บทที่ 7 ตอนที่ 7
ไอ้เดชตะโกนบอกลูกน้องอีกคน เมื่อมันได้สิ่งที่ต้องการ ก่อนจะกวาดสายตาอย่างมีเลศนัย แลสำรวจไปที่บ้านเช่าหลังเล็กๆ ซึ่งครอบครัวของรัตติกรใช้เป็นที่อยู่อาศัย แววตาประสงค์ร้ายพราวอยู่บนใบหน้าเหี้ยมเกรียมของมัน
“บ้านเก่าๆ ซ่อมซ่อแบบนี้ จะมีทรัพย์สินอะไรให้ปล้นล่ะพี่เดช?”
เพราะไม่ทันได้ฉุกคิดถึงแผนการชั่วร้ายของลูกพี่ ลูกน้องที่มาด้วยกัน พาซื่อเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ขณะเดินกลับ “สมองเท่าเม็ดถั่วของมึงช่างไม่รู้จักคิด บ้านเก่าๆ ที่อยู่ในซอยทั้งลึกทั้งเปลี่ยว แถมยังไม่มีรั้วรอบขอบชิด แล้วลูกสาวมันก็สวยหยาด… อีแม่รึก็ยังผุดผาดบาดใจ มีแต่ไอ้พ่อเฮงซวยที่วันๆ เมาเหมือนตาย นอกจากเงินทอง… แล้วมึงคิดว่าอะไรเสียอีกล่ะ? ที่ทำให้กูคิดปล้นบ้านหลังนี้?”
ไอ้เดชผู้เป็นลูกพี่เปรยความคิดอันชั่วร้ายของมันออกมาอย่างไม่กระดากในดีชั่ว
“ปล้นสวาท…”
อีกคนตอบทันควัน เหมือนรู้เท่าทันในความเลวทรามต่ำช้าของกันและกัน
ฮ่าๆ…
จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายขึ้นมาพร้อมกันด้วยความรู้สึกคึกคะนอง
“จะลงมือคืนนี้เลยหรือพี่”
ไอ้ลูกน้องถามขึ้นด้วยความสงสัย ขยี้ฝ่ามือเข้าด้วยกันอย่างนึกกลัดมันในอารมณ์
“ยังก่อน...”
“ทำไมล่ะพี่…”
“เห็นอยู่ว่าวันนี้กูเพิ่งได้เงินมาหยกๆ กูขอไปกินเหล้าฉลองให้สำราญอุราก่อนดีกว่า”
บอกพลางยกมือขึ้นตบกระเป๋าเสื้อเบาๆ กับเงินห้าพันที่เพิ่งได้มา จากนั้นจึงพากันเดินออกมาถึงปากซอย
ที่บ้านเช่าของดวงแข
รัตติกรกำลังพยุงมานพผู้เป็นบิดาขึ้นจากพื้นถนนในสภาพที่คลุกฝุ่น เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปหมด
ดวงแขถลาเข้าช่วยหิ้วปีกสามีอีกแรง มองด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา
สองแม่ลูกช่วยพยุงร่างท้วมใหญ่กันคนละข้าง
เท้าของมานพแทบจะไม่ก้าว เขาแทบไม่เหลือสติรับรู้เลยว่าในเวลานั้น ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตของเขา ได้สร้างความลำบากเป็นอย่างมาก ให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆ สองคน ที่ต้องช่วยกันพยุง
เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างทุลักทุเล… จนถึงหน้าประตูบ้าน
เมื่อเข้ามาในบ้าน ร่างของผู้เป็นพ่อเมาหลับราวกับไร้วิญญาณ ช่างไม่รับไม่รู้เลยว่าปัญหาที่ตนได้สร้างขึ้นนั้น… ทำให้ลูกสาวและภรรยาต้องเสียทั้งเงินและน้ำตา
ดวงแขไม่ได้พูดอะไรมาก หล่อนมักจะนิ่งเช่นนี้เสมอ… เหมือนคนที่ได้ทำใจยอมรับเอาไว้แล้ว กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับหลายๆ ครั้งที่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในชีวิตของหล่อน
