บทที่ 11 คนที่หกทนไม่ได้ คนที่เจ็ดไม่ยอมไป
“บุญอะไรคะเจ๊มี่ น่ารำคาญล่ะสิไม่ว่า”
มิลินปากแข็ง ทั้งที่ลึกๆ เธอเริ่มรู้สึกอุ่นใจ
อธิปไม่ได้แค่ทำตัวเป็นผู้ดูแล สาวประเภทสองเท่านั้น แต่สายตาของเขากลับกวาดสแกนไปทั่วสตูดิโอ เขาตรวจดูแม้กระทั่งช่างไฟที่กำลังปีนบันได ตรวจเช็กพนักงานเสิร์ฟน้ำ และที่สำคัญ... เขาขยับตัวมาบังทิศทางประตูห้องแต่งตัวเสมอ ราวกับเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพัง
“น้องมิลินคนสวยของพี่”
เสียงทุ้มเลี่ยนๆ ดังขึ้น พร้อมกับร่างของ ศิระ พระเอกหนุ่มชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความกะล่อนและมือปลาหมึก เขาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวด้วยท่าทีมาดมั่น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายฉุนกึกนำมาก่อนตัว
“วันนี้สวยจังเลยนะครับ ขอพี่กอดทักทายให้ชื่นใจหน่อยสิ”
ศิระยิ้มกริ่ม สายตาโลมเลียไปตามลาดไหล่เนียนของมิลิน เขาทำท่าจะกางแขนสวมกอดตามความเคยชินที่ชอบฉวยโอกาสกับนางเอก
มิลินหน้าตึง เธอเกลียดผู้ชายคนนี้เข้าไส้ แต่ในขณะที่เธอกำลังจะถอยหนี...
หมับ!
ข้อมือของศิระถูกหยุดไว้กลางอากาศด้วยมือหนาของอธิปที่คว้าไว้อย่างรุนแรงและรวดเร็วจนเกิดเสียงดังปึก!
“ว้ายยยย! ไม่ได้นะฮะคุณพี่ศิระขา!”
อธิปแทรกตัวเข้ามายืนขวางกลางอย่างรวดเร็วจนศิระต้องผงะ
“ชุดนี้ผ้ายับง่ายมากกกก! สปอนเซอร์เขากำชับมาว่าถ้ามีรอยยับแม้แต่นิดเดียว เจ๊ทิพย์จะต้องโดนปรับจนตัวซีดแน่ๆ เลยฮะ!”
ศิระพยายามจะดึงมือกลับ แต่ข้อมือของเขาเหมือนถูกคีมเหล็กบีบเอาไว้จนแทบกระดูกร้าว แววตาของบอดี้การ์ดหนุ่มที่จ้องเขานั้นดุดันราวกับจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ แม้ปากจะยังส่งเสียงแหลมๆ ออกมาก็ตาม
“โอ๊ย! ปะ... ปล่อยสิครับคุณ”
ศิระนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“อุ๊ย ขอโทษฮะคุณพี่ พอดีเจ๊เป็นคนมือหนักไปหน่อย เวลาตกใจทีไรกล้ามเนื้อมันชอบเกร็งตัวน่ะฮะ” อธิปสะบัดมือศิระทิ้งอย่างไม่ไยดี
“คุณพี่ศิระรักษาระยะห่างด้วยนะฮะ เจ๊หวงลูกสาวเจ๊มาก ใครมาแตะนิดแตะหน่อยเจ๊จะแปลงร่างเป็นนางยักษ์ทันทีฮะ!”
พระเอกหนุ่มจอมเจ้าชู้ลูบข้อมือตัวเองป้อยๆ เขารู้สึกเสียวสันหลังอย่างประหลาดเมื่อสบตากับเพื่อนสาวคนนี้จึงรีบเดินหนีออกจากห้องแต่งตัวไปทันที ท่ามกลางสายตาขบขันของเจ๊มี่
อธิปหันกลับมามองมิลิน ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงชั่วคราว
“เห็นไหมฮะคุณน้อง บอกแล้วว่าไม้กันหมาที่ชื่อเจ๊ทิพย์น่ะ ใช้งานได้ดีเยี่ยมกว่าที่คิด”
“ก็... ก็งั้นๆ แหละ”
มิลินเชิดหน้าขึ้น ซ่อนรอยยิ้มที่กำลังจะจุดขึ้นที่มุมปาก
“อย่ามัวแต่แอ๊บจนลืมดูความปลอดภัยก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องห่วงฮะ เจ๊คอยสแกนอยู่ตลอด”
อธิปตอบเสียงเรียบ สายตาตวัดมองลอดผ่านช่องกระจกของห้องแต่งตัวออกไปข้างนอก
ท่ามกลางเสียงกดชัตเตอร์ดัง แชะๆ และแสงแฟลชที่สว่างวาบเป็นระยะ... สัญชาตญาณมือสังหารของอธิปกลับสะดุดเข้ากับความผิดปกติอย่างหนึ่ง
พนักงานทำความสะอาดชายคนหนึ่งสวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้ามิดชิด กำลังยืนถือถังน้ำอยู่หลังแผ่นรีเฟล็กซ์ขนาดใหญ่ แต่ท่าทางของเขาไม่ได้มองพื้น... เขากำลังยกอุปกรณ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเล็งตรงมาที่ห้องแต่งตัวของมิลิน
อธิปหรี่ตาลง สันกรามขบแน่นจนเห็นรอยนูน
ดูเหมือนไอ้โรคจิต... จะไม่ได้มาแค่ดอกไม้หรือจดหมายแล้วสินะ
ร่างสูงใหญ่ขยับตัวด้วยความเร็วและเงียบเชียบดุจเสือดำที่กำลังตะครุบเหยื่อ อธิปอาศัยจังหวะที่ทีมงานกำลังชุลมุนกับการเซ็ตฉาก เดินลัดเลาะไปด้านหลังแผ่นรีเฟล็กซ์ ชายสวมหมวกแก๊ปมัวแต่จดจ่ออยู่กับการเล็งหน้าเลนส์ผ่านรอยแยกของผ้าขี้ริ้ว จึงไม่ทันรู้ตัวว่ามัจจุราชได้มายืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้ว
หมับ!
ฝ่ามือหนาตะปบเข้าที่ท้ายทอยของชายคนนั้นพร้อมกับออกแรงกดที่จุดเส้นประสาทอย่างแม่นยำ ชายลึกลับเบิกตากว้าง อ้าปากจะร้องแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ร่างกายอ่อนยวบลงในเสี้ยววินาที
อธิปใช้มืออีกข้างคว้ากล้องถ่ายรูปที่ซ่อนอยู่ในผ้าขี้ริ้วมาถือไว้ ก่อนจะลากคอชายคนนั้นหลบเข้าไปในมุมมืดหลังกองอุปกรณ์ประกอบฉากอย่างแนบเนียน ไม่มีทีมงานคนไหนทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
“แกเป็นใคร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นกระซิบชิดริมหู ชายในชุดพนักงานทำความสะอาดตัวสั่นเทา พยายามจะดิ้นรน แต่อธิปกลับเพิ่มแรงกดที่ท้ายทอยจนอีกฝ่ายหน้าเขียวคล้ำ
“ใครจ้างแกมาถ่ายรูปมิลิน ตอบ!”
“ปะ... ปล่อย... ผมเป็นแค่ปาปารัสซี่! มีคนจ้างให้มาแอบถ่ายรูปส่วนตัวของมิลิน แลกกับเงินก้อนโต!”
ชายคนนั้นเค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก
อธิปกดสายตามองอย่างเย็นชา มือหนากระชากเมมโมรี่การ์ดออกจากกล้อง ก่อนจะออกแรงบีบตัวกล้องพลาสติกราคาแพงจนเกิดเสียงแตกร้าว
ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดส่งสัญญาณสั้นๆ เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสองคนก็เดินเนียนๆ เข้ามาทางประตูหลังของสตูดิโอ
“ลากตัวมันไปรีดข้อมูลเงียบๆ อย่าให้เป็นข่าว”
อธิปสั่งเสียงเฉียบขาด ลูกน้องทั้งสองรับคำก่อนจะหิ้วปีกปาปารัสซี่จอมปลอมออกไปทางประตูหนีไฟอย่างรวดเร็ว
เมื่อจัดการขยะเรียบร้อย อธิปก็สูดลมหายใจลึก ปรับกล้ามเนื้อบนใบหน้าและสะบัดมือไล่ความตึงเครียด ก่อนจะเดินกรีดกรายกลับมาที่หน้าห้องแต่งตัวของ
มิลินด้วยจริตเจ๊ทิพย์ เหมือนเดิม
“อุ๊ยตาย! ฝุ่นหลังฉากเยอะมากเลยฮะคุณน้อง เจ๊ไปยืนดูแป๊บเดียวภูมิแพ้แทบกำเริบ!”
อธิปบ่นกระปอดกระแปดพลางหยิบทิชชู่มาซับหน้า มิลินมองค้อนบอดี้การ์ดสาวล่ำของตัวเองอย่างหมั่นไส้ โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะจัดการภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเธอไปหมาดๆ
มิลินมองค้อนบอดี้การ์ดสาวล่ำของตัวเองอย่างหมั่นไส้ โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะจัดการภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเธอไปหมาดๆ
ทว่าความสงบในห้องแต่งตัวกลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อประตูถูกผลักออกพร้อมกับร่างบางในชุดเดรสฟูฟ่องสีพาสเทลที่ก้าวเข้ามาโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต
“แหม ห้องแต่งตัวเบอร์หนึ่งนี่แอร์เย็นฉ่ำจังเลยนะคะ”
