บทที่ 6 ไม่ทันพบ

“จะรีบไปตายที่ไหนวะ” 

ผมปากไวก็เลยตะโกนด่าออกไป และทันใดนั้นมันก็เบรกเอี๊ยดรออยู่เบื้องหน้า

“ปากหมาจริงเลยมึง” พิพิมหันมาด่าผม คงเพราะกลัวว่าจะมีเรื่อง “เขามีปืนหรือเปล่าก็ไม่รู้ คนรวยเดี๋ยวนี้ยิ่งหัวร้อนอยู่ด้วย”

“มันได้ยินได้ไงวะ?” ผมงงหนักว่าไม่ได้ตะโกนดังสักเท่าไร แม่ง รถราคาตั้งหลายล้าน ไม่กันเสียงภายนอกมั่งเลยหรือไง

แต่ยังไม่ทันที่เราสองคนจะไปถึง เจ้าของรถก็เหยียบคันเร่งออกไป ผมกับพิพิมจึงพ่นลมออกมาอย่างโล่งใจ นึกว่าจะไปไม่ถึงห้างเสียแล้ว

ไม่นานพิพิมก็พามอเตอร์ไซค์คู่ใจที่มีผมนั่งซ้อนท้ายสวย ๆ มาจอดนิ่งตรงสี่แยกไฟแดงสุดท้ายก่อนที่จะมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำ แล้วอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงห้างที่ว่า แต่ตอนมอเตอร์ไซค์จอดนิ่งมันร้อนฉิบหาย จนผมต้องก้มหน้าหลบไม่ให้แดดเลีย

ก่อนไฟเขียวเพียงสองวินาทีผมก็ได้ยินเสียงเบิร์นยางรถยนต์ พอเงยหน้าขึ้นมามองก็ทันได้เห็นท้ายรถคันนั้นที่เพิ่งออกตัวไปจากที่จอดอยู่ข้าง ๆ แหม! ไม่ทันได้สังเกตว่าจอดอยู่ข้างกันจะเคาะกระจกขอดูหน้าสักหน่อย

“สงสัยจะรีบไปตายจริง ๆ” ผมแช่งรอบสอง

คราวนี้พิพิมไม่ได้ตำหนิอะไรผม เพราะมันกำลังตั้งหน้าตั้งตาบิดคันเร่ง คงกลัวว่าจะไปไม่ทันได้เจอเมนของมันนั่นแหละ 

ในระหว่างที่เรากำลังจะข้ามสะพาน ก็พบว่ามีรถจอดหลบอยู่กลางสะพานหลายคัน คนเริ่มลงมาจากรถ มีหลายคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง ผมจ้องมองเข้าไปก็พบว่าราวสะพานมีร่องรอยของความเสียหาย สงสัยจะเกิดอุบัติเหตุ

“คนมุงดูอะไรกันวะ?” พิพิมผ่อนคันเร่งลง พลางก็หันมาถามผม ท่าทางมันอยากรู้อยากเห็นมาก

ผมพยายามชะเง้อมองก็ไม่พบอะไร “สงสัยมีรถตกลงไปในแม่น้ำมั้งมึง” ได้แต่ตั้งข้อสงสัยตามสิ่งที่เห็น

“เออว่ะ ราวสะพานหักเลยมึง” พิพิมก็เห็นด้วย

“สาธุ” ผมรีบยกมือท่วมหัว “ขอให้เป็นรถเบนซ์คันนั้นทีเถอะ”

“นี่มึงแช่งเขาเป็นครั้งที่สามแล้วนะ ระวังเหอะถ้าเขาตายจริง ๆ เขาจะมาหามึง” พิพิมหันมาด่า ก่อนจะเริ่มบิดคันเร่งอีกครั้ง

ผมยักไหล่ พลางก็พูดลอย ๆ “มาก็ดีดิ กูจะได้ขอหวย” วินาทีนั้นผมคิดแบบนั้นจริง ๆ นะครับ คนกำลังหาตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับออสเตรเลียพอดี

แล้วเราก็ปล่อยไทยมุงไว้ด้านหลัง มุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนั้น พอหาที่จอดได้ พิพิมก็ลากผมเข้ามาด้านใน พอได้ไอแอร์เย็น ๆ ผมค่อยรู้สึกดีแล้วก็ใจเย็นลงหน่อย

