บทที่ 12 ฝีปากของบอดี้การ์ด

เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจของ  ริสา  นางเอกสาวเจ้าของฉายา  นางฟ้าของวงการ  ที่กำลังตีคู่สูสีขึ้นมาเทียบรัศมีมิลิน

มิลินปรายตามองผ่านกระจกเงา ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้ม

“ถ้าแอร์ห้องเธอไม่เย็น ก็แจ้งทีมงานสิจ๊ะริสา มาเดินเพ่นพ่านห้องคนอื่นแบบนี้ ระวังนักข่าวมาเห็นจะหาว่านางฟ้าตกสวรรค์ ไม่มีห้องแต่งตัวนะ”

ริสาชะงักไปนิดหนึ่งแต่ยังคงรักษารอยยิ้มละมุนเอาไว้ “ริสาแค่แวะมาทักทายค่ะ เห็นข่าวพี่มิลินช่วงนี้มีแต่เรื่องเครียดๆทั้งเรื่องแฟนเก่า ทั้งเรื่องแฟนคลับสติแตกไปรุมด่าคนอื่น ริสาล่ะเห็นใจพี่มิลินจังเลยค่ะ วันนี้หน้าดูหมองๆ ไปนะคะ ระวังถ่ายรูปออกมาแล้วจะดู... ดรอป กว่าปกตินะคะ”

ประโยคที่เคลือบด้วยน้ำตาลแต่อาบยาพิษไว้ทุกคำ ทำเอามิลินกำมือแน่น หญิงสาวกำลังจะอ้าปากสวนกลับให้หน้าหงาย แต่จู่ๆ ร่างสูงใหญ่ของเจ๊ทิพย์ ก็พุ่งพรวดเข้ามาขวางตรงกลาง พร้อมกับกางพัดลูกไม้สีดำในมือออกดัง พึ่บ!

“ว้ายยยยย! ลมอะไรหอบเอากลิ่นสตรอว์เบอร์รีเน่ามาถึงนี่ฮะเนี่ย!”

อธิปดัดเสียงแหลมปรี๊ดพลางใช้พัดโบกไล่อากาศตรงหน้าริสาอย่างจงใจ ดาราสาวรุ่นน้องผงะถอยหลังด้วยความตกใจเมื่อเจอผู้ชายกล้ามโตจริตเกินร้อยมายืนค้ำหัว

“นี่คุณเป็นใครคะ! เสียมารยาทที่สุด!”

ริสาแหวใส่ รอยยิ้มนางฟ้าเริ่มร้าว

“ฉันเป็นผู้ดูแลคนใหม่ของมิลินฮะ ชื่อเจ๊ทิพย์”

อธิปเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นมองริสาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมินสินค้า

“ขอบคุณนะฮะที่อุตส่าห์แบกหน้ามาเป็นห่วง แต่ระดับลูกสาวเจ๊... ออร่าพุ่งทะลุเพดานสตูดิโออยู่แล้วฮะ ไม่เหมือนบางคน...”

อธิปแกล้งหรี่ตา จีบนิ้วชี้ไปที่ชุดของริสา

“แหม... เลือกเดรสสีพาสเทลฟูฟ่อง หวังจะคีพลุคใสๆ สไตล์นางฟ้าสินะฮะ แต่เจ๊ว่าเทสต์มันดู... พยายามไปนิดนะฮะ ระวังนะฮะคุณน้อง ยิ้มหวานมากๆ ระวังโบท็อกซ์ที่เพิ่งไปเติมมาจะคลายหมด โหนกแก้มเกร็งจนจะเป็นตะคริวอยู่แล้วนั่นน่ะ!”

“คุณ!”

ริสาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด มือบางกำแน่น   

“พี่มิลิน! ปล่อยให้คนใช้มาปากดีใส่ริสาแบบนี้ได้ยังไงคะ!”

“อุ๊ย! อย่าเรียกคนใช้สิฮะ เจ๊เป็นไม้กันด็อก... เอ๊ย ไม้กันคนพาลฮะ!”

อธิปขัดขึ้นมาหน้าตาย ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบใกล้ๆ ริสา แต่เสียงดังฟังชัดไปทั้งห้อง

“จำไว้นะฮะคุณน้อง... ของแท้ก็คือของแท้ ต่อให้มีมารตอแหลมาผจญ ลูกสาวเจ๊ก็ยังเป็นที่หนึ่ง ส่วนของก๊อปเกรดเออย่างคุณน้อง... พยายามให้ตาย ก็เป็นได้แค่นางรองนะฮะ... เชิญฮ่ะ ประตูอยู่ทางซ้าย รูดซิปปากแล้วเดินออกไปสวยๆ นะฮะ”

ริสาสั่นไปทั้งตัวด้วยความอับอายและโกรธแค้น เธอถลึงตาใส่อธิปและมิลินอย่างกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังออกไปจากห้องทันที

เมื่อประตูห้องปิดลง เจ๊มี่กับพี่แป้งที่กลั้นหายใจมาตลอดก็หลุดหัวเราะพรืดออกมาพร้อมกัน

“โอ๊ยยยย! สะใจอีช้อยนัก! ด่าได้เจ็บแสบมากเจ๊ทิพย์!”

เจ๊มี่ยกนิ้วโป้งให้รัวๆ

มิลินพยายามเก๊กหน้าขรึม ทั้งที่มุมปากกระตุกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ เธอช้อนสายตามองบอดี้การ์ดร่างยักษ์ที่ตอนนี้กำลังพับพัดลูกไม้เก็บด้วยท่วงท่าเนี้ยบกริบ

“ฝีปากไม่เบานี่นายอธิป ไปสรรหาคำด่าพวกนี้มาจากไหน”

อธิปหันมาสบตาเธอ มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ได้เสแสร้ง

“กฎข้อที่สี่ของฉันฮะคุณน้องมิลิน... หน้าที่ฟาดฟันกับพวกมารสังคม เป็นของฉัน ส่วนเธอ... มีหน้าที่สวยและยืนเป็นที่หนึ่งต่อไปก็พอฮะ”

ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องทำงานลับของคุณตาปรเมศวร์

ชายชราผู้เคยเป็นอดีตนายตำรวจทรงอิทธิพล นั่งจิบชาเงียบๆ อยู่ตรงข้ามกับนราธิป เพื่อนรุ่นน้องและเจ้าของบริษัททริกเกอร์ ซีเคียวริตี้

“เรื่องที่สตูดิโอเมื่อบ่าย... อธิปรายงานมาแล้ว”        

นราธิปเอ่ยขึ้น น้ำเสียงจริงจัง                     

“พวกมันส่งคนแฝงตัวเข้าไปแอบถ่ายมิลินจริงๆ อย่างที่พี่เมศสงสัย ดีที่อธิปตาไว รวบตัวไว้ได้ก่อน”

ปรเมศวร์ถอนหายใจยาว วางแก้วชาลงด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย

“มิลินน่ะดื้อ... ผมรู้ว่าผมตามใจแกมากไป จนกลัวว่าแกจะทำให้ลูกชายคุณลำบาก”

ชายชราเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาฝ้าฟางทอประกายหม่นหมองลงเมื่อนึกถึงความหลัง

“ก่อนหน้านี้ผมจัดการซื้อคอนโดหรูกลางเมืองให้ ระบบรักษาความปลอดภัยระดับวีไอพี แต่มิลก็บ่นว่าอึดอัด สถานที่คับแคบ แล้วก็ร้องวีนจะกลับไปอยู่ที่คฤหาสน์หลังนั้นให้ได้... ทั้งที่ผมเองไม่อยากกลับไปเหยียบที่นั่นเลย”

“ทำไมล่ะครับพี่”

“เห็นคฤหาสน์หลังนั้นทีไร มันทำให้ผมนึกถึงลูกสาว...”

น้ำเสียงของอดีตนายตำรวจใหญ่สั่นเครือ

“แม่ของมิลเสียไปตั้งแต่แกยังเด็ก ส่วนลูกเขย... พ่อของมิลก็ทิ้งลูกไปอยู่เมืองนอก มีครอบครัวใหม่ไปตั้งนานแล้ว ทิ้งให้มิลต้องว้าเหว่ ผมสงสารหลาน ก็เลยตามใจแกทุกอย่างเพื่อชดเชยสิ่งที่แกขาด จนแกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้แหละ... อธิปมันจะรับมือไหวแน่นะนราธิป?”

นราธิปพยักหน้าอย่างเข้าใจและหัวเราะเบาๆ

“อธิปมันผ่านสมรภูมิคุ้มกันผู้นำที่เจนีวามาแล้วพี่เมศ แค่เด็กสาวขี้วีนคนเดียวที่ลึกๆ แล้วแค่ต้องการความรักความอบอุ่น... มันเอาอยู่ครับ อีกอย่าง... มันรู้หน้าที่ดี ว่าต้องตอบแทนบุญคุณพี่ที่เคยช่วยชีวิตและเปิดทางให้ครอบครัวเรา ถ้าวันนั้นไม่มีพี่ ผมคงไม่รอดและไม่มีบริษัทนี้”

“ผมไม่อยากให้เรื่องอดีตของผม ไปทำให้หลานสาวต้องตกอยู่ในอันตราย”

ปรเมศวร์เอ่ยเสียงเครียด

“คนพวกนั้น... มันคงรู้ว่าผมแก่แล้ว เลยเริ่มหาทางขุดคุ้ยและเล่นงานแก้วตาดวงใจของผมแทน”

“ผมส่งอธิปไปเป็นเงาให้หลานสาวพี่แล้ว รับรองว่าไม่มีใครหน้าไหนแตะต้องเธอได้แม้แต่ปลายก้อยครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป