมทางด้านหน้าโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติและตรงไปยังห้องพักที่อยู่ติดกับห้องของเขา จิ้นเหอยืนนิ่งอีกสักครู่ขณะชั่งใจ เขาปัดฝุ่นทรายออกจากลำตัวก่อนเคาะประตูห้อง
“ฟางซิน...ฟางซิน”
เขาเรียกนางสักครู่ประตูจึงถูกเปิดออก ฟางซินเมื่อเห็นเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ
“จิ้นเหอ...ท่านเรียกข้ามีอะไรหรือ?”
นางถามขณะจิ้นเหอมองเข้าไปในห้องนั้นและกวาดสายตาไปทั่ว สีหน้าของเขาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ฟางซิน...เมื่อครู่นี้เจ้าเห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติบ้างหรือไม่”
นางส่ายหน้า “ไม่นี่คะ ข้าไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ มีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“มีคนลอบฟังข้ากับหวังซื่อคุยกัน เป็นผู้หญิง ข้าตามนางได้ทันแต่นางผู้นั้นเป็นผู้มีวรยุทธ์ ข้าเกรงว่าอาจเป็นพวกเดียวกับไอ้พวกหมู่คนพาลที่ล้อมจะทำร้ายเจ้า”
“แล้วท่านเห็นหรือไม่ว่านางเป็นใคร”
“นางใช้ผ้าปิดหน้าและราตรีนี้แทบไม่มีแสงจันทร์ จึงไม่อาจรู้ได้เลยว่านางเป็นใคร แต่นางมิใช่ธรรมดาเพราะสามารถฆ่าหมาป่าตัวใหญ่ด้วยวิทยายุทธ์ไม่ถึงหนึ่งกระบวนท่า”
“ท่านได้สับประยุทธ์กับนางหรือไม่”
“ข้าพลาดท่าและนางหนีไปเสียก่อน แต่ฝีมือของนางมิใช่ธรรมดาเลย ฟางซิน...นั่นชุดของเจ้าเปื้อนเลือด!”
จิ้นเหอก้มลงมองที่ชายกระโปรงของหญิงสาว ฟางซินชะงักกึก นางมิทันสังเกตด้วยซ้ำว่าชุดของนางเปื้อนเปรอะโลหิต คงเป็เมื่อครู่ที่นางใช้กลีบดอกไม้ปลิดวิญญาณล้มเจ้าหมาป่าดุร้ายตัวนั้นอย่างรวดเร็วฉับไว
“อ้อ...เลือดที่ข้อเท้าของข้าเองนั่นล่ะท่านจิ้นเหอ...เอ้อ...ข้าเผลอเดินสะดุดขาโต๊ะจึงมีเลือดไหลออกมา”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็โล่งใจ แต่เจ้าต้องระมัดระวังตัวเพราะข้าชักไม่แน่ใจว่าจะมีผู้ประสงค์ร้ายอยู่แถวนี้อีกหรือไม่ หากมิมิสิ่งใดแล้วข้าก็คงต้องขอตัวก่อน ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวนเจ้า”
“มิเป็นไร ท่านแสดงความเป็นห่วงข้าก็ซาบซึ้งในน้ำใจยิ่งนัก”
“ฟางซิน”
จิ้นเหอที่หันหลังให้หันกลับมาอีกครั้งและทำให้ฟางซินที่กำลังจะปิดประตูห้องต้องชะงัก
“มีอะไรหรือคะ ท่านจิ้นเหอ”
“ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา หากมีสิ่งใดผิดปกติให้เรียกข้ากับหวังซื่อในทันที”
“ค่ะ”
