บทที่ 6 บทที่ 5 ขู่เก่ง
และบรรยากาศภายในโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความเงียบเนื่องจากชายหนุ่มไม่อยากให้เด็กสาวสงสัยหรือถามอะไรเยอะจนเกินไปเพราะว่าเขาเป็นคนขี้รำคาญมาก และดูเหมือนว่าเธอจะพอเข้าใจในความเป็นเขา และริชาร์ดเองก็แอบกระซิบให้เธอไม่ต้องเซ้าซี้เขาเยอะ ไม่อย่างนั้นจะโดนดุเอาได้
"อิ่มแล้วเหรอ"
"ค่ะ..."
"แต่เธอกินไปไม่กี่คำเองนะ ไหนบอกว่าอร่อยไม่ใช่หรือไงทำไมไม่กินอีก"
เด็กสาวส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะยกน้ำเย็นที่วางอยู่ข้างจานขึ้นมาดื่ม เธอเพิ่งจะเสียแม่ที่รักมากที่สุดไป ไม่มีกะจิตกะใจที่จะมานั่งกินของอร่อยในเวลาแบบนี้หรอก
"กินอีก"
"คะ... ว่าไงนะคะ"
"บอกว่าให้กินอีก ไม่งั้นฉันจะให้เธอลงไปป้อนข้าวเสือในเวลานี้"
เด็กสาวเบิกตากว้างอย่างตกใจกลัว เธอเป็นคนที่กลัวเสือมากและคิดว่าในป่ามันคือสัตว์ดุร้าย และโหดเหี้ยมที่สุด จึงไม่กล้าเข้าไปเฉียดใกล้ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามแต่
"ไม่นะคะ เวียงพิงค์ไม่ชอบเสือค่ะ"
"งั้นก็กินข้าว"
เด็กสาวเงยหน้ามองสบตากับริชาร์ดผู้ช่วยของนายใหญ่ เขาพยักหน้าเป็นเชิงให้หญิงสาวเชื่อฟังในคำพูดของคุณลูอีส เพราะว่าถ้าดื้อก็จะต้องถูกเขาดุและเธอเองจะรู้สึกอึดอัดไม่มีความสุขในการอยู่ที่นี่
"ก็ได้ค่ะ เวียงพิงค์ขอไม่ไปอยู่กับเสือไม่ไปเลี้ยงเสือได้ไหมคะ"
"ลูกฉันไม่ได้ดุร้ายขนาดนั้น"
"ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเสือมันก็ต้องดุสิคะ มันจะเชื่องเหมือนแมวได้ยังไง"
เธอยังต่อล้อต่อเถียงกับเขาไม่เลิก สัตว์ที่อยู่ในป่าและล่าเหยื่อเป็นอาหารไม่มีทางที่จะเชื่องเหมือนสัตว์เลี้ยง ลูอีสปรายตามองหญิงสาวด้วยสายตาดุจึงทำให้เธอรีบหลบสายตาและกินข้าวต่อ ฝืนกินจนกว่าเขาจะพอใจไม่อย่างนั้นคงได้ไปเลี้ยงเสืออย่างที่เขาพูดจริง ๆ
"กินข้าวเสร็จก็ไปอาบน้ำนอนได้แล้วส่วนเรื่องแม่ของเธอเดี๋ยวพรุ่งนี้ริชาร์ดจะไปจัดการให้"
เด็กสาวมองทั้งสองคนสลับกันก่อนจะยกมือขอบคุณที่อย่างน้อยยังเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอที่แทบไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไร
"ขอบคุณนะคะคุณลูอีส คุณใจดีกับหนูจังเลยค่ะ"
"ก็ถือว่าสงสารลูกหมาลูกแมวไม่ได้เป็นคนใจดีอะไรหรอก"
ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่หญิงสาวก็ยังอมยิ้มรู้สึกว่าเขามีมุมที่น่ารักถึงจะไม่มากก็เถอะ ชายหนุ่มกระแอมออกมาด้วยท่าทีเก๊กขรึม ยกน้ำขึ้นดื่มจนพร่องไปครึ่งแก้วก่อนจะวางลงและลุกขึ้นยืน
"ฉันจะไปหาลูกของฉัน เธอกินข้าวเสร็จก็ขึ้นไปนอนได้แล้ว"
"ค่ะคุณลูอีส"
