บทที่ 8 ตอนที่ 8

“น่าจะรู้จักอดทนไว้บ้างนะดนัย” รัตติกรเตือนน้องชาย

“อดทนโดยไม่ตอบโต้เลยหรือพี่?”

คิ้วเล็กๆ ของดนัย ขมวดมุ่นด้วยความสงสัยกับคำแนะซึ่งไม่ง่ายเลยสักนิดที่จะทำตาม

“บางครั้งในการที่เราไม่ตอบโต้… ก็ไม่ได้หมายความว่าเราขี้ขลาดเสมอไป” เธอว่า

น้องชายขมวดคิ้วน้อยๆ ย่นหน้าผากอีกครั้ง เหมือนจะบอกว่าพี่สาวช่างไม่เข้าใจในวิถีของลูกผู้ชายเอาซะเลย

“โห… ได้ไงพี่ มันเล่นผมก่อนนะ” น้องชายเถียง

“กินข้าวเสียเถอะลูก… อย่ามัวพูดมากอยู่เลย กินไปพูดไปอยู่นั่นแหละ”

ดวงแขแทรกขึ้นบ้าง

แม้ลูกชายคนนี้จะแก่นแก้วและแสบซ่าหาใครปาน แต่ดนัยก็ช่วยงานบ้านได้อย่างขยันขันแข็ง ดนัยไม่ใช่เด็กเกเรหรือไร้เหตุผลจนสั่งสอนไม่ได้ ดวงแขมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามความคึกคะนองของเด็กผู้ชายมากกว่า

ได้ยินที่แม่ว่า… ดนัยก็รีบก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวในจานใส่ปากอย่างตั้งใจ ก่อนจะแหงนใบหน้าน้อยๆ ขึ้นมองแม่และพี่สาวที่เร่งงานกันอย่างขะมักเขม้น รีบทำห่อหมกให้เสร็จทันขายในตอนเย็น

ค่ำวันนั้น

เมื่อกลับจากขายห่อหมกที่ตลาดนัด ในคืนที่ผืนฟ้าข้างนอกมัวหม่นไปด้วยม่านฝน เสียงจิ้งหรีดร้องระงมอยู่หลังบ้าน ออกอาการเริงร่ากับหยาดน้ำฝนที่พร่างพรมลงมาเมื่อตอนหัวค่ำ

เสียงจั๊กกะจั่นยังคงขับกล่อมบทเพลงแห่งรัตติกาล แว่วมาเป็นระยะๆ จากหลังบ้านที่รกไปด้วยดงหญ้าและป่าไมยราบ แซมสลับด้วยต้นธูปฤาษีที่ดอกแก่จัดของมันมักจะแตกออกเป็นปุยขาวๆ ปลิวฟ่องเหมือนละอองความฝันในวันที่แดดแรง ลอยลมมาติดอยู่ตามเสื้อผ้าที่ตากเอาไว้หลังบ้านบ่อยๆ

รัตติกรรู้สึกได้ถึงเสียงร้องระงมของกบเขียดที่ดังอยู่ใกล้ๆ… ใกล้จนรู้สึกว่ามันห่างแค่เพียงแผ่นสังกะสีกั้น ภายในบ้านหลังเล็กๆ ที่ถูกแบ่งให้เป็นสองห้องด้วยตู้เสื้อผ้าพลาสติกและแผ่นไม้อัดบางๆ กั้นกลางเอาไว้เพียงง่ายๆ

ดนัยหลับอยู่ข้างๆ ร่างท้วมใหญ่ของมานพผู้เป็นบิดาที่นอนกรนสนั่นอยู่อีกฟากของฝาไม้อัด

คืนนี้ดวงแขไม่ได้นอนกับสามี หล่อนตั้งใจจะนอนกับรัตติกร เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่วันลูกสาวจะต้องเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ

แม้จะเป็นเพียงเสียงพลิกตัวเบาๆ ของรัตติกร หากดวงแขที่ยังลืมตาโพลงอยู่ท่ามกลางความมืด… ก็รับรู้ได้ถึงอาการนอนไม่หลับของลูกสาว… เช่นเดียวกับตัวของหล่อนเองที่ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้

“นอนไม่หลับหรือคะแม่?”

รัตติกรถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ

“แม่ไม่ค่อยง่วงจ้ะ”

ดวงแขตอบ

หากรัตติกก็เข้าใจดี คำว่า ‘ไม่ง่วง’ ของแม่คงไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่เหนื่อย หากแม่เหนื่อยล้าเกินจะหลับตาลงได้ต่างหาก เพราะแม่คงอดเป็นกังวลไม่ได้ กับเรื่องที่เธอได้งานทำที่กรุงเทพฯ และจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในอีกวันสองวันอันใกล้นี้

“แม่กังวลใช่ไหมคะ”

รัตติกรถาม ทั้งที่ก็รู้ดีในคำตอบ

“ก็มีบ้าง…”

ดวงแขตอบเบาๆ เว้นช่วงท้ายประโยคเอาไว้เพื่อถอนหายใจ

“ถ้าเกี่ยวกับเรื่องที่หนูจะไปกรุงเทพฯ ต้องทำให้แม่เป็นห่วง หนูก็อยากบอกกับแม่ว่าให้เลิกห่วงไปได้เลย เรื่องที่พักในกรุงเทพฯ หนูได้ติดต่อกับเพื่อนเอาไว้แล้ว” รัตติกรพยายามบอกให้มารดาคลายกังวล

“หนูจะพักกับใครล่ะลูก?”

“ดาลันไงคะ… เพื่อนเก่าหนูค่ะ แม่คงยังจำได้”

“คลับคล้ายคลับคลาจ้ะ…”

ดวงแขพยายามทบทวนถึงใบหน้าของดาลัน เพื่อนที่รัตติกรเอ่ยถึง

ไม่แปลกอะไร… ที่ดวงแขเกือบจำใบหน้าของดาลันไม่ได้ เพราะว่าภายหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม ดาลันก็เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ นานหลายปีแล้วที่ไม่ได้แวะเวียนมาหารัตติกรที่ต่างจังหวัด ดวงแขรู้เพียงแต่ว่าดาลันกับรัตติกรยังคงติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์มือถืออยู่เป็นระยะๆ

“ดาลันเช่าห้องพักอยู่คนเดียวค่ะแม่”

“อืม… แล้วค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักล่ะ”

“ตกลงกันไว้แล้วว่าหนูจะช่วยแชร์ค่าเช่าห้องคนละครึ่ง… ในระหว่างที่หนูเริ่มงานใหม่ แต่ในอนาคต…ถ้าคิดจะขยับขยายที่อยู่ ถึงตอนนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที”

รัตติกรอธิบาย ขณะไล้มือไปบนผืนเสื่อช้าๆ ควานหาไปในความ                   มืดมิด จนเจอเข้ากับหลังมืออุ่นๆ ของแม่

“ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะแม่...”

“จ้ะลูก”

ดวงแขตอบเบาราวกระซิบ

รัตติกรบีบมือของมารดาเอาไว้แน่น รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากมือของกันและกัน

ลึกๆ ภายในใจของหญิงสาว กลับรู้สึกห่วงใยแม่และน้องชายมากกว่าตัวเองเสียด้วยซ้ำ ตราบใดที่พ่อยังไม่สามารถทำตัวเป็นเสาหลักให้ครอบครัวพึ่งพาได้

‘วันใดที่พ่อเลิกทั้งเหล้าและการพนันได้… วันนั้นครอบครัวคงจะดีขึ้น’

หญิงสาวรำพึงในใจ อดไม่ได้ที่จะคิดและคาดหวังในตัวของพ่อ แม้รู้ดีว่ามันเป็นไปได้ยาก…

รัตติกรทอดสายตาผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ของผนังสังกะสีเก่าคร่ำ ออกไปยังผืนฟ้าซึ่งเริ่มปรากฏแสงจันทร์รำไรลางขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อกลุ่มเมฆทะมึนลอยผ่านไป

หล่อนนิ่งฟังเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนเย็นยะเยียบที่หล่นจากชายคาลงมากระทบพื้น แลเห็นดวงหน้าของดวงแขผู้เป็นมารดาที่นอนอยู่ในตำแหน่งซึ่งแสงจันทร์สาดมาจับต้องใบหน้าบางส่วนได้อย่างชัดเจน ทำให้รัตติกรสังเกตเห็นว่าในดวงตาของมารดา… มีแวววิบวับอันเกิดจากหยาดน้ำตาที่ซึมออกมาเพราะความห่วงใยเธอ

รัตติกรรู้ว่าแม่ร้องไห้...

แม้ดวงแขจะพยายามข่มอาการ เพื่อไม่ให้มีเสียงสะอื้นใดๆ เล็ดออกมาให้ลูกสาวได้ยินเลยก็ตาม

รัตติกรขยับตัวเบาๆ แต่ก็ไม่วายที่จะเกิดเสียงดังจากแผ่นไม้กระดานเก่าๆ

แขนเล็กๆ ของหล่อนเอื้อมไปกอดแม่… แนบแน่น ก่อนที่ทั้งสองจะหลับใหลไปพร้อมกับความคิดและความหวังอันเหนื่อยอ่อนรอนล้าของกันและกัน

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

ขณะนั้นเป็นเวลา 6.15 น. ที่ท่ารถตู้ในตลาด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป