บทที่ 1 ซุปตาร์ตัวร้าย

“ไม่เอาค่ะ!”

เสียงหวานใสที่ควรจะนุ่มหู กลับดังกังวานลั่นไปทั่วห้องแต่งตัววีไอพีด้านหลังเวทีงานกาล่าเปิดตัวเครื่องประดับแบรนด์หรู ทำเอาทีมงานที่กำลังยืนถือซองเครื่องเพชรมูลค่าแปดหลักถึงกับสะดุ้งโหยงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“บอกไปแล้วใช่ไหมคะ ว่ามิลไม่ใส่ชุดนี้”

หญิงสาวในกระจกเงาบานใหญ่ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้แต่งหน้า ดวงตาเรียวสวยวาวโรจน์ ผมยาวสีดำขลับถูกปล่อยสยายลงมาเคลียผิวขาวจัดที่โผล่พ้นเกาะอก ชุดเดรสผ้าไหมสีดำที่แนบไปกับส่วนเว้าส่วนโค้ง ส่งให้รูปร่างของเธอดูโดดเด่นสะกดทุกสายตา... สวย แพง และน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน

“แต่นี่คือชุดที่สปอนเซอร์หลักเลือกมาให้เลยนะคะคุณมิล” 

สไตลิสต์สาวพยายามอธิบายเสียงอ่อย มือสั่นระริกขณะถือชุดเดรสอีกชุดที่คอเว้าลึกจนแทบจะถึงสะดือ   

“ถ้าเราขอเปลี่ยนชุดกะทันหันตอนนี้ อาจจะ”     

“อาจจะอะไรคะ” มิลินหันขวับ ริมฝีปากสีแดงสดยกยิ้มบาง ทว่าแววตากลับเย็นจัดจนสไตลิสต์แทบหยุดหายใจ 

“อาจจะทำให้เขาไม่พอใจ? หรืออาจจะทำให้มิลดูเป็นพริตตี้ยืนชงเหล้าคะ! สปอนเซอร์เขาได้แหกตาดูสคริปต์งานบ้างไหม ว่าวันนี้มิลต้องขึ้นไปทั้งร้องทั้งเต้น ขืนใส่ชุดคอเว้าลึกยันสะดือแบบนี้ จะให้มิลออกไปเต้นยังไงคะ เต้นไปเอามือตะครุบหน้าอกตัวเองไปเหรอ ภาพหลุดออกมาหน้าอกหน้าใจมันจะได้ทะลักไปทักทายกล้องก่อนตัวมิลอีก!” 

“ว้ายยย ใจเย็นๆ ก่อนลูกสาว!” 

เจ๊มี่ ผู้ดูแลสาวประเภทสองร่างอวบที่พ่วงตำแหน่งช่างแต่งหน้าส่วนตัว รีบถลันเข้ามาลูบแขนซุปตาร์สาวเบอร์หนึ่งอย่างเอาใจ     

“สปอนเซอร์เขาขอมาน่ะลูก ถ้ามิลไม่ใส่ บอสใหญ่ได้หักเงินเดือนเจ๊ไปซื้ออาหารเม็ดแน่ๆ นะคะคนสวย” 

“มิลเป็นนักแสดง เป็นนักร้องค่ะ ไม่ใช่หุ่นโชว์เนื้อนมไข่” 

มิลินตวัดสายตามองเงาตัวเองในกระจกอย่างหงุดหงิด ก่อนยื่นแขนเรียวไปหยิบเสื้อคลุมผ้าซาตินสีดำจากพนักเก้าอี้มาตวัดคลุมไหล่ตัวเองด้วยท่วงท่าดุจนางพญา 

“งานนี้มิลจะใส่ชุดนี้ ใครไม่พอใจ... ก็ให้เดินมาเคลียร์กับมิลเอง”

ประตูห้องแต่งตัวเปิดผางออก พร้อมกับร่างของ พี่แป้ง ผู้จัดการสาวมาดเนี้ยบที่รีบก้าวเข้ามาด้วยความว่องไว 

“มิล! อีกห้านาทีจะขึ้นเวทีแล้วนะ เจ๊มี่ เติมปากให้น้องหรือยัง”

“ก็เห็นอยู่ค่ะว่ากำลังจะไป” 

มิลินตอบหน้าตายโดยไม่หันมอง 

“ถ้าพี่แป้งจะมาช่วยสไตลิสต์บิลด์อีกคนว่าชุดเมื่อกี้มันเริ่ด มิลจะเรียกคนขับรถมารับกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”

พี่แป้งชะงักฝีเท้า ก่อนกวาดสายตามองสไตลิสต์ที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ สลับกับเจ๊มี่ที่พยักพเยิดส่งซิกทางสายตาว่า อย่าขัดใจแม่เด็ดขาด ผู้จัดการสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ 

“โอเคๆ ไม่พูดเรื่องชุด แต่งานนี้นักข่าวมากันค่อนประเทศ เธอช่วยตอบคำถามดีๆ หน่อยได้ไหมลูก เมื่อเช้าก็เพิ่งมีข่าวสัมภาษณ์เรื่องแฟนเก่าอีกแล้ว”

“ก็ให้เขาไปสัมภาษณ์แฟนเก่าสิคะ” 

มิลินหยิบต่างหูเพชรระย้าขึ้นมาใส่ด้วยจริตตัวแม่ 

“เขาน่าจะมีเวลาว่างพูดมากกว่ามิลนะ ตอนคบกันก็เกาะชื่อมิลดัง พอเลิกกันแล้วยังมาเกาะข่าวมิลกินอีก คนประเภทนี้เขาได้ค่าคอมมิชชันจากความหน้าด้านหรือเปล่าคะ”

“ว้ายยย! แรงมากแม่!” 

เจ๊มี่ยกมือทาบอก แต่ก็แอบพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย

พี่แป้งยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองทันที 

“ปากเธอนี่มันน่าตีจริงๆ ยัยมิล...”

“ทำไมคะ” 

ดาราสาวหันมาส่งยิ้มหวานหยดย้อย ทว่าเชือดเฉือน 

“ปากมิลหาเงินเข้าค่ายได้ปีละหลายร้อยล้านนะคะพี่แป้ง ไม่ได้มีไว้พูดเพราะอย่างเดียว”

ไม่มีใครกล้าต่อกรกับบทสนทนานั้นอีก ทุกคนรู้ดีว่าเวลามิลินอารมณ์เสีย สิ่งเดียวที่ควรทำคือรีบปล่อยให้เธอขึ้นเวทีให้เร็วที่สุด เพราะต่อให้ในห้องนี้เธอจะวีนเหวี่ยงระดับสิบแค่ไหน แต่พอออกไปเจอแสงแฟลช เจอไมค์จ่อปาก และเจอสายตานับร้อยคู่ของคนทั้งงาน... ซุปตาร์เบอร์หนึ่งของประเทศก็จะสวิตช์โหมดกลับมาเป็น มิลิน ขวัญใจมหาชน ได้อย่างสมบูรณ์แบบทันที

ทันทีที่ส้นสูงสีแดงสดก้าวพ้นหลังฉาก แสงไฟในฮอลล์จัดงานก็ดับพรึ่บลง เสียงดนตรีอินโทรจังหวะแดนซ์สุดเร้าใจดังกระหึ่มขึ้น พร้อมกับสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมาจับจ้องร่างบางที่ยืนโพสท่าอยู่กลางเวที

“กรี๊ดดดดด! พี่มิลินนนน!” 

เสียงกรีดร้องของแฟนคลับนับพันคนที่มารอให้กำลังใจดังสนั่นฮอลล์ ป้ายไฟชื่อ MILIN สว่างไสวระยิบระยับไปทั่วทุกพื้นที่

มิลินสลัดคราบซุปตาร์ขี้วีนทิ้งไปในเสี้ยววินาที เธอยกไมค์ขึ้นจรดริมฝีปาก เปล่งเสียงร้องที่ทั้งทรงพลังและหวานใสสะกดหูคนฟัง พร้อมกับวาดลวดลายสเตปการเต้นที่ทั้งแข็งแรงและเซ็กซี่เย้ายวน เดรสสีดำพลิ้วไหวไปตามจังหวะการสะบัดหน้าและเรือนผม ทุกท่วงท่าเป๊ะปังราวกับราชินีที่กำลังร่ายมนต์สะกดให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์

ไม่ใช่แค่หน้าตาที่สวยฟ้าประทาน แต่มิลินคือ ตัวจริง ของวงการที่เก่งทั้งร้องและเต้น

“ขอบคุณทุกคนที่มาหามิลวันนี้นะคะ รักทุกคนเลย”

เมื่อเพลงจบลง หญิงสาวหอบหายใจน้อยๆ แต่กลับส่งยิ้มกว้างที่สดใสที่สุดไปให้แฟนคลับรอบทิศทาง เธอเดินไปหน้าเวที ย่อตัวลงจับมือกับแฟนคลับแถวหน้า รับช่อดอกไม้ช่อเล็กๆ จากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาถือไว้แนบอก พร้อมกับส่งจูบ ส่งมินิฮาร์ต ให้กล้องของแฟนคลับทุกมุมอย่างทั่วถึง

แววตาของเธอในเวลานี้ไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย มีเพียงความรักและความขอบคุณที่เปล่งประกายออกมาจากใจจริง

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม... ต่อให้เธอจะมีข่าวฉาวหรือถูกสื่อโจมตีแค่ไหน แฟนคลับถึงยังคงรักและพร้อมจะกางปีกปกป้องซุปตาร์คนนี้อย่างถวายหัว!

หลังจากทักทายแฟนคลับจนหนำใจ มิลินก็เดินสับส้นสูงด้วยท่วงท่าสง่างามมาที่จุดแบ็กดรอปเพื่อถ่ายภาพและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รอยยิ้มการค้าที่ถูกฝึกฝนมาอย่างไร้ที่ติประดับขึ้นบนใบหน้า แสงแฟลชสาดเข้าใส่จนแทบแสบตา...

มิลิน... ซุปตาร์สาวเบอร์หนึ่งของยุค สวย รวย ดัง และร้ายกาจพอจะทำให้นักข่าวบันเทิงฝีปากกล้าหลายคนต้องเข็ดขยาด

“พอหรือยังคะ”

เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มละมุนละไม หากแต่ดวงตาที่มองผ่านเลนส์กล้องกลับนิ่งเยียบเย็น 

“ถ้ายังไม่พอ เชิญถ่ายเก็บไว้ดูต่อได้ค่ะ แต่ถ้าพี่ๆ จะถามคำถามไร้สาระเสี้ยมให้ทะเลาะกับคนอื่นอีกสักข้อ มิลจะขอตัวกลับแล้วนะคะ”

นักข่าวสองสามคนหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะยอมลดไมค์ลงและแหวกทางให้แต่โดยดี พี่แป้งรีบก้าวยาวๆ เข้ามาประกบเมื่อพิธีการหน้าแบ็กดรอปจบลง

“เริ่ดมากลูกสาว กลับกันเถอะ รถตู้จอดรออยู่ด้านหลังแล้ว”

มิลินเดินตรงไปทางลิฟต์พิเศษสำหรับแขกวีไอพีด้านหลัง โดยมีพี่แป้งและเจ๊มี่ตามติด ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นค่ำคืนการทำงานที่แสนปกติของคนดังระดับแถวหน้า

หากแต่ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ร่างบางของซุปตาร์สาวก็ชะงักกึก

ช่อกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ถูกวางทิ้งไว้กลางพื้นในลิฟต์... ไม่มีโลโก้ร้าน ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงซองจดหมายสีดำสนิทซุกอยู่ท่ามกลางดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์

บทถัดไป