เด็กสาวก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะกลับหลังเดินขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง นายใหญ่มองตามเธอไปจนลับสายตาก่อนจะเดินไปหาเสือโคร่งลูกชายสุดที่รักที่เขาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเด็ก
และเมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่ของเอสเทอร์เสือโคร่งลูกรักของเขากำลังนอนเล่นอยู่ ท่าทีเหมือนแมวน้อยกำลังรอเจ้าของเข้ามาหา และเมื่อเห็นนายใหญ่แห่ง west valor เสือโคร่งตัวใหญ่ก็ลุกขึ้นเข้ามาออดอ้อนผู้เป็นเจ้านายสุดแสนเชื่องสำหรับสัตว์ตระกูลนี้ ด้วยความที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็กเอสเธอร์จึงไม่มีความดุราวสัตว์ป่า เป็นสัตว์ที่น่ารักเหมือนลูกแมวแสนเชื่องเพียงตัวหนึ่งเท่านั้น
"เอสเธอร์ลูกพ่อ กินข้าวอิ่มหรือยัง"
พูดไปพลางลูบขนสัตว์เลี้ยงด้วยความอ่อนโยน เอสเธอร์ใช้ใบหน้าคลอเคลียกับเรียวขาของผู้เป็นเจ้านาย สมองอันชาญฉลาดสั่งเอาไว้ว่าเขาคือผู้ที่มีพระคุณและเลี้ยงดูให้สุขสบายอย่างเช่นวันนี้ และเมื่อเป็นแบบนั้นเสือโคร่งจึงไม่เคยขู่คำรามใส่เขาแม้แต่ครั้งเดียว แต่สำหรับคนอื่นตามสัญชาตญาณเอสเธอร์จะไม่ค่อยชอบและจะไม่ให้เข้าใกล้เป็นอันขาด
"เดี๋ยวพ่อจะออกไปข้างนอก เอสเธอร์นอนพักผ่อนนะ"
เจ้าเสือโคร่งแสนเชื่องขยับตัวนอนลงจ้องมองเจ้านายด้วยแววตาไม่ดุร้าย เขายิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อยขยับตัวเดินออกไปจากตรงนั้นก่อนจะขึ้นรถเพื่อไปยังผับของเพื่อนสนิทอีกคน
และเมื่อมาถึง Veronica ผับชื่อดังในย่าน west valor ชื่อร้าน Veronica โดยปกติเขาจะมาดื่มที่สาขาใหญ่เป็นหลัก และยังมีสาขาย่อยอีกหลายสาขา เพราะว่าเจ้าของร้านเป็นเพื่อนสนิทของเขาตั้งแต่ยังเด็กวัยอายุไล่เลี่ยกัน ในกลุ่มเพื่อนมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน เขาคือลูอีส อาร์โนลด์ เจ้าของกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย อีกคนชื่อลูคัส ธีโอดอร์ เจ้าของผับ Veronica ที่มีสาขาหลายสาขา ส่วนอีกคนชื่อ คริสโตเฟอร์ เอลิกัน เจ้าของภัตตาคารอาหารยุโรปสุดหรู ภายใต้ชื่อ allergan เบื้องหน้าเขาคือเจ้าของธุรกิจแต่เบื้องลึกเบื้องหลังของเขาคือเจ้าพ่อปล่อยเงินกู้ให้กับมาเฟียทั่วเอเชีย ส่วนคนสุดท้ายในกลุ่มชื่อ ไมลล์ เวลลีย์ แล้วของธุรกิจเรือสำราญภายใต้ชื่อ Pandorica ธุรกิจของเขาเรียกว่าใหญ่ที่สุดในโซนเอเชีย ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งเลยแหละ
"ยินดีต้อนรับครับคุณลูอีส นายใหญ่แห่ง west valor เชิญที่โซน VIP ได้เลยครับ เพื่อนคนอื่นมากันพร้อมแล้ว"
บอดี้การ์ดผายมือเชิญชายหนุ่มให้ขึ้นไปยังโซน VIP เป็นที่นั่งประจำของบรรดาแก๊งพวกเขา นายใหญ่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปตามทางด้วยความคุ้นชิน ปรายตามองโดยรอบบรรยากาศดูสบาย แสงไฟสลัวๆ ดูมีชีวิตชีวาแก่ผู้เข้ามาท่องเที่ยวยามราตรี บรรดาพวกเพื่อนของเขานั่งอยู่บนโต๊ะบาร์ทรงสูง ในมือมีแอลกอฮอล์ตัวโปรดถือไว้ เสียงเพลงจากนักดนตรีกำลังบรรเลง นักท่องเที่ยวที่หลงใหลในเสียงดนตรียามค่ำคืนกำลังแดนซ์อยู่หน้าเวทีอย่างสนุกสนาน จิตวิญญาณของนักดนตรีสามารถเอนเตอร์เทนผู้คนให้มีส่วนร่วมในเสียงดนตรีพร้อมเพรียงกันลุกขึ้นเต้น
นายใหญ่แห่ง west valor ตบบ่าทักทายเพื่อนสนิทขยับเก้าอี้ทรงสูงเข้ามาใกล้ตัวก่อนจะขึ้นไปนั่งกวักมือเรียกพนักงานให้มาเสิร์ฟเครื่องดื่ม
"ขอไวน์ที่แพงที่สุดในร้านมาขวดหนึ่ง"
"มาถึงก็จัดไวน์ตัวแพงเลยนะ หงุดหงิดอะไรมาหรือเปล่าดูท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่"
"มีเรื่องให้หงุดหงิดใจนิดหน่อยแต่ก็ช่างเถอะฉันจัดการได้ ว่าแต่คืนนี้จะกลับกันกี่โมงล่ะ"
เขาเปลี่ยนประโยคสนทนาคุยกับเพื่อนเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ลูอีสเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง และบางอย่างเขาก็ไม่ได้อยากให้ใครรับรู้ และพวกเพื่อนๆรู้ดีถึงไม่เคยเซ้าซี้ถามจนกว่าเขาจะพูดออกมาเอง
"ก็อาจจะอยู่ดึกไม่ได้พรุ่งนี้ต้องไปเคลียร์งานแต่เช้า"
"กูก็เหมือนกันว่ะ จะไปตามล่ามาเฟียสักหน่อยไม่ยอมคืนเงินสักทีสงสัยต้องตามไปเก็บ"
คริสโตเฟอร์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ใครที่มากู้ยืมเงินกับเขาแล้วมันกล้าที่จะชิ่งไม่ยอมจ่าย เขาจะส่งคนตามล่าไปทุกที่จนกว่าพวกมันจะยอมคืนเงินหรือไม่อย่างนั้นก็ปล่อยให้หนีหัวซุกหัวซุนจนหายจากโลกนี้ไปเอง
"กูว่ามึงปล่อยให้แต่พวกที่มีปัญญาคืนก็พอ ไม่งั้นก็ต้องมาตามทวงเสียเวลาเปล่าๆ"
"ไม่เป็นไรหรอกกูรวย เศษเงินนิดหน่อยไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และการไล่ล่าพวกที่หนีหัวซุกหัวซุนไร้ที่พึ่งมันก็เป็นละครที่สนุกดี"
คริสโตเฟอร์ยิ้มมุมปากออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ และเมื่อเพื่อนอีกสามคนเห็นใบหน้าของเขาถึงกับส่ายหน้าออกมาอย่างเหนื่อยใจ
"หาอะไรทำเถอะดูเหมือนมึงจะว่าง"
ไมลล์เอ่ยแซวเพื่อนด้วยท่าทีขำขัน ลูอีสทำเพียงแค่ยิ้มมุมปากออกมาเท่านั้น คนอย่างเขาพูดน้อยและเป็นผู้ฟังที่ดีเสียมากกว่า ปล่อยให้พวกเขาคุยกันไปรอฟังและเสนอความคิดบ้างเพียงแค่เท่านั้นพอ
"มาดื่มไวน์แพงๆเป็นเพื่อนกูหน่อยสิ"
"จัดมาเลยครับเพื่อน ของฟรีที่ราคาแพงหลักแสนพวกกูชอบ"
