บทที่ 9 ตอนที่ 9
“ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก”
ดวงแขบอกลูกสาว ดวงตาพราวไปด้วยรื้นน้ำตา ยากยิ่งที่จะกลั้นเอาไว้ เมื่อเวลาใกล้เข้ามาทุกที
“อย่าลืมซื้อของเล่นที่ผมสั่งนะครับ” ดนัยกำชับพี่สาว ห่วงของเล่นไปตามประสาเด็ก
รัตติกรมองนาฬิกาเรือนเล็กที่ข้อมือ
เวลายิ่งใกล้เข้ามา… น้ำตาของดวงแขผู้เป็นมารดาก็ยิ่งรินไหล หล่อนกังวลจนกลายเป็นความกระวนกระวาย แม้จะยังไม่แน่ใจนัก… ถึงลางสังหรณ์ที่พัดมากับสายลมอ้างว้างจนรู้สึกได้… จู่ๆ ก็เกิดห่วงใยลูกสาวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“หนูไปกรุงเทพฯ… ไม่ได้ไปไกลถึงต่างประเทศนะคะแม่” บอกพลางจับมือของดวงแขขึ้นมากุมให้คลายความเป็นห่วง
“จะใกล้ไกลยังไงแม่ก็ห่วงอยู่ดี”
ที่พูดเช่นนั้นเพราะดวงแขรู้ว่ารัตติกรเติบโตและร่ำเรียนอยู่ที่ต่างจังหวัดมาโดยตลอด ลูกสาวของเธอแทบไม่เคยย่างกรายเข้ากรุง… กระทั่งเรียนจบ และโชคชะตานำพาให้ได้งานทำในกรุงเทพฯ
“แค่เดือนเดียวก็ได้กลับมาเจอกันแล้วค่ะแม่… หนูสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมแม่และน้องทุกเดือน” หญิงสาวบอก
ดนัยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความรู้สึกอาลัยของคนที่ต้องจากลา ท่าทางของเด็กชายจึงดูตื่นเต้นมากกว่าเศร้า ขณะมองดูรถตู้สีขาว คันใหญ่ กำลังแล่นเข้ามาเทียบยังท่ารถช้าๆ แลเห็นผู้โดยสารหลายคนที่รอคอยจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นั่งรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวบริเวณที่พักผู้โดยสาร
“กรุงเทพฯ ครับ…กรุงเทพฯ”
โชเฟอร์ ซึ่งเป็นชายวัยกลางคน ตะโกนเสียงดังออกมาจากบานกระจกรถของประตูรถที่ค่อยๆ เลื่อนลง
“เมื่อไรผมจะได้ไปเที่ยวกรุงเทพฯ บ้างน๊า...”
ดนัยลากเสียงยาวด้วยความอยาก
‘กรุงเทพฯ’ นับเป็นความฝันสูงสุดอย่างหนึ่งของดนัย และสวนสัตว์เขาดินกับสวนสนุกดรีมเวิลด์ก็คือเป้าหมายที่เด็กชายวาดฝันเอาไว้ว่าสักวันจะได้ไปเยือน
“รอสิ้นเดือนก่อนนะ… รอให้พี่ได้เงินเดือนก่อน รอให้โรงเรียนปิด… แล้วพี่จะพาไปเที่ยวกรุงเทพฯ”
“สัญญานะครับ”
“จ้ะ…” มือเรียวของรัตติกรขยี้ลงบนศีรษะของน้องชายเบาๆ ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
เด็กชายจึงได้แต่ท่องคำว่า ‘รอ’ ไปพลางๆ เผลอทำตาพริ้มสนิท เมื่อนึกถึงทั้งไก่ทอด สุกี้ และพิซซ่า อย่างที่เคยเห็นในโฆษณากรอกหูกรอกตาอยู่ทุกวี่ทุกวันทางจอโทรทัศน์
“กรุงเทพฯ ครับ กรุงเทพฯ… อีกห้านาทีรถจะออกแล้วครับ”
โชเฟอร์คนเดิมแผดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
ชั่วอึดใจต่อมา…
เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ก็ดังขึ้น รถพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง
“หนูต้องไปแล้วนะคะ”
รัตติกรกล่าวเสียงเครือ
สามชีวิตโผเข้าโอบกอดกัน อาลัยและล่ำลาอย่างไม่อายสายตาใครจะมอง
แม้ตอนนั้นจะไร้เงาของผู้เป็นพ่อ… แต่หญิงสาวกลับไม่ได้รู้สึกถึงความขาดหาย นาทีนี้… แค่แม่กับน้องชายก็พอแล้ว
เธอห่วงก็แต่แม่ กลัวว่าจะต้องกลายเป็นเครื่องรองรับมือรับเท้าของพ่อเวลาเมาเหมือนเช่นหลายๆ ครั้งที่มันเคยเกิดขึ้น
แม้ว่าหลังจากที่รัตติกรเคยยื่นคำขาดว่า ‘เมื่อใดที่พ่อเมาเหล้าแล้วลงไม้ลงมือกับแม่อีก’ เธอจะพาแม่กับน้องหนีไปให้ไกลแสนไกล
และด้วยความที่รัตติกรไม่ใช่คนพูดมาก ดังนั้นเมื่อเธอพูด… พ่อจึงยอมฟัง… แต่เธอก็ยังไม่ไว้วางใจอยู่ดี
เสียงโชเฟอร์ตะโกนบอกผู้โดยสารอีกครั้ง
เป็นสัญญาณว่า 5 นาทีสุดท้ายได้หมดลงแล้ว
‘โชคดีนะลูก’
คำอวยพรของดวงแข แผ่วพร่าอยู่ในหัวใจอันแห้งผาก ขณะที่มือน้อยๆ ของดนัยโบกไหวๆ แววตาทอดอาลัยกับการจากไปของพี่สาว
รัตติกรโบกมือตอบผ่านกระจก
กระทั่งรถแล่นออกมาไกล
หยาดน้ำตาใสๆ ที่หญิงสาวพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ตลอดเวลา ด้วยไม่อยากให้แม่เห็นว่าเธอร้องไห้… ก็เริ่มไหลรินออกมาสู่ร่องแก้ม
เวลา 10.00 น. กรุงเทพฯ
ที่สถานีขนส่งหมอชิต
“เฮ้ย!...ทางนี้โว้ยรัตติกร”
ดาลัน หญิงสาวผู้มีใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตาคมล้อมกรอบเอาไว้ด้วยแพขนตางอนระยับ ริมฝีปากเอิบอิ่ม แต้มแต่งด้วยลิปสติกสีแดงจัดจ้าน กำลังโบกไม้โบกมือพร้อมตะโกนเรียกเพื่อนสาวที่กำลังหันรีหันขวาง เงอะงะอยู่ตรงปากประตูทางออก ใกล้ๆ กับอาคารที่พักผู้โดยสาร พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่
“ดา!...”
คนที่เพิ่งเดินทางมาถึง เรียกชื่อของเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงสนิทสนม ดวงตาคมประกายเบิกกว้างด้วยความดีใจ
“โห!... เกือบจำไม่ได้แน่ะ...”
ดาลันดูเปลี่ยนไปมากจนรัตติกรจำแทบไม่ได้
“สวยขึ้นใช่ไหม”
ดาลันเอ่ยถามอย่างมีอารมณ์ขัน พลางยกนิ้วขึ้นชี้ที่จมูกโด่งเป็นสัน ที่คางแหลมเรียว จนใบหน้าเป็นรูปตัววี
“สวยมาก…”
“จ้ะ… มีดหมอทั้งนั้น”
ดารันบอกอย่างคนที่ยอมรับว่าศัลย์กรรมได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกวันนี้
ยืนยันความงามของหล่อนด้วยสายตาของผู้ชายหลายคนที่กำลังจับจ้องมองมาเป็นตาเดียวกัน
“เธอก็ใช่ย่อยนะย๊ะ ยังสวยหวานเหมือนเดิม… แม่น้ำผึ้งบ้านไพร” ดาลันชมตอบเพื่อนสาว ตั้งฉายาให้เสร็จสรรพ