หลังจากดวงแขลากเสื่อและหมอนมาให้สามีนอน จากนั้นจึงหันกลับไปทำงานที่ค้างคาเอาไว้เมื่อครู่ ปล่อยให้รัตติกรหาผ้ามาชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาอันมอมแมมให้กับผู้เป็นบิดา
จากที่วางแผนเอาไว้ว่าจะทำห่อหมกเพื่อเตรียมไว้ขายในวันพรุ่งนี้เช้า มาถึงตอนนี้ ดวงแขต้องเปลี่ยนแผนใหม่
หล่อนต้องเร่งแล้ว ทำให้เสร็จโดยเร็วที่สุด… เพื่อที่จะขายในตอนเย็นวันนี้เสียเลย และอาจจะล่วงไปถึงค่ำ… หากขายไม่หมด เพราะเงินซึ่งทั้งบ้านเหลืออยู่ได้หมดลงแล้ว กับหนี้การพนันของสามีผู้ขาดสำนึกรับผิดชอบต่อครอบครัว
ครู่ต่อมา
รัตติกรรีบเข้ามาช่วยงานแม่อย่างแข็งขัน แค่มองตากันและกัน… ก็รับรู้ได้ในความเศร้าโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดใดๆ ต่อกัน
“เราต้องรีบทำให้เสร็จนะลูก...” ดวงแขกล่าวกับลูกสาว
“ค่ะแม่… หนูจะแบกไปขายที่ตลาดนัดให้เอง” ลูกสาวขันอาสาอย่างไม่อิดออด
เวลาล่วงเลยไปอีกพักใหญ่ๆ
เธอกับแม่… ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
แม้ว่าแม่เพิ่งบอกกับเธอว่าชีวิตไม่ต้องมีอะไรเร่งรีบ… มาถึงตอนนี้ แม่กลับเป็นฝ่ายต้องมารีบร้อนจนหืดขึ้นคอเสียเอง
ดวงแขหยิบแม็คหนีบกระดาษขึ้นหนีบที่มุมกระทงเพื่อความรวดเร็ว ไม่ได้ใช้ไม้กลัดกระทงตามที่กล่าว เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน กับชีวิตที่พร้อมจะพลิกผันได้ทุกเวลานาทีของเธอ…
ชีวิตที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าโชคชะตาได้ขุดหลุมพลางอะไรเอาไว้รอเธออยู่เบื้องหน้า
“พี่รัตติกร…..พ่อเป็นอะไรครับ”
เสียงใสๆ ของดนัยผู้เป็นน้องชาย ถลันร่างเล็กๆ เร็วรี่เข้ามาในบ้านทั้งชุดนักเรียน โยนกระเป๋านักเรียนลงโครมข้างๆ ร่างของผู้เป็นพ่อ
รัตติกรไม่ได้ตอบคำถามของน้องชาย เพราะรู้ว่าดนัยก็ไม่ได้คาดหวังในคำตอบอย่างจริงจัง
แล้วก็เป็นจริงอย่างที่หญิงสาวคิด
เพราะดนัยตรงรี่เข้าไปในครัวโดยไม่รอฟังคำตอบจากเธอ
เด็กชายสอดส่ายสายตามองหาข้าวอย่างคนที่หิวโซ เหมือนเช่นทุกๆ ครั้งที่กลับมาจากโรงเรียน
“ว่าแต่เอาปากไปกระแทกอะไรมาล่ะ…?”
หญิงสาวถาม เมื่อเหลือบไปเห็นริมฝีปากเจ่อแดงของน้องชายเข้าโดยบังเอิญ
“โธ่!...พี่นะพี่ จะถามแบบห่วงใยน้องชายซักกะนิ๊ดก็ไม่มี”
ดนัยตัดพ้อพี่สาว
รัตติกรส่งสายตาค้อนให้กับน้องชาย
“คงไปต่อยกับใครมาอีกละสิ!... พ่อนักเลงใหญ่” เธอสรุปโดยไม่รอให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้อธิบายอะไร
“ก็… เอ่อ... มันทำผมก่อนนะพี่”
เสียงเล็กๆ อึกอัก หวังว่าจะได้รับความเห็นใจจากพี่สาว “แล้วยังไง…”
รัตติกรถามทั้งที่ยังงุดหน้าช่วยงานแม่ไม่ได้หยุด
“ผมก็สวนมันไปหลายหมัด คราวนี้ตะลุมบอน ต่างคนต่างใส่… มันก็อ่วมไปเหมือนกันนะพี่ เพราะผมซัดมันซะเยินไปเลย”
น้ำเสียงของดนัยซ่อนความภาคภูมิใจเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด
