บทที่ 13 สปิริตซุปสตาร์
คฤหาสน์ของมิลิน (ยามค่ำคืน)
บรรยากาศภายในห้องรับแขกค่อนข้างเงียบเหงา มิลินนั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางนึกถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตั้งแต่ผู้ชายที่ชื่ออธิปก้าวเข้ามา
เสียงซุบซิบจากมุมห้องระหว่างพี่แป้งกับป้าอุ่น แม่บ้านอาวุโส แว่วเข้าหูจนเธอต้องเงี่ยหูฟัง
“...คนนี้ทนจริงนะคุณแป้ง บอดี้การ์ดคนที่หกที่เพิ่งออกไปน่ะ จำได้ไหมคะ แค่คุณมิลเทกาแฟใส่รองเท้าเขาวันเดียว เขาก็หอบกระเป๋าหนีแทบไม่ทันแล้ว”
ป้าอุ่นพึมพำ
“นั่นสิป้า” พี่แป้งถอนหายใจ
“บอดี้การ์ดทั้งหกคนที่ผ่านมา ไม่มีใครอยู่รอดเกินสี่ห้าวันเลย บางคนโดนคุณมิลด่าจนหน้าเสีย บางคนโดนป่วนจนถอดใจ แต่อธิปคนนี้... แปลกมาก ขนาดโดนวีนใส่เบอร์แรง หน้าเขายังนิ่งเหมือนรูปปั้น แถมยังจัดระเบียบรักษาความปลอดภัยซะอยู่หมัด”
มิลินเม้มปาก สิ่งที่พี่แป้งพูดคือความจริง เธอพยายามแผลงฤทธิ์ใส่อธิปมาสารพัด แต่เขากลับรับมือได้นิ่งสนิท แถมยังย้อนเธอกลับจนหน้าหงายด้วยจริต เจ๊ทิพย์ ทุกครั้ง ที่สำคัญ... ตั้งแต่มีเขาอยู่ อาการหวาดระแวงของเธอก็ลดลงอย่างน่าประหลาด
หญิงสาวลุกจากโซฟา เดินเลี่ยงออกมาที่ระเบียงชั้นสอง มองลงไปเบื้องล่าง เธอเห็นร่างสูงใหญ่ของอธิปยืนอยู่ใต้แสงไฟสลัว เขากำลังเดินตรวจเช็กมุมกล้องวงจรปิดรอบรั้วบ้านอย่างละเอียด แผ่นหลังกว้างนั้นดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขามเกินกว่าจะเป็นแค่เพื่อนสาวใจตุ้งติ้ง
แทนที่จะถอย... เขากลับยังยืนอยู่ที่เดิม
มิลินคิดในใจ เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่?
“ตรวจเสร็จหรือยังฮะคุณบอดี้การ์ด”
มิลินชะโงกหน้าลงไปถามเสียงเรียบ
อธิปเงยหน้าขึ้นมาสบตา นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ชั่วครู่ก่อนจะถูกซ่อนไว้ใต้การกรีดนิ้วขยับเสื้อ “เรียบร้อยแล้วฮะคุณน้องมิลิน ล็อกบ้านแน่นหนาขนาดนี้ ยุงยังบินเข้ามายากเลยฮะ”
มิลินเดินลงบันไดมาหาเขาที่ชั้นล่างจนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า อธิปนิ่งสนิท กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความอันตรายจากตัวเขา แผ่ออกมาจนเธอรู้สึกสับสน
“คนก่อนๆ เขาหนีไปหมดแล้วนะ”
เธอเริ่มบทสนทนา
“คนที่หกน่ะ... อยู่ได้แค่สี่วันเอง แต่นี่นายอยู่มาเป็นอาทิตย์แล้ว แถมยังดู... ไม่เดือดร้อนอะไรกับการโดนฉันจิกหัวใช้เลย”
“คนเรามันมีความอดทนไม่เท่ากันหรอกฮะ”
อธิปตอบหน้าตาย
“และพอดีเจ๊เป็นพวกความอดทนสูงลิบลิ่ว โดยเฉพาะกับเด็กดื้อ”
มิลินหรี่ตา มองเข้าไปในดวงตาที่สงบนิ่งจนน่าหงุดหงิดของเขา เธอพยายามค้นหาความโกรธ ความรำคาญ หรือแม้แต่ความเหนื่อยหน่ายในดวงตาคู่นั้น แต่กลับไม่พบอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยความมั่นคง
ความสงสัยที่สะสมมานาน ประกอบกับความรู้สึกปลอดภัยที่เขาหยิบยื่นให้โดยไม่รู้ตัว ทำให้มิลินเผลอหลุดปากถามคำถามที่ซ่อนอยู่ในใจออกมาเบาๆ
“คุณ... ไม่รำคาญฉันบ้างหรือไง”
อธิปชะงัก แววตาที่เคยนิ่งสนิทสั่นไหววูบหนึ่ง เขาจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่บัดนี้ไร้ซึ่งเครื่องสำอางและหน้ากากของความเย่อหยิ่ง มันมีเพียงความเปราะบางและคำถาม ชายหนุ่มลดมือที่จีบนิ้วลงช้าๆ
“ถ้าผมตอบว่า... ไม่เคยรำคาญเลยล่ะครับ”
สรรพนามที่เปลี่ยนไป และน้ำเสียงทุ้มลึกที่หลุดกรอบ เจ๊ทิพย์ ทำเอาหัวใจของมิลินกระตุกแรงอย่างคุมไม่ได้ ชั่ววินาทีนั้น โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุน
หญิงสาวรีบหันหลังหนีเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าว
“ฉันว่านาย... บ้าไปแล้วแน่ๆ อธิป!”
มิลินรีบจ้ำอ้าวเดินหนีขึ้นบันไดไปทันที ทิ้งให้อธิปยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังบางนั้นไปพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก... รอยยิ้มที่เขาเองก็ไม่เคยรู้ตัวเลยว่า มันเริ่มปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง ตั้งแต่ต้องมารับมือกับยัยตัวร้ายคนนี้
เช้าวันเดินทาง ณ ห้องโถงรับแขกของคฤหาสน์มิลิน
บรรยากาศที่ควรจะกระตือรือร้นในการเตรียมตัวไปกองถ่ายต่างจังหวัดกลับตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อบอดี้การ์ดคนที่เจ็ดในคราบเจ๊ทิพย์ เดินถือแฟ้มรายงานความปลอดภัยเข้ามาวางโครมลงบนโต๊ะกลาง ท่ามกลางกองกระเป๋าเดินทางที่เจ๊มี่กับป้าอุ่นกำลังช่วยกันจัด
“ยกเลิกคิวถ่ายสามวันนี้ซะฮะคุณพี่แป้ง”
อธิปเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด
“ยกเลิก? นายจะบ้าเหรออธิป!”
มิลินที่กำลังเช็กความพร้อมของสกินแคร์หันขวับมาวีนทันที
“กองถ่ายสระบุรีเขาเซตฉากใหญ่ไว้หมดแล้ว ทีมงานนับร้อยคนรออยู่ นายจะมาสั่งยกเลิกง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง!”
“ก็เพราะมันเป็นฉากใหญ่กลางทุ่งกว้างยังไงล่ะฮะคุณน้อง!”
อธิปดัดเสียงแหลมสะบัดใส่พลางจีบนิ้วชี้ไปที่รูปถ่ายทำเลกองถ่าย
“พื้นที่เปิดโล่งแบบนั้นมันคุมยากระดับสิบ เจ๊เช็กสัญญาณล่าสุดแล้ว ไอ้โรคจิตนั่นมันไม่ได้อยู่แค่ในกรุงเทพฯ นะฮะ แต่มันรู้ตารางงานหนูหมดแล้ว! การเอาตัวหนูไปยืนเด่นกลางทุ่ง มันไม่ต่างกับการเอาเป้านิ่งไปวางรอให้มันมาสอยหรอกฮะ!”
“ฉันไม่สน!”
มิลินเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส
