บทที่ 4 ตอนที่ 4

‘เมื่อความอ่อนแอหลั่งไหลออกมาเกินจะรับไหว… ความเข้มแข็งจะเข้ามาแทนที่เอง’

“แม่…”

หญิงสาวรำพึงถึงมารดา

นึกถึงใบหน้าเศร้าๆ ของแม่ที่กำลังนั่งทำขนมอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็กๆ นึกถึงใบหน้าแก่นแก้วของน้องชายที่มักจะมารอรับเธอทุกวัน ตรงหน้าปากซอยซึ่งอยู่ลึกและเปลี่ยว ในวันที่เธอกลับดึก

“ป่านนี้ไม่รู้ว่าแม่กับน้องจะเป็นอย่างไรบ้าง?” เธอรำพึงเสียงแผ่ว

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะอีหนูเอ๋ย…” ป้าอิ่มเอ่ย

หญิงสาวเห็นจริงตามนั้น

คำพูดนั้นทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาได้ เมื่อนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวจากซาตานร้ายที่รอคอยเวลาเพื่อจะย่ำยีเธอ

หญิงสาวตักข้าวเข้าปากอย่างเชื่องช้า… บางคำฝืดเผื่อนและข่มขื่นเกินจะกลืน ดวงตาเลื่อยลอยมองเหม่อไปยังขันน้ำตรงหน้า ด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจับใจกับน้ำที่เพิ่งทำให้เธอสำลักปางตาย

คิดแล้วก็กลืนข้าวลงคอไปอย่างช้าๆ ไม่ใช่เพราะหิวหรือรู้สึกเอร็ดอร่อยแต่อย่างใด หากเป็นเพราะสงสารกระเพาะอาหาร  หลังจากที่มันต้องย่อยตัวเองมาตั้งแต่ตอนเช้ามืด

ขณะเคี้ยวข้าว ดวงตางดงาม… ซึ่งบัดนี้เจือไว้ด้วยแววเศร้าเคล้าน้ำตาของเธอ… เหม่อมองออกไปจากกระท่อมไม้อย่างเลื่อนลอย

‘ยิ่งความหวังเหลืออยู่น้อย เธอยิ่งต้องกินเข้าไปมากๆ ไม่ใช่เพื่ออิ่ม... แต่เพื่อต่อลมหายใจ’ เธอบอกตัวเองอยู่ในความคิด

จากนั้นก็หันมาตักข้าวเข้าปากอย่างตั้งใจขึ้น

ใบหน้าของแม่และน้องชาย ผุดพรายขึ้นซ้ำๆ ในห้วงคำนึง ในความคิดถึง… และความหวังซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะเลือนลางริบหรี่ลงเต็มที เมื่อสายตาเหลือบแลไปเห็นใบหน้าครึ้มเคราของคนใจร้ายคนนั้น เขาลอบชำเลืองมาที่เธอ

‘ฉันต้องกิน…กินเพื่อให้มีแรงสู้กับแก…ไอ้คนเถื่อน’

หญิงสาวบอกตัวเอง แล้วก้มหน้าก้มตาจัดการกับข้าวในจานทั้งมือที่สั่น…และฟันที่กัดกรอดด้วยความแค้นฝังอก

ย้อนไปหนึ่งเดือนก่อนเกิดเหตุ

ที่ท้ายซอยเปลี่ยว ภายในบ้านเช่าหลังเล็กเก่าคร่ำ อยู่ลึกเป็นหลังสุดท้ายของซอย

“แม่คะ... แม่”

หญิงสาวตะโกนด้วยเสียงดังลั่น ทันทีที่มือเรียวเอื้อมไปผลักบานประตูซึ่งเปิดแง้มอยู่น้อยๆ ร่างบอบบางของลูกสาวถลาเข้ากอดผู้เป็นแม่จากทางด้านหลัง

ผู้เป็นมารดากำลังทำงานบางอย่างอยู่ในมือ แลเห็นใบตองสีเขียวซึ่งตัดเอามาจากดงกล้วยที่ขึ้นหนาแน่นอยู่ริมคลอง วางทับซ้อนกันอยู่ข้างๆ กับร่างของแม่ มือเรียวคลี่ใบตองออกมาเช็ดทีละใบ ช้าๆ อย่างชำนิชำนาญ

“เหนื่อยไหมคะ”

ถามแล้วจมูกโด่งและเชิดรั้นของลูกสาวก็หอมไปที่พวงแก้มซึ่งชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อของคนเป็นแม่

หญิงสาวสังเกตเห็นที่ด้านหลังใบหูของแม่ ใต้ตีนผมซึ่งขมวดเป็นมุ่นมวยเอาไว้หลวมๆ มีเหงื่อซึมเซาะออกมาเป็นสาย ไม่ใช่เหงื่อที่เหม็นหืนหรืออับชื้นสำหรับผู้เป็นลูกสาวเลยสักนิด หากมันเป็นเหงื่อที่เจือไว้ด้วยกลิ่นหอมแห่งชีวิต เม็ดเหงื่อใสๆ… วิบวับราวหยาดหยดอัญมณีแห่งความเหนื่อยยาก สะท้อนกับแสงแดดที่ส่องสาดมาจากรูรั่วของหลังคาสังกะสีเก่าผุ มันคือหยาดเหงื่อซึ่งมักจะหลั่งไหลออกมาย้ำเตือนทุกครั้ง… ให้เธอตระหนักในความยากจนข้นแค้น

“รัตติกร” แม่เรียกลูกสาว

มือยังไม่ละจากใบตองที่กำลังเช็ดอยู่ ได้ยินเสียงดังแกรกกรากอันเกิดจากใบพัดหมดสภาพของพัดลมตัวเก่า ที่เป่าแรงลมออกมาอย่างเหนื่อยล้า… เอื่อยอ่อน ไม่อาจไล่ไอร้อนระอุจากหลังคาสังกะสีต่ำเตี้ยเกือบติดศีรษะ ทำให้ภายในบ้านเล็กๆ หลังนั้นค่อนข้างร้อนและอุ่นอวลไปด้วยกลิ่นไอของใบตองอบ

“ดีใจอะไรกันยกใหญ่จ๊ะลูก”

ใบหน้าชดช้อยของแม่ ช้อนชำเลืองขึ้นมองหน้าลูกสาวด้วยความสงสัย

หญิงสาวยังไม่ตอบคำถามในทันที หากจ้องมองภาพของแม่ที่กำลังทำงาน ใบตองเขียวๆ ที่วางกองอยู่ตรงหน้า ไม่ช้าไม่นาน… มันจะกลายเป็นห่อหมก

‘ห่อหมก’ ที่แม่พร่ำบอกกับเธอและน้องชายอยู่เสมอๆ ว่ามันคืออาชีพ เพื่อการ ‘ยังชีพ’ ของสามชีวิต คือตัวของแม่ เธอ และน้องชาย

อ้อ!... เกือบลืมไป เธอยังมีพ่ออีกคนสินะ พ่อที่ชอบดื่มสุราเป็นชีวิตจิตใจ วันๆ ก็เอาแต่เมาหัวราน้ำ หรือไม่ก็เที่ยวออกไปหมกตัวอยู่ในบ่อนไก่ บ่อนไพ่ ไฮโล ที่ไหนสักแห่ง

หลายวันมาแล้วที่เธอไม่ได้เจอหน้าบิดาที่ไม่น่านับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัวเลยแม้แต่น้อย… หากก็ทำไม่ได้ เพราะสายเลือดที่โยงใยกันอยู่

แม้ว่าเขามักจะนำความเดือดร้อนมาให้ครอบครัวไม่หยุดหย่อน

แต่ ‘พ่อ’ ก็คือ ‘พ่อ’ คือคนที่ให้กำเนิดเธอมา เป็นคนที่ลูกควรต้องเคารพรัก หากเธอก็ ‘รัก’ ด้วยหน้าที่ของลูก… หาใช่ความผูกพันไม่

“หนูได้งานทำแล้วค่ะแม่”

น้ำเสียงใสๆ ของหญิงสาว กระซิบข้างหูของผู้เป็นมารดาที่เอี้ยวตัวมาฟังด้วยแววตาปลาบปลื้ม

คำพูดที่ได้ยิน ทำให้มารดาลืมทุกข์ลงชั่วขณะ

หล่อนละมือจากใบตองที่กำลังเช็ดอยู่ในมือ หันมาโอบกอดลูกสาวแรงๆ

‘มีงานทำ’ แน่ละ… ดวงแขรู้ว่ามันเป็นเรื่องดีของทั้งครอบครัว ‘เรื่องดี’ ที่นานๆ จะผ่านเข้ามาในชีวิตสักที และบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องดีเรื่องเดียว… และเรื่องสุดท้ายของปีนี้ที่เธอจะได้ยินก็เป็นได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป