บทที่ 3 แรกพบสบตา 2
ชายหนุ่มที่โดนหมายหัวเพื่อเงิน พยุงตัวเองลุกนั่งได้แล้วกำลังจะลุกขึ้นยืน
สวบ!
พลันเสียงธนูก็แหวกอากาศมาอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือชายหนุ่มตรงหน้าของหงเหม่ยหลง
นั่นหมายความว่าธนูย่อมตรงมาทางหงเหม่ยหลงเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้นร่างของชายหนุ่มที่กำลังจะลุกขึ้นยืนกลับพุ่งตรงมาข้างหน้าของหงเหม่ยหลง
ฉึก!
เสียงธนูปักลงตรงกลางแผ่นหลังของชายหนุ่มพอดิบพอดี
หน้าของชายหนุ่มเกือบจะชนกับหน้าของหงเหม่ยหลงอยู่แล้ว ห่างกันเพียงปลายจมูกชนกันเท่านั้น
ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดใบหน้างามของนาง พร้อมกับเลือดสดๆ ไหลออกจากปากของชายหนุ่ม
แม้ไม่มีเสียงร้องใดๆเล็ดลอดออกมา แต่ใบหน้าคมเข้มนั้นก็บอกได้ว่าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย
หงเหม่ยหลงตะลึงกับการกระทำของชายหนุ่ม ไม่รู้เพราะสัญชาตญาณหรือความอ่อนแอของเขากันแน่ที่ทำให้เขาพาร่างตนเองมาบังธนูให้นาง
แต่จะเพราะอะไรก็ช่าง
เขา...
ก็มีน้ำใจช่วยนางแล้ว...
“เข้าไปตัดหัวซะ” เสียงคำรามของชายคนหนึ่งออกคำสั่ง“ฆ่าสตรีนางนั้นด้วย จะได้ไม่มีพยานรู้เห็น”
แต่ก่อนที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นจะขยับเท้าเข้ามาทางสองชายหญิง
ใบหน้าซีดเซียวของหงเหม่ยหลงพลันเปลี่ยนเป็นดุดันเหี้ยมเกรียม ดวงตาสีหม่นพลันเปลี่ยนเป็นสีดำขลับเข้มข้นฉายแวววาวโรจน์ มือข้างหนึ่งประคองไหล่ของชายหนุ่มตรงหน้าเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งยืดตรงออกไปทางกลุ่มชายฉกรรจ์
พลันเกิดพลังสายหนึ่งออกจากฝ่ามือเรียวงามของนาง
พลังนั้นกระทบร่างของชายกลุ่มนั้นทันที มีผลให้คนพวกนั้นกระเด็นไปคนละทิศละทางคล้ายเศษกระดาษปลิวว่อน
เงียบ...
ไม่มีเสียงของคนกลุ่มนั้นอีก
และไร้ซึ่งเสียงอื่นใดตามมา
หงเหม่ยหลงคิดว่าพวกมันคงหมดสติกันหมด
หรือไม่ ก็ตาย...
ใบหน้างามที่ฉายแววดุดันเมื่อครู่พลันกลับมาซีดเซียวอีกครั้งพร้อมกับโลหิตสีแดงสดไหลออกมาจากริมฝีปากของนางเมื่อนางไอ
“แค่ก แค่ก” หงเหม่ยหลงไอจนหอบก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง
บุรุษผู้ที่มีธนูปักหลังอยู่ แม้จะยังตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ก็ยังมีสติพอที่จะรับร่างบางนั้นเอาไว้ เมื่อนางสลบไป
แม้แผ่นหลังของหงเหม่ยหลงจะเย็นเฉียบเพราะถูกบุรุษผู้หนึ่งจัดท่าให้นั่งพิงกับผนังถ้ำ แต่ด้านหน้าของนางกลับอบอุ่น เพราะเปลวไฟที่กำลังคุโชน
เขากำลังก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ตัวเขาเองและตัวนาง
แม้นตอนที่นางสติเลือนลางอยู่นั้น นางก็ยังสัมผัสได้ถึงเลือดอุ่นๆที่ไหลออกจากปากแผลของธนูนั่น
นางอยู่บนไหล่ข้างหนึ่งของเขา
เนื้อตัวของเขามีบาดแผลหลายแห่ง
ทั้งยังมีธนูปักอยู่กลางหลัง
แต่เขาก็ยังแบกนางมาด้วย
ที่จริงแล้ว ถ้าเขาทิ้งนางไว้ที่ริมแม่น้ำก็คงไม่เป็นไร
แต่เขาก็ยังพยายาม พานางมาด้วย
ทั้งๆที่ เขาบาดเจ็บสาหัสปานนั้น
“ถ้าทิ้งเจ้าไว้ที่เดิม เกรงว่าคนพวกนั้นฟื้นขึ้นมา เจ้าคงไม่รอด” เหมือนเขาเดาความคิดของนางออก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เย็นชา ใบหน้าไร้อารมณ์
หงเหม่ยหลงลืมตาขึ้นอีกครั้งในจังหวะเดียวกับที่เขาหันหน้ามา
หญิงสาวถึงกับตะลังงันกับบุรุษตรงหน้าเมื่อได้มองเขาอย่างเต็มตา
ใบหน้าของชายหนุ่มแม้จะมอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นดิน เพราะผ่านการต่อสู้มาอย่างดุเดือด แต่ก็ยังคงความหล่อเหลาคมคายดูมีเสน่ห์ของบุรุษเพศเป็นอย่างยิ่ง
หงเหม่ยหลงเพียงเหม่อมองบุรุษตรงหน้าอย่างเผลอไผล
นางไม่เคยพบเจอบุรุษที่มีใบหน้างดงามปานเทพเซียนเช่นนี้มาก่อน
อันที่จริงนางก็สะดุดตากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาตั้งแต่ที่ริมแม่น้ำแล้ว แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไร เพราะเหตุการณ์ที่ริมแม่น้ำทำให้นางไม่มีเวลาคิดสิ่งอื่นใด
ที่ๆนางจากมา สำนักหมื่นโลกันตร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีบุรุษเพศ แต่ที่นั่นมีแต่บุรุษเพศที่หน้าตาโหดเหี้ยมดุดัน
โดยเฉพาะผู้เป็นบิดาของนาง นับได้ว่าหน้าเหี้ยมกว่าผู้ใด
แม้จะมีบางคนที่หน้าตาจัดได้ว่าหล่อเหลา แต่ก็ไม่มีใครเลยที่จะรูปงามเท่าบุรุษตรงหน้าของนางยามนี้ มิรู้ได้ว่าทำไม นางถึง...
“จะจ้องข้าอีกนานหรือไม่” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นอย่างเย็นชาเช่นเดิม แม้สายตาจะไม่ได้มองมาทางนาง
เขาเป็นองค์ชายของราชวงศ์ปัจจุบัน มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นที่เลื่องลือ นามว่า หลี่ซ่งหมิน
เขามิได้แปลกใจอันใดเลยที่มักจะมีบรรดาอิสตรีมองเขาด้วยความหลงไหล แบบไม่วางตา เยี่ยงนางในยามนี้
เหล่าสตรีล้วนเป็นเช่นนี้เมื่อได้เจอะเจอกับเขา
ซึ่งเขาก็มิได้คิดที่จะสนใจอันใดกับสายตาเหม่อมองคล้ายหลงใหลเพียงแรกเห็นอย่างนั้น
เสียงของชายหนุ่มดึงหงเหม่ยหลงที่กำลังเหม่อมองเขาให้ออกจากภวังค์ในทันที
“อ้อ” นางร้องออกมาแค่นั้น พร้อมกับกระพริบตาถี่ๆ
“โทษที ข้าไม่เคยพบเจอบุรุษที่ เอ่อ...ดูดีเช่นท่าน...ท่านช่างดูดีหาใครเปรียบ” นางบอกกล่าวแก่ชายหนุ่มแบบตรงไปตรงมาตามความรู้สึกไม่มีปิดบังใดๆ
ทำเอาสายตาคมของหลี่ซ่งหมินต้องหันกลับมาหงเหม่ยหลงอีกรอบ
