บทที่ 5 สุดที่รัก

ระหว่างที่ขับรถไปยังโรงแรมเวียงแก้วคำน่านนทีคิดแล้วคิดอีกว่าจะทำอย่างไรกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นี้ดี ในที่สุดเขาคิดว่าควรทำเป็นแสร้งไม่รู้จักเธอต่อไป แล้วเปิดเผยสถานะว่าเขาเป็นใครเห็นจะดีกว่า เพราะอย่างไรก็คงไม่สามารถปิดบังได้ว่าเขาเป็นใครหากเธอสอบถามเอากับพนักงานในโรงแรม เพื่อเขาจะได้รู้ว่าเธอต้องการจะทำอย่างไรต่อไป หากเธอได้รู้จักตัวตนของเขาแล้ว เธอจะเปิดเผยตัวตนของตัวเองหรือไม่ หรือตั้งใจที่จะปกปิดไว้ต่อไป

ระหว่างทางเขาไม่ถามไถ่ว่าเธอชื่ออะไร เช่นเดียวกับที่เธอไม่ได้ถามเขาเช่นกัน เมื่อรถมาจอดถึงโรงแรมเขาจึงเอ่ยว่า “เมื่อกี้นี้คุณบอกว่าจะมากินข้าวที่นี่ ได้นัดใครไว้หรือเปล่าครับ” หญิงสาวส่ายหน้า

“ถ้าอย่างนั้น ผมถือโอกาสเลี้ยงอาหารเป็นการไถ่โทษที่ทำให้คุณเจ็บตัวสักมื้อแล้วกันนะครับ อิ่มแล้วผมจะได้ขับรถกลับไปส่งคุณที่รถจักรยาน” หญิงสาวนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้า เพราะในช่วงเวลานี้เขาคือเพื่อนคนเดียวของเธอ จึงไม่ควรปฏิเสธเพราะดูแล้วเขาก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร ทั้งสุภาพและอ่อนโยน

“ก็ดีเหมือนกันค่ะ ฉันก็ไม่รู้จักใครที่เมืองน่านสักคน ถือว่าคุณเป็นเพื่อนก็แล้วกันค่ะ”

“ครับ งั้นเชิญด้านในเลยครับ”

เมื่อรู้ตัวว่ากำลังเข้าถ้ำเสือรสิตาก็ใจเต้นตูมตามขึ้นมา แต่ก็เดินตามชายหนุ่มเข้าไปในโรงแรมด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย ไม่แสดงอาการตื่นเต้นใด ๆ ออกมาให้เป็นพิรุธ ว่าเธอกำลังมาสืบหาความลับของเจ้าของโรงแรม

หญิงสาวกุมมือตัวเองเพื่อลดความตื่นเต้น จึงสัมผัสกับแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย เธอจึงนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรให้ใครที่นี่เห็นแหวนวงนี้ จึงรีบหมุนหัวแหวนทันที ให้บนหลังมือดูเหมือนสวมแหวนทองเกลี้ยงไว้เท่านั้น

เมื่อเดินเข้าไปในโรงแรมรสิตารู้สึกงุนงงเมื่อพนักงานโรงแรมทุกคนยกมือไหว้เขาราวกับบุคคลพิเศษ จนกระทั่งพนักงานคนหนึ่งถือแฟ้มเอกสารมาหาเขาแล้วเอ่ยว่า

“คุณน่านนทีคะ รบกวนเซ็นเอกสารให้หน่อยค่ะ”

น่านนที!

รสิตาเบิกตาโพลง หัวใจเธอแทบหลุดไปอยู่ตาตุ่ม คนที่เธอเดินตามหลังอยู่นี่คือ ‘น่านนที’ อดีตคู่หมั้นอย่างนั้นหรือ โลกใบนี้มันกลมเกินไปหรือเปล่า หญิงสาวกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ลงคอ เธอจะทำอย่างไรดี

น่านนทีอ่านเอกสารที่พนักงานสาวยื่นให้ ก่อนจะจดปากกาลงเซ็นแล้วหันมาหาคนที่ตามมา เขาผุดยิ้มมุมปากเมื่อเห็นใบหน้าซีดราวไก่ต้ม

“เอ่อ คุณคือ...” หญิงสาวเอ่ยตะกุกตะกัก

“ครับ ผมน่านนที ทำงานอยู่ฝ่ายบริหารของโรงแรมนี้” เขาตอบด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยชวนอย่างสุภาพ

“เชิญคุณผู้หญิงทางนี้ครับ ห้องอาหารของเราอยู่ชั้นสาม” เขาผายมือไปยังลิฟต์พร้อมส่งยิ้มหวานมาให้ราวกับเธอเป็นลูกค้าแสนพิเศษ เธอยอมรับว่าเขายิ้มสวยและมีเสน่ห์ แต่เธอเกลียดนักเชียว

เขาส่งยิ้มแบบนี้ให้ผู้หญิงทุกคนหรือยังไง?

“คะ..ค่ะ” แค่คำว่าค่ะ เธอยังตอบได้ไม่ชัดถ้อยชัดคำ ตอนนี้มือไม้เริ่มสั่นมากขึ้นทุกที

เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นสามเขาก็ผายมือเชิญให้เธอเดินนำออกไป ส่วนเขาก็เดินตามมา แล้วก้าวแซงหน้าไปเปิดประตูกระจกเข้าไปยังส่วนโซนห้องอาหารให้อย่างเอาใจ จากนั้นก็เดินนำไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่โดยมีพนักงานเดินตามด้วยท่าทีนอบน้อม เขาเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม รับเมนูอาหารจากพนักงานมายื่นให้เธอพร้อมกับโปรยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์มาให้อย่างเคย จนหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าแก้มร้อนวาบ

“เชิญสั่งเลยครับ อาหารที่นี่ผมรับรองว่าอร่อยทุกอย่าง”

หญิงสาวก้มหน้าก้มตาดูเมนูอาหารเธอรู้สึกเบลอไปหมดไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหิวหรือความตื่นเต้นตระหนกตกใจกันแน่ จึงหลับหูหลับตาสั่งมาสามสี่อย่าง เขาหันไปสั่งอาหารเพิ่มจากรายการที่เธอสั่ง แล้วยื่นเมนูคืนให้พนักงาน

“เอ่อ เราก็คุยกันมาตั้งนานแล้ว ผมแย่จังที่ยังไม่ได้ถามชื่อคุณเลย”

รสิตาอึ้งไปชั่วครู่ ในขณะที่ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามโปรยยิ้มให้เธอด้วยแววตาแปลก ๆ

“ชะ..ชื่อหรือคะ” มีอาการงุนงงจนนึกไม่ออกชั่วคราวว่าเธอควรจะชื่ออะไรดี ก่อนหน้านี้ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะมาเจอเขาในทันทีที่เข้ามาในโรงแรมนี้ นึกว่ามีเวลาพอที่จะวางแผนหากรู้จากพนักงานแล้วว่าใครคือน่านนที แต่ในเวลานี้มันฉุกละหุกเกินไป เธอคิดชื่อใหม่ไม่ทัน วินาทีนี้เธอคิดถึงบิดามากที่สุด ถ้าท่านอยู่ด้วยคงคิดชื่อเพราะ ๆ ให้เธอได้อีกมากโข แล้วตอนนี้เธอจะชื่ออะไรดี ในวินาทีเร่งด่วนสมองของเธอกลับตีบตันจนคิดอะไรไม่ออก

“ชื่ออะไรหรือครับ อย่าบอกนะว่าจักรยานล้มเมื่อสักครู่นี้ทำให้สมองคุณกระทบกระเทือนจนจำชื่อตัวเองไม่ได้แล้ว” เขาเย้าเสียงนุ่ม ๆ

“สะ...สุทธิรักษ์ค่ะ” หญิงสาวบอกชื่อบิดาไปแล้วกะพริบตาปริบ เธอเอาชื่อพ่อมาเป็นชื่อตัวเองได้อย่างไร

ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะจนท้องแข็งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“อ้อ ชื่อ ‘สุดที่รัก’ หรือครับ เก๋ดีนะครับ” พูดแล้วยิ้มเขิน ๆ

หญิงสาวอ้าปากค้างเธอจะแย้งหรือไม่แย้งดีว่าเขาเข้าใจผิด แต่สุดท้ายก็ตอบไปเบา ๆ ว่า “ค่ะ”

“สุดที่รัก ผมชอบชื่อคุณจัง มันคงทำให้ผมรู้สึกเขินทุกครั้งที่เรียกชื่อนี้” เขาว่าด้วยสายตาระยิบระยับ เกิดมาก็ไม่เคยจีบผู้หญิงคนไหนมาก่อน เพราะมัวแต่รอคอยคนตรงหน้ามาถึงยี่สิบกว่าปีโดยไม่คิดจะมองใครอีก

ดังนั้น การได้มาหยอดขนมจีบอดีตคู่หมั้นเป็นทั้งความสุขและสนุกอย่างประหลาด ยิ่งเห็นเธอไปไม่เป็น นั่งนิ่งพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจนแก้มทั้งสองข้างสุกปลั่งเขาก็ยิ่งสนุก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป