บทที่ 10 คำขอ

“แล้วกูจะบิลต์ให้บรรยากาศมันน่ากลัวทำไมวะ?”

ผมด่าตัวเองก่อนจะก้าวเท้าไปยืนอยู่หน้าห้องสุดท้าย ห้องนี้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในปีกซ้าย มุมดีเสียด้วยเพราะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกที่ติดกับสระบัวสีแดงขนาดใหญ่ หากมองออกไปจากหน้าต่างของห้องนี้จะเห็นวิวสระบัวกว้างขวางทอดตัวยาวจนถึงแนวรั้ว มองเลยไปจะเป็นคลองขนาดใหญ่ที่แยกมาจากแม่น้ำแม่กลองอีกที

ผมค่อย ๆ ผลักประตูเข้าไปอย่างเตรียมตัวเตรียมใจจะรับมือกับความหนาของฝุ่นในห้องนี้เพราะมันเป็นห้องริม ล้อมรอบไปด้วยประตูหน้าต่าง ช่องลม และทางออกระเบียงขนาดใหญ่ ลมแม่น้ำอาจจะพัดเอาทรายเอาฝุ่นเข้ามาสะสมไว้มากมายก็เป็นได้ แต่แล้วผมก็ต้องแปลกใจ เพราะเมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับไม่เป็นอย่างที่ผมคิดเลยสักนิดเดียว

“ว้าว!”

ผมต้องเปล่งเสียงอุทานออกมาเพื่อระบายความประหลาดใจนั้น เพราะห้องทั้งห้องสะอาดสะอ้านเงาวับราวกับมีคนคอยปัดกวาดเช็ดถูอยู่ทั้งเช้าทั้งเย็น บานหน้าต่างเปิดกว้างทุกบานเพื่อรับลม ตู้โต๊ะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เตียงนอนสี่เสาแบบโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ผ้าปูที่นอนตึงเป๊ะราวกับเพิ่งถูกจัดแต่งอย่างดีโดยฝีมือนักการโรงแรม

ผมค่อย ๆ วางอุปกรณ์ทำความสะอาดลงไว้ตรงประตูห้อง แล้วก้าวเท้าเข้าไปอย่างลอย ๆ ผมละเลยที่จะหาเหตุผลว่าใครเป็นคนทำมัน ยามเมื่อสัมผัสกลิ่นหอมที่ลอยผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะประสาทรับกลิ่นของผม

“กลิ่นอะไร หอมจัง”

ในสมองของผมผุดคำตอบขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่ามันคือกลิ่นของเกสรดอกบัว ปกติกลิ่นของมันไม่ได้กำจายขนาดนี้นี่นา หากไม่ได้เอาดอกมาสูดดมแรง ๆ คงเพราะใกล้ค่ำแล้วสินะ ดอกบัวสายในสระคงพากันเบ่งบาน พอลมพัดจึงพาเอากลิ่นหอมอบอุ่นของมันเข้ามาถึงในนี้

ผมเอื้อมมือแตะลงบนเตียง ก็พบว่ามันนุ่มน่านอนเหลือเกิน กลิ่นของมันหอมสะอาด ไม่มีกลิ่นอับเหมือนเครื่องนอนในสามห้องที่ผ่านมา

“ป้าปรางค์คงยังทำความสะอาดห้องฝั่งขวาไม่เสร็จหรอกมั้ง อย่างนั้นนินิวของีบสักหน่อยนะป้า แล้วค่อยลงไปช่วยยายพร้อมกัน”

ถือโอกาสนอนพักเอาแรงหน่อยก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวป้าปรางค์ก็คงมาเรียกผมเองนั่นแหละ แฮร่… ก็มันเมื่อยนี่นา

ผมไม่แน่ใจนักว่านี่ผมกำลังตื่นหรือว่ากำลังฝัน รู้แต่ว่าตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่ที่ระเบียงห้องนอนห้องนั้น และผมกำลังมองลงไปที่สระบัวสาย มันมีสะพานไม้เล็ก ๆ ที่ยื่นเข้าไปในสระระยะสั้น ๆ ราวสักสองเมตร และผมเห็นว่ามีคนคนหนึ่งยืนอยู่บนนั้น!

มันคงไม่ชวนให้ขนลุกสักเท่าไร หากชายคนนั้นจะไม่อยู่ในชุดไทยโบราณ นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำตาล สวมเสื้อราชปะแตนสีงาช้าง ใส่ถุงเท้ายาวสีดำกับรองเท้าหนังสีเดียวกัน ไว้ผมรองทรง และในมือของเขาถือไม้เท้า!

“นั่นมัน…”

ในคราแรก ผมคิดว่าชายคนนั้นคือชายในภาพวาดที่เห็นตรงบันได แต่ทว่า… ทันทีที่ผมคิดเช่นนั้น เขาก็หันมาทางผมอย่างช้า ๆ ทำให้ผมเห็นใบหน้าของเขาชัดเจนแม้ว่าเราจะอยู่ห่างกัน

“เอ็งอยากได้เรือนหลังนี้ใช่หรือไม่ ข้าจะยกให้เอ็ง แต่เอ็งต้องทำบางอย่างให้ข้า”

“ทำอะไรครับ?”

ผีห่าตนไหนก็ไม่รู้ครับที่ทำให้ผมถามออกไป ทั้ง ๆ ที่ในใจก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าลึกลับเกินกว่าจะเรียกว่าคน อาจเป็นเพราะสิ่งตอบแทนที่ผมจะได้เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ผมเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นเจ้าของมัน จึงทำให้ผมหลงลืมคิดถึงความเป็นไปได้ที่มันแทบจะไม่มีเลย

ทันใดนั้น ใบหน้าของชายคนนั้นก็กลับมาอยู่ใกล้ผมจนน่าตกใจ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขาลอยมาหาผม แต่เป็นเพราะว่าตัวผมเองที่วาร์ปมายืนอยู่บนสะพานไม้กับเขาได้ยังไงก็ไม่รู้

‘กูหายตัวได้เหรอวะ?’

ชายคนนั้นจ้องเข้ามาในตาของผม “กลับไปแก้ไขเรื่องราวในอดีต” 

แล้วเขาก็สั่งด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่มันเจือไปด้วยการขอร้อง แววตาของเขาแข็งกร้าว แต่ก็เจือไปด้วยความคาดหวัง นั่นยิ่งทำให้ผมอยากรู้ว่าเขาต้องการที่จะแก้ไขอะไร

“แก้ไขอะไร แล้วอดีตของใครเหรอครับ?” ผมรีบถาม 

เขายังไม่ตอบในทันที ทำเพียงหลุบตาลงต่ำ เหมือนกำลังซ่อนแววบางอย่างเอาไว้ แล้วเขาก็ค่อย ๆ เดินวนรอบตัวผม เสียงลงส้นเท้าหนักแน่นกอปรกับเสียงของไม้เท้าที่ถูกตอกลงบนพื้นสะพานไม้ดังก้องเป็นจังหวะเหมือนนับถอยหลัง ก่อนที่มันจะหยุดลงเมื่อเขาก้าวไปยืนอยู่ด้านหลังของผม

ผมกำลังจะหมุนตัวไปหา พลันก็รู้สึกถึงแรงฝ่าเท้าที่กระแทกเข้ามาที่กลางหลัง!

ตู้ม!

แล้วผมก็ลอยหวือลงไปในสระน้ำ!

“ลุง! มาถีบผมทำไมเนี่ย!?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป