บทที่ 1 1 เราต้องแต่งงานกัน
ดิน บดินทร์ กับ ลูกตาล กนกกานต์(หรือหมวย) ทั้งคู่ต้องแต่งงานกันตามคำขอร้องของผู้ใหญ่ คุณนุชนารถ กับคุณเพชรทาย บิดามารดาของบดินทร์ต้องการช่วยเพื่อนสนิท คุณกรกฎซึ่งกำลังป่วยหนัก บ้านหิรัญรัตน์กำลังขาดเสาหลัก แถมยังมีหนี้สินเป็นจำนวนมากด้วยความที่คุณกรกฎไม่สามารถทำงานหาเงินมาใช้หนี้ได้ ทำให้ท่านตรอมใจ อาการป่วยก็ทรุดลงเรื่อย ๆ สิ่งเดียวที่จะสามารถช่วยเพื่อนสนิทได้ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น นั่นคือเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ท่านมีลูกสาวสองคน คือลูกตาลเป็นบุตรสาวคนโต ในตอนนั้นเธอมีอายุ 18 ปีเท่านั้น เธอมีน้องสาว ชื่อว่า ชมพู่ กนกรัตน์ อายุ 9 ขวบ
มารดาของพวกเธอทั้งสองเขาไม่รู้ข้อมูลมากนัก รู้เพียงว่าภรรยาของคุณอากรกฎชื่อ เอมอร ได้หย่าร้างกับท่านด้วยเหตุผลส่วนตัวและย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ลูกสาวคนเล็กมีอายุเพียงแค่สามขวบเท่านั้น คุณอากรกฎจึงต้องเลี้ยงดูลูกสาวทั้งสองเพียงลำพัง
“พ่อจะให้ตาลแต่งงานกับพี่ดินเหรอ พ่อคิดอะไรอยู่คะ” ลูกตาลถามอย่างไม่เข้าใจ เธออายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทำไมบิดาถึงได้มีความคิดจะผลักไสเธอออกจากครอบครัว เธอยืนมองหน้าซีดเผือดเหนื่อยหอบของบิดา
“ฟังพ่อก่อนลูกตาล พ่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกทั้งสอง ป้านารถกับลุงเพชรเป็นคนที่พ่อไว้ใจที่สุดที่จะฝากฝังลูกสาวทั้งสองของพ่อไว้กับพวกเขา”
“คุณพ่อจะไปไหนคะ” ชมพู่เดินเข้ามาเกาะแขนบิดาข้างเตียงคนไข้ด้วยความเป็นห่วงและไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านจะต้องฝากให้คนอื่นดูแลลูกสาวด้วย
“พวกเรามีกันสามคนพ่อลูก หากวันใดวันหนึ่งพ่อไม่อยู่ พวกลูกจะต้องดูแลตัวเองให้ดี อาฝากน้องด้วยนะดิน”
“ครับคุณอา”
“พ่อต้องหายนะคะ ตาลไม่ให้พ่อไปไหนค่ะ ตาลสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนให้จบออกมาช่วยพ่อทำงาน”
“พ่อจะพยายามอยู่กับลูกให้นานที่สุด โรคที่พ่อเป็นมันเป็นระยะลุกลามยากที่จะรักษาหาย ถ้าพ่อไม่อยู่แล้วตาลจะต้องเรียนให้จบนะห้ามหยุดเรียน สัญญากับพ่อ”
“ค่ะพ่อ ฮือฮึก” ทั้งที่เธอพยายามจะไม่ร้องไห้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งน้ำตาแห่งความเสียใจเอาไว้ได้ เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
ร่างกายของท่านผ่ายผอมมีเพียงผิวหนังห่อหุ้มร่างกายเท่านั้น ใบหน้าอิดโรย แววตาล่องลอยแม้จะยังมีสติพูดคุยโต้ตอบได้แต่ก็มีอาการเหนื่อยหอบต้องหยุดพักเป็นครั้งคราวไม่สามารถพูดยาว ๆ ได้ เห็นแล้วอดที่จะสงสารไม่ได้ บดินทร์ยืนมองด้วยความเวทนา ชีวิตไม่เที่ยงอย่าใช้ชีวิตบนความประมาท คุณอากรกฎเป็นคนขยันแต่ก็ชอบสังสรรค์ใช้ชีวิตประมาท กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับก็อยู่ในขั้นหนักแล้ว แถมท่านยังมีอายุมากทำให้การรักษาต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม
เขาโอบไหล่ลูกตาลไว้แน่น เธอยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อรู้ว่าบิดาจะไม่มีโอกาสหายขาด มีเพียงประคับประคองอาการให้มีชีวิตอยู่ให้ยาวนานที่สุดเท่านั้น
“พู่ไม่ให้คุณพ่อไปไหน อย่าทิ้งพู่นะคะ ไม่เอา ฮือ” เด็กหญิงชมพู่ก็ร้องไห้น้ำตาอาบแก้มไม่ต่างจากพี่สาว
“ชมพู่ ให้คุณพ่อพักผ่อนเถอะ มาหาพี่นี่มา” ลูกตาลดึงน้องสาวออกมากอดไว้
ท่านพยักหน้าให้บดินทร์พาลูกสาวทั้งสองของท่านออกไปก่อน เขาจูงมือผู้หญิงสองวัยออกจากห้องพักผู้ป่วย งานแต่งงานของเราทั้งคู่ยังไม่เกิดขึ้น มีเพียงทะเบียนสมรสเท่านั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเขากับลูกตาลเป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่เป็นเพียงในนามเท่านั้น บดินทร์อายุมากกว่าภรรยาสิบปี เขากับเธอไม่ได้นอนด้วยกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตเราอยู่คนละบ้าน
คุณนุชนารถบอกเพียงว่ารอให้น้องซึ่งหมายถึงภรรยาในนาม เรียนจบก่อนค่อยมาคุยเรื่องการจัดงานแต่งงานให้สมเกียรติบุตรสาวคนโตของหิรัญรัตน์ ท่านรู้สึกสงสารและเอ็นดูกนกกานต์มาก หากไม่ได้แต่งงานกับลูกชายท่านก็ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะรับอุปการะเด็กทั้งสองให้เป็นบุตรบุญธรรม
“หมวย กลับบ้านก่อนไหมพรุ่งนี้เฮียจะพามาใหม่” บดินทร์มักจะเรียกเธอว่า หมวย เพราะลูกตาลมีใบหน้ารูปหัวใจจิ้มลิ้มเหมือนอาหมวยตัวน้อย ดวงตากลมโต ยิ่งในยามที่เธอโกรธหรืองอนยิ่งน่ามอง
“ค่ะ ชมพู่กลับบ้านกัน”
“พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมคุณพ่ออีกไหม พี่ตาลพาพู่มาด้วยนะคะ”
“อือ เดี๋ยวพี่พามาด้วย” เธอรับปากน้องสาว
บดินทร์ขับรถพาสองพี่น้องกลับบ้านอย่างปลอดภัย แถมเขายังอยู่รอจนกว่าสองพี่น้องจะเข้านอน เขามีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยเดิน
ตรวจตรารอบบ้านจนแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างปลอดภัยจึงจะขับรถกลับบ้านตนเอง
“เฮียดินกลับเลยก็ได้นะคะ ตาลจะขึ้นข้างบนแล้ว วันนี้ขอบคุณนะคะ” ลูกตาลยกมือไหว้เขาในฐานะที่เขาอายุมากกว่าเธอหลายปี
“หมวย มีอะไรก็พูดกับเฮียได้นะยังไงเราก็ครอบครัวเดียวกัน อย่าคิดว่าเธอเหลือตัวคนเดียว”
“เฮียช่วยตาลมามากแล้ว” เธอพูดออกไปด้วยความเกรงใจ เธอไม่อยากจะรบกวนครอบครัวของเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว ต่อไปนี้เธอจะต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง
“เราเป็นสามีภรรยากันนะ อย่าลืม ถึงจะเป็นการแต่งงานเพราะความจำเป็นก็เถอะ ไม่ต้องเกรงใจหรือคิดว่ามันเป็นการรบกวนเฮีย เข้าใจไหมหมวย ทุกเรื่องของเธอกับน้องเฮียเต็มใจ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณด้วยน้ำตาคลอเบ้า พยายามจะไม่ร้องไห้แล้ว แต่วันนี้มันไม่ไหวจริง ๆ สุดท้ายก็ปล่อยโฮต่อหน้าเขาอีกครั้ง
ชายหนุ่มดึงน้องเข้ามากอดปลอบ มือใหญ่ลูบศีรษะเธอเบา ๆ การสูญเสียเป็นเรื่องสะเทือนใจไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และไม่มีใครสามารถห้ามเรื่องนี้ได้ เท่าที่เขาได้คุยกับแพทย์ผู้ดูแลอาการป่วยของพ่อตานั้น คุณหมอให้เตรียมใจไว้เพราะร่างกายเริ่มต่อต้านยารักษา จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงหกเดือนเท่านั้น หากการรักษาด้วยยาเคมีในครั้งนี้ไม่เป็นผลก็จะทำให้ร่างกายทรุดหนักลงอีก
