บทที่ 2 การเดินทาง
เมื่อลงมาถึงพื้นเรียบร้อยรสิตาจึงเดินเข้าไปยังอาคารผู้โดยสาร หญิงสาวกวาดตามองคนที่เพื่อนบอกว่าจะมารับภายในตัวอาคารซึ่งเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาของสายการบินและของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ก่อนจะกดสมาร์ตโฟนโทรถามไปพลางจนได้คำตอบว่าคนที่มารับเธอนั้นจอดรถรออยู่ที่หน้าอาคารจึงเดินออกไป
หญิงสาวเห็นผู้ชายร่างสูงซึ่งเธอเจอบนเครื่องบินขึ้นรถยุโรปสีบรอนซ์เงินที่มาจอดรอรับ ส่วนตัวเธอหันมองคนที่บอกว่ารออยู่ กระทั่งเห็นชายร่างท้วมผิวคล้ำในเสื้อโปโลสีม่วงเดินปรี่เข้ามาทัก
“สวัสดีครับ คุณรักใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ รักเอง คุณอ้วนใช่ไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยทักพร้อมกับยกมือไหว้ เพราะผู้ชายคนนี้เป็นญาติของกันธิดาเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งมาทำธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กอยู่ในตัวจังหวัดน่าน
“ใช่ครับ ไปขึ้นรถเถอะครับ รถจอดอยู่ด้านโน้น เอากระเป๋ามาครับเดี๋ยวผมช่วยถือ” ชายวัยกลางคนกุลีกุจอเข้ามาช่วยยกกระเป๋า แล้วเดินนำไปที่รถ
รสิตาถอนใจโล่งอก ที่อย่างน้อยวันนี้เธอก็มีที่พักและคนที่รู้จักในเมืองนี้แล้วหนึ่งคน เพราะหลังจากที่เธอไปโวยวายกับกันธิดาเมื่อสองสามวันก่อน ด้วยเรื่องที่น่านนทีส่งอีเมลมาถอนหมั้น ทำให้เธอโกรธจนควันแทบออกหูต้องหาทางระบายออก และบอกว่าจะมาดูหน้าผู้ชายคนนี้ที่จังหวัดน่านให้ได้ แม้กันธิดาจะขัดขวางอย่างไรเธอก็ไม่ยอม
ระหว่างที่คิดว่าจะมาพักที่ไหนดีเพราะไม่เคยมาจังหวัดน่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว และอยากให้การมาที่นี่เป็นความลับ กันธิดาก็นึกถึงญาติคนนี้ขึ้นมา จึงโทรมาหาแล้วบอกว่าให้เธอมาพักที่โฮเทลเล็ก ๆ ของญาติที่นี่ เพราะอย่างน้อยก็จะได้รับความสะดวกหลายอย่าง รวมทั้งได้รับความปลอดภัยกว่าการไปพักโรงแรมอื่นเพียงลำพัง
หญิงสาวนั่งรถผ่านเส้นทางซึ่งเป็นถนนขนาดเล็กแต่เต็มไปด้วยทางแยกและตรอกซอกซอยจำนวนมาก เพียงไม่กี่นาทีก็ถึงที่พักซึ่งชื่อว่าบ้านอิศรา บูติกโฮเทล หญิงสาวก้าวลงจากรถ เธอกวาดตามองการตกแต่งอย่างน่ารัก แม้ไม่ได้หรูหราระดับโรงแรมใหญ่ห้าดาวที่เธอเคยพัก แต่ก็ดูสะอาดและมีความอบอุ่นเหมือนการได้มาพักในบ้านของตัวเอง
หญิงสาวเดินตามชายวัยกลางคนเข้าไปในบ้านพัก ซึ่งเขาเล่าขณะที่นั่งในรถมาบ้างแล้วว่าเป็นบ้านพักที่แบ่งให้เช่าจำนวนแปดห้องซึ่งตกแต่งห้องพักแบบโรงแรม ให้ทุกคนที่แวะมาเที่ยวเมืองน่านได้รู้สึกเหมือนกับที่นี่เป็นบ้านของตนเองที่อยากแวะมาพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศเมื่อไหร่ก็แวะมาได้
“นี่ครับกุญแจห้อง” เจ้าของที่พักหยิบกุญแจห้องพักที่เคาน์เตอร์แล้วยื่นให้ก่อนจะเดินมาส่งที่หน้าห้อง
“พักให้สบายนะครับ ขาดเหลืออะไรก็บอกเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ได้เลย เดี๋ยวผมต้องไปดูแลโรงแรมอีกที่หนึ่ง แล้วจะแวะมาอีกครั้งตอนบ่าย อ้อ ถ้าอยากไปเที่ยวบริเวณใกล้ ๆ ก็เอาจักรยานไปได้ครับ เรามีให้บริการฟรี หรืออยากเช่ารถยนต์ก็แจ้งเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ได้ครับ” ชายวัยกลางคนบอกเสร็จก็เดินออกไป
หญิงสาวจึงไขกุญแจเข้าไปในห้องแล้วกวาดตาดูภายในห้องพักซึ่งเธอจองห้องนี้ไว้เป็นเวลาสองสัปดาห์และจ่ายเงินล่วงหน้าไปจำนวนหนึ่ง ภายในห้องตกแต่งเหมือนกับโรงแรมทั่วไปซึ่งมีตู้เสื้อผ้าแบบบิวด์อิน โต๊ะเครื่องแป้ง ห้องน้ำและโต๊ะเก้าอี้สีขาวตรงปลายเตียงดูสะอาดตา ด้านบนเป็นโทรทัศน์แบบไวด์สกรีนติดผนัง
รสิตาเดินไปเปิดประตูบานเลื่อน มองออกไปเป็นสวนหย่อมและมีพื้นที่นั่งเล่นได้อีกจึงปิดประตู เธอถอยเข้ามานั่งบนเตียงนอนแล้วกดเปิดเครื่องปรับอากาศ
“เอาน่า ก็พออยู่ได้ละ” หญิงสาวพึมพำ เพราะแม้จะไม่ได้หรูหราเท่าห้องนอนที่เธอนอนอยู่ทุกวัน แต่ก็ดูสะอาดและน่าพักอาศัย แล้วที่นี่ก็ดูปลอดภัยแถมยังเป็นของญาติเพื่อนเธออีก ดังนั้นอยู่ที่นี่ก่อนที่จะออกไปตามหาคู่หมั้นและหาหนทางเพื่อทำความรู้จักโดยที่เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใครน่าจะดีกว่า
เมื่อคิดเช่นนั้นจึงเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วนำออกมาแขวนไว้ในตู้จนเสร็จเรียบร้อย พอเดินกลับมานั่งบนเตียงเสียงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าถือก็ดังขึ้น
“ว่าไงยายกัน” หญิงสาวรับสายเพื่อนแล้วเอ่ยถาม
“แค่จะถามว่าเป็นยังไงบ้าง พักได้ไหมที่นั่นน่ะ” เสียงกันธิดาถามอย่างกังวล ซึ่งรสิตาเองก็รู้ว่าเพื่อนคงกังวลกับความเรื่องมากชอบวีนของเธอเป็นแน่แท้
“อือ ก็อยู่ได้น่า แกไม่ต้องห่วงหรอก ถึงฉันจะเป็นคนเรื่องมาก แต่ก็พอรู้อะไรควรไม่ควรหรอกน่า แล้วที่นี่ก็น่าอยู่ดี น้าอ้วนก็ใจดีคุยเก่งแล้วสุภาพดีด้วย ขอบใจแกมากนะยายกัน”
“เฮ้อ โล่งอกไปที ฉันก็กลัวว่าแกจะอยู่ไม่ได้ซะอีก ถ้าไม่ติดว่าฉันต้องไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดเป็นอาทิตย์ก็คงตามแกไปด้วยแล้ว” กันธิดาถอนใจโล่งอก
“ก็ฉันบอกแกแล้วไงเล่า ว่าให้มาทำงานที่บริษัทป๊าฉันน่ะ แกไม่ยอมมาเอง ไม่งั้นแกคงได้ไปไหนมาไหนกับฉันบ่อย ๆ จะลายาวกี่วันก็ได้” รสิตาว่า ก่อนที่คนเป็นเพื่อนจะขึ้นเสียงสูง
“นี่ ยายรัก ฉันเป็นแค่เพื่อนหล่อนนะยะ ไม่ได้เป็นลูกสาวป๊าหล่อน เขาถึงจะให้ฉันลายาว ๆ ได้” ก่อนจะว่าเสียงเบาลง “อีกอย่างฉันทำงานที่นี่มาหลายปีแล้วเป็นสายงานที่ฉันถนัด ได้เพื่อนร่วมงานดีด้วย กลัวเปลี่ยนไปทำงานที่อื่นแล้วเจอเพื่อนร่วมงานขี้อิจฉาเหมือนที่เก่าฉันคงอยู่ไม่ไหวหรอก”
“อือ ๆ ก็ตามใจแก แต่แกห้ามบอกป๊าเด็ดขาดรู้ไหมว่าฉันมาที่นี่ ฉันบอกป๊าไปว่าแกชวนฉันไปเที่ยวภูเก็ต แล้วแกก็อย่าลืมเด็ดขาดเรื่องโทรศัพท์มือถือที่ฉันฝากไว้น่ะ เอามาเช็คอินทุกที่ที่แกไป ให้ป๊าคิดว่าฉันอยู่กับแกรู้ไหม” หญิงสาวกับชับกำชาเพื่อนสนิท จนได้ยินเสียงเพื่อนถอนหายใจระอา
“เออน่า ไม่ต้องย้ำนักหรอก ฉันไม่ลืมแน่ ถ้าลืมฉันก็โดนเฉ่งไปด้วยสิ”
“ก็ฉันกลัวแผนแตกนี่” ว่าเสียงอู้อี้
“ไม่ต้องกลัวหรอก แล้วแกวางแผนหรือยังเรื่องนายน่านนทีคู่หมั้นแกน่ะ ว่าจะไปตามหาเขาที่ไหนยังไง”
“อดีตคู่หมั้นย่ะ” รสิตาย้ำ ก่อนจะพูดต่อ “ก็พอจะรู้ที่อยู่ของเขามาบ้างละ เดี๋ยวฉันต้องออกไปดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเดินทางยังไง”
“มีอะไรก็ถามน้าอ้วนละ แกอย่าทำเรื่องให้ยุ่งก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันต้องเข้าห้องสัมมนาก่อน แค่นี้นะยายรัก” กันธิดาวางสาย รสิตาจึงวางสมาร์ตโฟนไว้บนหัวเตียงแล้วลูบท้องเบา ๆ
“เออ ชักหิวแล้วสิออกไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า” ว่าแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่ามีจักรยานซึ่งเธอสามารถปั่นเล่นบริเวณใกล้ ๆ นี้ได้ หญิงสาวหยิบกระเป๋าถือแล้วเดินออกไปหน้าเคาน์เตอร์เพื่อถามเจ้าหน้าที่
“สวัสดีค่ะ น้าอ้วนบอกว่าที่นี่มีจักรยานให้บริการด้วยไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนคะ”
“อ้อ จักรยานหรือคะ เลือกได้เลยค่ะที่จอดไว้หน้าบ้านนั่นละค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวชี้ออกไปด้านนอก ซึ่งเธอเห็นจักรยานจอดอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวจึงเดินเข้าไปเลือกคันที่เหมาะกับตัวเองแล้วปั่นออกไป