พิพิมชะเง้อหาพื้นที่ว่างเพื่อจะได้แทรกตัวเข้าไป มือหนึ่งกอดกล้องถ่ายรูปที่คล้องคออยู่ ส่วนอีกมือก็ลากแขนผม

“มายืนตรงนี้จะได้เห็นหน้าพี่พร้อมชัด ๆ”

อ้อ คุยกันมาตั้งนานเพิ่งรู้ว่าเมนมันชื่อพี่พร้อม

“พร้อมไหนวะ?” แสดงว่าไม่ได้ดังมาก ผมถึงไม่เคยได้ยินชื่อ

“เมื่อก่อนเขาเป็นมือกลองวง Yesterday ไง แต่พี่เขาติสต์แตก วงก็เลยแตกไปด้วย เพิ่งรับงานละครไปได้แค่สองเรื่อง เรื่องแรกกำลังออนแอร์ แต่เรตติ้งพุ่งกระฉูด ดังชั่วข้ามคืน ออกงานที่ไหนห้างแตกที่นั่น ส่วนเรื่องที่สองเพิ่งจะเปิดกล้อง จะมาถ่ายทำแถวบ้านเราด้วยนะมึง”

พิพิมเล่าถึงเมนของมันอย่างมีความสุข พลางก็ชะเง้อหาว่าพี่พร้อมของมันจะออกมาปรากฏตัวหรือยัง

สตาฟในงานกำลังวิ่งวุ่นกันอยู่ ส่วนพิธีกรก็พูดแนะนำสินค้าไปเรื่อยเปื่อย คุยกับเจ้าของแบรนด์บ้าง ชวนแฟนคลับกับนักข่าวเล่นเกมบ้าง

“เลยเวลามาตั้งนานแล้วนี่หว่า ทำไมพี่พร้อมไม่ออกมาสักที”   พิพิมบ่นอุบ แล้วก็เริ่มหันไปถามคนข้าง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

“เมื่อกี้พิธีกรบอกว่าอีกไม่เกินห้านาทีพี่พร้อมก็จะถึงแล้ว แต่นี่สิบกว่านาทีแล้วก็ยังไม่ออกมาเลยอะ” แฟนคลับคนนั้นมีสีหน้ากังวล “ปกติพี่พร้อมไม่เคยมางานสายเลยนะ จะติสต์แตกขนาดไหนก็ไม่เคยเกเรหรือเบี้ยวงาน”

“สงสัยวิ่งงานหลายที่มั้ง” พิพิมออกความเห็นบ้าง “ช่วงนี้พี่เขากำลังฮอต”

ผมเริ่มบิดตัวไปมาอย่างแสนเซ็ง เพราะยืนรออยู่นานจนขาแข็ง ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วอีพี่พร้อมของอีพิพิมมันก็ยังไม่โผล่หัวออกมา

“กูไปนั่งรอในร้านกาแฟได้มั้ยอะ”

“ไม่ได้ มึงต้องอยู่คอยถ่ายรูปคู่ให้กูกับพี่พร้อม”

โอ๊ย! คำก็พี่พร้อม สองคำก็พี่พร้อม ผมมองหน้าเพื่อนรักอย่างหมั่นไส้ “มึงเป็นพี่น้องคลานตามกันมาหรือไง อีพิพิม กับ อีพี่พร้อม ชื่อคล้องจองกันอีกต่างหาก” ผมหัวเราะขำ เมื่อเอ่ยชื่อเพื่อนกับเมนของมันออกมาแล้วพบว่าคล้าย ๆ กัน

“กูไม่ได้อยากได้พี่พร้อมเป็นพี่ แต่กูอยากได้เป็นผัว” พิพิมพูดเสียงดัง จนแฟนคลับที่ยืนอยู่บริเวณนั้นหันมามองตาเขียว “เอ่อ ก็… สามีแห่งชาติอะเนอะ” แล้วมันก็ยิ้มแห้ง ๆ รีบแก้ตัว

เรายืนรอกันอยู่อีกสักพักก็เกิดบรรยากาศแปลก ๆ แฟนคลับเริ่มซุบซิบกันแล้วชักชวนกันดูในโทรศัพท์มือถือ มีบางคนเริ่มร้องไห้ บางกลุ่มก็พากันวิ่งออกไปนอกงาน

“เกิดอะไรขึ้นวะ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป