บทที่ 9 9

ฟางซินรับคำเสียงผาดแผ่ว หากหัวใจของนางกลับเต้นแรงอย่างน่าประหลาด เขาไปแล้ว แม้จิ้นเหอมิได้แสดงออกถึงการจาบจ้วงล่วงเกินแต่ความเป็นบุรุษผู้มีจิตใจสูงส่งนั้นทำให้นางมารประมุขพรรคบุปผาสวรรค์ผู้มิเคยไว้ใจผู้ใดเกิดความหวั่นไหวดังผาหินถูกคลื่นกระทบ แม้ในส่วนลึกนางกำลังเตือนตัวเองว่าจิ้นเหอมิใช่ชาวบ้านธรรมดา เขาเป็นถึงจอมพยัคฆ์แห่งกองทัพของวังหลวงและจุดประสงค์ของการมายังเขาหวงซานก็เพื่อตามล่าตัวนาง หากเป็นคนอื่นคงต้องฆ่าให้ตายเสียแต่แรกที่รู้ทว่าฟางซินกลับมิอาจบังคับตัวเองให้เกลียดชังเขาได้

ทั้งที่ได้พบกันยังมิทันพ้นราตรี

หญิงสาวอยู่กับความครุ่นคิดของตัวเอง นางถอยหลังและใช้กำลังลมปราณให้บานประตูปิดลง

“เขาช่างเป็นคนดีซะเหลือเกินนะ ฟางซิน”

เสียงที่ดังขึ้นทำให้ฟางซินหันกลับไปข้างหลังและเห็นร่างเพรียวระหงของหญิงสาวใบหน้างดงามผิวขาวผ่องในชุดยาวกรุยกรายสีน้ำเงินนั่งบนขอบหน้าต่างห้องจ้องมองมาด้วยสาตาคมวับราวใบมีด

“มี่อิง...เจ้ามาได้ยังไง?”

ฟางซินถามขึ้น มี่อิง เจ้าของฉายานางมารดอกไม้เงิน เพื่อร่วมสำนักบุปผาสวรรค์ผู้มีความงามล้ำเลิศแต่จิตใจอำมหิตยิ่งกว่าชายอกสามศอก ชอบล่อหลอกบุรุษหนุ่มให้หลงใหลแล้วปลิดชีพด้วยการรัดคอเหยื่อให้ตายอย่างทรมานด้วยก้านดอกไม้หนามอาบพิษ นางเป็นลูกบุญธรรมอีกคนที่เพ่ยหลินรับมาเลี้ยงดู อายุของมี่อิงรุ่นราวคราวเดียวกับฟางซิน แต่เป็นผู้เย่อหยิ่งและทะเยอทะยานหวังจะได้ขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนักแห่งวังบุปผาสวรรค์ ทว่าเพ่ยหลินกลับยกตำแหน่งที่มี่อิงวาดหวังให้ฟางซินด้วยเหตุผลที่นางมีวรยุทธ์สูงกว่า เป็นการสร้างบาดแผลใหญ่ให้นางมารดอกไม้เงินเจ็บลึกและฟางซินรู้ดีว่าผู้เคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกำลังรอวันเอาคืน

“ข้าพบเหมยเหม่ย คนของเจ้า”

มี่อิงกระโดดลงมาก่อนสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ให้บานหน้าต่งปิดลง นางมีกำลังลมปราณกล้าแข็งก็จริงหากก็ยังมิได้แม้เพียงกึ่งหนึ่งของฟางซินที่กำลังจะบรรลุถึงขั้นสุดท้ายในการฝึกวรยุทธจากคัมภีร์เฟิงเหลยและเป็นหนึ่งในสิ่งที่มี่อิงปรารถนาจะได้มันมายิ่งนัก นางมารดอกไม้เงินตวัดสายตาคมวาวไปยังเพื่อนร่วมสำนักซึ่งบัดนี้กลายเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมดในพรรคมาร มี่อิงแสร้งเดินนวยนาดไปล้มตัวลงนอนตะแคงบนเตียงราวกับนางพญา

“คนสนิทของเจ้าบอกข้าว่าเจ้ามาที่หมู่บ้าน ข้าก็เลยตามมา”

“ข้าต้องการสืบให้รู้ว่าผู้ใดฆ่าคนของราสำนักตอนเดินทางไปยังยอดเขางังฮ้วยฮงแล้วป้ายความผิดให้ข้า”

“ฮ่าๆๆๆๆ”

“เจ้าหัวเราะอะไร มี่อิง!”

“หากข้าเป็นประมุขพรรคบุปผาสวรรค์คงมิพักเสียแรงตามสืบเสาะหาคนผิดให้เสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาไปฝึกวรยุทธ์ที่กำลังจับรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้วส่งคนมาสืบหาฆาตกร หากสงสัยผู้ใดก็จับตัวมันไว้แล้วฆ่าเสียให้สิ้นมิต้องปราณี!”

“เช่นนั้นทุกคนล้วนน่าสงสัย แล้วมิต้องฆ่าคนทั้งยุทธภพนี้เทียวรึ”

“เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้ฟางซิน...หากข้าเป็นท่านแม่จะมิปล่อยให้คนใจอ่อนแอกุมอำนาจเพราะพรรคมารมิเคยปราณีชีวิตผู้ใด ฆ่าให้ตายร้อยชีวิตย่อมมิสะเทือนยุทธภพที่มีคนอีกนับหมื่นแสน”

“หากข้าเป็นเจ้าก็อาจทำเช่นนั้น มี่อิง...แต่มันจะมีความหมายอันใดหากฆ่าคนให้ตายเพียงแลกกับการประนามหยามเกียรติจากชาวยุทธภพ”

“อย่าคิดว่าเจ้าสูงส่ง ฟางซิน!”

มี่อิงกระโดดลงจากเตียงพร้อมกับที่บานหน้าต่างเปิดออกด้วยกำลังลมปราณรุนแรง นางก้าวไปหยุดที่หน้าต่างแล้วหันกลับมายังฟางซินด้วยแววตาอาฆาตที่ถูกปรามาสจากคำเสียดสีอันเหนือชั้น

“เจ้ามิได้ต่างจากข้า ก็แค่เด็กกำพร้าที่ท่านแม่เก็บมาเลี้ยง แท้จริงเจ้ามิเคยสงสารผู้ใด เจ้ามิเคยรู้จักความเมตตาหรือรักใครด้วยซ้ำ แต่...เอ๊ะ...หรือว่าตอนนี้เจ้าได้พบรักแท้เข้าแล้ว หนุ่มรูปงามที่ข้าเห็นเมื่อครู่...”

“อย่าแตะต้องจิ้นเหอ!”

“เหตุใดจึงต้องร้อนรนทั้งที่ข้ายังมิทันได้พูดอะไรออกมาด้วยซ้ำ”

“มี่อิง...เราต่างเป็นศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เดียว ใยข้าจักมิรู้นิสัยของเจ้าว่าเป็นเช่นไร ขอบอกไว้ก่อนว่าอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับจิ้นเหอเป็นเด็ดขาด”

“หนุ่มรูปงามผู้นั้นชื่อจิ้นเหอหรือนี่ ที่หวงห้ามเพราะเจ้าคงอยากได้ไว้เองกระมัง...ฟางซิน เจ้าเป็นถึงประมุขพรรคอย่าลืมกฎของสำนักบุปผาสวรรค์ก็แล้วกัน  ผู้ใดผิดกฎปักใจรักต่อชายใดถึงขั้นตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้วไซ้ต้องถูกทำลายวรยุทธ์ด้วยการกลืนพิษกุหลาบพันปีให้กลายเป็นคนวิปลาศแล้วถูกขับไล่ออกจากพรรค แม้แต่คนที่เจ้ารักก็ต้องถูกฆ่าให้ตายต่อหน้าโดยไร้ความปราณี เจ้าก็รู้ดีว่ามิเคยมีใครได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ตัวเองรักแม้แต่ผู้เดียว หรือหากเจ้าทนต่อความต้องการของตัวเองมิไหวก็ทำอย่างข้าสิ มิต้องใช้ชีวิตอยู่กับผู้ใด แค่ลิ้มลองเล่นให้สนุกแล้วฆ่าให้ตายเมื่อพอใจจะตีจาก”

“ข้ามิเคยลืมกฎของพรรค แค่เห็นว่าเขาเป็นคนดี มิใช่ชายที่มองอิสตรีเป็นของเล่นดังเช่นเหล่าคนที่เจ้าเคยพานพบพวกนั้น”

“จำคำพูดของเจ้าไว้ก็แล้วกัน!”

มี่อิงกระโดดขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง ใบหน้าสวยซึ้งของนางเคียดขึ้งด้วยคำสัพยอกของเพื่อนร่วมสำนัก นางจ้องมองฟางซินด้วยแววตาแห่งความอาฆาตแค้น

“ฟางซิน เจ้าอย่าได้ลืมคำพูดของตัวเองเป็นเด็ดขาด หากวันใดที่เจ้าหลงลืมข้านี่แหละที่จะช่วยเตือนความจำของเจ้าะเอง!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป