บทที่ 3 ไม่รักแล้วหรือ
๒
ไม่รักแล้วหรือ
รถยุโรปสีบรอนซ์เงินเคลื่อนเข้าสู่เรือนไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ที่มีป้ายชื่อไม้แกะสลักว่า ‘คุ้มเจ้าแก้วคำ’ ติดอยู่ริมรั้วซึ่งก่อด้วยอิฐแดง เมื่อรถจอดนิ่งสนิทบนถนนภายในบ้านซึ่งรอบข้างปูด้วยหญ้าเขียวขจีและรายล้อมไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับมากมาย ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก็ลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเอกสารก้าวพรวด ๆ ขึ้นบันไดไม้ขัดเงา ปล่อยให้คนขับนำรถเข้าไปจอดยังลานจอดรถข้างบ้านโดยไม่สนใจอีก
“กลับมาแล้วหรือลูก” เจ้าดาริกาหญิงวัยกลางคนร่างบางเดินเข้ามาถามบุตรชายด้วยกิริยานุ่มนวล
“ครับ เจ้าแม่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ เพราะหลังจากเสร็จธุระจากการไปออกบูธที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเขาได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีเพื่อประชาสัมพันธ์โรงแรมในช่วงเช้า พอทำหน้าที่เรียบร้อยก็เร่งกลับเมืองน่านในทันที
“ทำไมรีบกลับนักล่ะลูก น่าจะอยู่เที่ยวกรุงเทพฯ หลายวันหน่อย หรือเยี่ยมน้องสักหน่อยก็ยังดี นาน ๆ เราจะได้ลงไปสักที” ผู้เป็นมารดาว่ามา
เจ้าดาริกาสืบเชื้อสายเจ้าเมืองน่านมาจนเป็นรุ่นสุดท้าย ที่ยังใช้คำนำหน้าชื่อว่าเจ้า ในขณะที่น่านนทีนั้นเป็นรุ่นเหลนซึ่งไม่ได้ใช้คำนำหน้าว่าเจ้าอีกแล้วในปัจจุบัน เพราะการปกครองแบบเจ้านายฝ่ายเหนือได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 หลังจากนั้นรุ่นลูกรุ่นหลานยังคงใช้คำนำหน้าว่าเจ้าอยู่ แต่มาสิ้นสุดในรุ่นเหลน
บิดาของเธอเป็นบุตรของเจ้าแก้วคำซึ่งเป็นเจ้าของคุ้มแห่งนี้ เธอเป็นหลานจึงได้รับคุ้มมรดกหลังนี้สืบทอดต่อกันมา และคุ้มแห่งนี้ก็จะต้องตกเป็นของบุตรชายคนเดียวของเธอต่อไป
“ผมไม่ชอบอยู่กรุงเทพฯ ครับ อยากกลับเมืองน่านมากกว่า ส่วนเรื่องนั้น...ผมบอกเจ้าแม่แล้วนี่ครับ ว่ามันจบไปตั้งแต่ผมส่งอีเมลไปแจ้งท่านเจ้าสัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว”
“น่าน แม่รู้ว่าลูกน้อยใจที่น้องไม่ยอมตอบตกลงเสียที จึงตัดสินใจไปแบบนั้น แต่แม่มั่นใจว่าท่านเจ้าสัวคงดีใจมากหากลูกเปลี่ยนใจ” หญิงวัยกลางคนพยายามเกลี้ยกล่อม เขายิ้มเหยียดมุมปาก
“พอเถอะครับเจ้าแม่ เรารอเขามายี่สิบเก้าปีแล้วนะครับ หากเขาเห็นแก่คำมั่นสัญญาจริง ๆ คงจะไม่ขอยืดเวลามานานขนาดนี้ ตอนนี้ผมอายุสามสิบสองแล้วนะครับ ควรจะเอาเวลาไปมองผู้หญิงคนอื่นบ้าง ไม่ใช่เอาแต่รอโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง” น้ำเสียงนั้นเคร่งขรึมเด็ดขาดแต่ปนด้วยความหม่นหมอง
“แล้วลูกไม่รักน้องรักแล้วหรือจ๊ะ” คำนั้นของมารดาทำให้ชายหนุ่มสีหน้าหม่นลง เขาจะรักคนที่ได้เห็นแต่เพียงรูปถ่ายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คได้หรือ แม้จะรู้มาตลอดว่าเธอเป็นคู่หมั้น แต่ไม่เคยได้เจอหน้ากันอีกเลยตั้งแต่โตมา เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอผ่านภาพถ่ายในเฟซบุ๊กเท่านั้น โดยที่ตัวเธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นใคร เธอเป็นคนสวยน่ารักมีคนติดตามในโลกโซเชี่ยลมากมาย ส่วนเขาเป็นคู่หมั้นกลับทำได้แค่แอบส่องและเผลอกดไลก์ให้บ้างเท่านั้น เพราะไม่อยากเปิดเผยว่าเขาเป็นใคร แล้วมาติดตามเธอเพื่อจุดประสงค์อะไร ด้วยตั้งใจอยู่อย่างสงบ รอจนกว่าเธอจะพร้อม
เขาเคยจะไปหาตอนที่รสิตาเพิ่งกลับจากเมืองนอกใหม่ ๆ แต่ทางฝ่ายนั้นกลับบอกว่ารสิตาไม่ว่างในวันที่เขาจะไป เนื่องจากเธอต้องเดินทางไปต่างประเทศราวหนึ่งสัปดาห์ แต่เขากลับเห็นเธอเช็คอินอยู่ในผับที่เมืองไทย ถ้าหากไม่เห็นว่าในรูปถ่ายนั้นนิ้วนางข้างซ้ายของเธอยังสวมแหวนประจำตระกูลอนันธวงค์เอาไว้ เขาก็คงจะตัดใจไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองมารดาแล้วกล่าวเสียงเบา
“เจ้าแม่ก็ทราบความรู้สึกของผมดีนี่ครับ” คำตอบของบุตรชายทำให้ใบหน้าคนเป็นมารดาหม่นลงเช่นกัน
“แม่รู้ว่าน่านเสียใจที่ต้องตัดขาดไปอย่างนั้น แล้วก็ไม่เห็นว่ามันเป็นความผิดของลูก เพราะหากรอนานไปกว่านี้ ลูกเองก็คงต้องเสียโอกาสได้พบเจอคนดี ๆ ฝ่ายน้องรักก็คงลำบากใจหากเธอไปชอบพอใครแล้วยังติดที่หมั้นหมายอยู่ อย่างที่ลูกเคยเปรย ให้แม่ฟัง”
“ครับ” เขารับคำอย่างขมขื่นเมื่อเห็นว่าช่วงหลัง ๆ มานี้รสิตามักจะไปเที่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่เสมอ แค่มองแววตาในภาพถ่ายก็รู้แล้วว่าผู้ชายคนนั้นรู้สึกอย่างไรกับคู่หมั้นของเขา แม้ว่าการไปเที่ยวด้วยกันนั้นจะไปด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนสนิทของเธอก็ตาม แล้วเขาจะกล้ารออยู่อีกหรือเมื่อคิดว่าการรอของเขาอาจสร้างความทุกข์ใจให้กับอีกฝ่าย
“ผมขอตัวเข้าห้องก่อนนะครับเจ้าแม่” น่านนทีกล่าวขอตัวอย่างนุ่มนวล
“จ้ะ ลูก” คนเป็นมารดาเอ่ยอนุญาตก่อนจะมองตามหลังบุตรชายด้วยแววตาห่วงใย
