บทที่ 8 ชายลึกลับ
“เขาตายมั้ยวะ?”
ผมรีบถาม แต่เสียงเบาหวิวเพราะกลัวคำตอบ แม้จะอยากรวย แต่ผมก็ไม่อยากได้หวยจากผีตายโหงอะ
“ไม่ตาย บาดเจ็บนิดหน่อย แต่เห็นข่าวว่าโดนกระจกบาดหน้า แผลลึกเชียวละ โคตรสงสารพี่พร้อมเลยอะ เพราะมึงคนเดียว ไอ้เหี้ยนิว”
“อ้าว! เกี่ยวอะไรกับกูอะ?”
“ก็มึงเสือกไปแช่งพี่เขาตั้งสามครั้ง มึงไม่รู้หรือไงว่ามันเป็นลางไม่ดี”
“ข่าวก็บอกอยู่ว่าเขาขับรถเสียหลักตกลงไปเองอะ ไม่เกี่ยวกับกูสักหน่อย”
“ไม่รู้แหละ ถ้าพี่พร้อมเป็นอะไรไปกูเอามึงตายแน่”
พิพิมชี้หน้าผมอย่างคาดโทษ ก่อนจะเดินนำออกไปที่หน้าห้างสรรพสินค้า
“แล้วนี่มึงจะรีบไปไหนเนี่ย กูยังไม่ได้ซื้อของใช้เลย” ผมตะโกนถามไล่หลัง แต่ก็สาวเท้าตามมันออกมาด้วย
“มึงยังมีอารมณ์ไปช็อปปิงอีกเหรอ มานี่เลย” แล้วมันก็โยนหมวกกันน็อกให้ผม “เราต้องรีบไปที่สะพานนั่น ไปช่วยกันอธิษฐานให้พี่พร้อมปลอดภัย”
ด ๆ มีเพียงแววดีใจที่ทอประกายออกมาแวบหนึ่งตอนที่ท่านสบตากับผมเท่านั้น
“นิรินธน์”
ท่านเรียกชื่อผมซ้ำอีกครั้ง ท่านชอบชื่อนี้มากเพราะเป็นชื่อที่ท่านตั้งให้ เพราะผมคลอดในบ้านของท่าน ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะครับว่าผมเกิดในปี พ.ศ. 2545 ปีที่มีเทคโนโลยีทันสมัย การสาธารณสุขก้าวไกล แต่คนที่ทำคลอดผมคือหมอตำแย ที่น่าจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้สืบทอดวิชาความรู้มา และคุณเพียงฝันเป็นคนตัดสายสะดือ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ท่านเมตตาและเอ็นดูผมเป็นพิเศษละมั้ง
“ครับ” ผมตอบรับ พลางก็ออกแรงบีบมือท่าน “คุณท่านเป็นยังไงบ้างครับ” ผมเรียกท่านว่าคุณท่าน เพราะจำมาจากละครที่ดูตอนเด็ก แล้วก็เรียกติดปากมาจนถึงปัจจุบัน
ท่านบีบมือผมกลับ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย “อยากไปแล้ว แต่เขาไม่ยอมให้ไป”
“ใครครับ?” ผมคิดว่าท่านคงหลงตามประสาคนแก่นั่นแหละ พี่พยาบาลบอกผมกับป้าปรางค์ก่อนที่จะพาเข้ามาหาท่าน ว่าคุณเพียงฝันหลงลืมไปมาก บางครั้งก็พูดจาอะไรแปลก ๆ ผมจึงเออออไปกับท่าน เพื่อให้ท่านรู้สึกว่าเราคุยเรื่องเดียวกัน
“คุณทวด” ท่านพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนเต็มที
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะถามอะไรต่อ พี่พยาบาลก็เข้ามาพอดี “หมดเวลาเยี่ยมแล้วค่ะ ปล่อยให้คุณยายพักผ่อนก่อนนะคะ ช่วงนี้คุณหมอเพิ่งเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ ท่านจะนอนเยอะหน่อยค่ะ บางทีคุย ๆ อยู่ก็ทิ้งเราให้พูดอยู่คนเดียว หนีหลับเฉยเลย” พี่พยาบาลพูดติดตลก แต่ประโยคถัดมาของเธอก็ทำให้ผมกับป้าปรางค์ดีใจ “แต่ร่างกายของคุณยายตอบสนองกับยาตัวใหม่ดีทีเดียวนะคะ คุณหมอบอกว่าอาจพากลับไปดูแลที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องนอนติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว”
หลังจากนั้นอีกสองวันป้าปรางค์ก็มาบอกกับผมว่าคุณเพียงฝันกำลังจะออกจากโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ ผมแปลกใจมากเพราะวันก่อนที่ไปเยี่ยมอาการของท่านก็ยังไม่ได้เรียกว่าดี แม้พี่พยาบาลจะบอกว่าดีขึ้นมากเพราะได้ยาตัวใหม่ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นผมก็ถูกป้าใช้ให้ไปช่วยกันทำความสะอาดบ้านกลิ่นโกมุท เพื่อเตรียมต้อนรับคุณเพียงฝันกลับมา
“บ้านหลังใหญ่ยังกับวัง เราทำกันแค่สามคนมันจะเสร็จเหรอป้า?” ผมขนเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาจากห้องเก็บของพลางปากก็บ่น เพราะพอกวาดตามองบ้านหลังใหญ่แล้วใจมันท้อ
“ป้าเอ็งเขาเข้ามาทำความสะอาดอยู่อาทิตย์ละครั้ง มันไม่ได้สกปรกขนาดนั้นหรอก ช่วยกันคนละไม้คนละมือประเดี๋ยวก็เสร็จ เอ็งเองก็ว่างอยู่ไม่ใช่หรือไง” ป้าปรางค์ไม่ได้ว่าอะไรแต่ยายใส่ผมชุดใหญ่ “ถือว่าตอบแทนที่ท่านเคยเมตตาก็แล้วกัน”
“นิวก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยสักหน่อยนี่ยาย แค่กลัวว่ามันจะเสร็จไม่ทันคุณท่านกลับมาพรุ่งนี้เท่านั้น” ผมแก้ตัว
“อย่างนั้นก็รีบลงมือทำ มัวแต่พูดอยู่นั่นเมื่อไรมันจะเสร็จล่ะ”
ยายพรรณีคนขี้บ่นประจำตลาดกวาดพื้นไปบ่นไป ผมไม่อยากจะเถียงด้วยก็เลยเดินถือไม้กวาดอีกอันกับผ้าและกะละมังใส่น้ำที่ป้าปรางค์ยื่นให้ขึ้นไปทำความสะอาดชั้นบน
มุมหนึ่งของบ้านกลิ่นโกมุทที่ผมชอบมากก็คือบันไดสุดแสนอลังการที่ผมกำลังก้าวขึ้นมานี่แหละครับ ขั้นบันไดเป็นไม้สีขาว ราวบันไดเป็นเหล็กดัดสีทองลวดลายวิจิตรงดงาม ทางเดินขึ้นแยกเป็นสองด้านแล้วมาบรรจบกันตรงกลางตรงกับมุขด้านบน ตรงที่พักบันไดนั้นมีภาพถ่ายของครอบครัวกลิ่นโกมุทตั้งแต่สมัยคุณเพียงฝันยังเป็นเด็ก แต่บรรดาผู้คนในภาพเหล่านั้นผมรู้จักและเคยเจอแค่คุณเพียงฝันคนเดียว
ก็จะเคยเจอคนอื่นได้ยังไงล่ะครับ ขนาดคุณเพียงฝันยังแก่ขนาดนั้น ป่านนี้คนอื่น ๆ คงตายเป็นผีบรรพบุรุษหรือไม่ก็ไปเกิดใหม่กันหมดแล้วละ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็เกิดมีลมวูบหนึ่งพัดผ่านศีรษะของผมไป ผมรีบหันซ้ายแลขวาว่ามันพัดมาจากทางไหน ก็หาความเป็นไปได้ไม่เจอเลยครับ
“หน้าต่างก็ยังไม่ทันได้เปิด พัดลมแถวนี้ก็ไม่มีสักตัว แล้วลมมาจากไหนวะ?”
