บทที่ 8 คนที่อ่อนแอที่สุด
ทว่า... ในจังหวะที่เขาก้าวถอยหลังเพื่อหลบวิถีหมอน สายตาคมกริบกลับไปสะดุดเข้ากับตุ๊กตาหมีตัวใหญ่สีน้ำตาลที่วางอยู่บนโซฟาเดี่ยวตรงมุมห้อง
มันคือตุ๊กตาหมีหน้าตาธรรมดาๆ แต่ตำแหน่งที่มันวางอยู่... หันหน้าตรงเข้าหา เตียงนอนของมิลินพอดีเป๊ะ
“ตุ๊กตานั่น... ใครเอามาไว้ในนี้”
น้ำเสียงของอธิปเปลี่ยนไปกะทันหัน ความขี้เล่นและจริตสาวแตกเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา ราวกับถูกปิดสวิตช์
มิลินที่กำลังจะอ้าปากด่าชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังขั้นสุดของเขา
“ตุ๊กตาอะไร... อ๋อ หมีตัวนั้น มีแฟนคลับเอามาวางไว้หน้าบ้านฉันเมื่ออาทิตย์ก่อน เจ๊มี่เห็นว่าน่ารักแล้วก็เสียดาย ก็เลยเอาไปซักทำความสะอาดแล้วเอามาตั้งไว้ตรงนั้น ทำไมเหรอ”
อธิปไม่ตอบ เขาก้าวฉับๆ ตรงไปที่ตุ๊กตาหมีตัวนั้น สัญชาตญาณนักล่าบางอย่างร้องเตือนอย่างรุนแรง ชายหนุ่มคว้าตัวมันขึ้นมา พลิกดูรอบๆ ก่อนที่ปลายนิ้วหนาจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ ดวงตาข้างซ้าย ของมัน...
ดวงตาพลาสติกสีดำที่ดูเหมือนจะนูนออกมามากกว่าปกติ และมีรอยสะท้อนแสงไฟที่ผิดเพี้ยนไป
“อย่าบอกนะว่า...”
อธิปพึมพำเสียงเครียด สันกรามขบแน่น มิลินเดินตามมาดูด้วยความงุนงงปนสงสัย
“มีอะไรเหรออธิป”
แทนคำตอบ อธิปออกแรงบีบที่เบ้าตาของตุ๊กตาหมีจนพลาสติกแตกดัง เป๊าะ! เขาดึงชิ้นส่วนดวงตานั้นออกมา และเมื่อเศษพลาสติกหลุดออก... สิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในก็ปรากฏแก่สายตา...
มันคือเลนส์กล้องไมโครขนาดจิ๋วที่เชื่อมต่อกับแผงวงจรส่งสัญญาณไร้สายขนาดเล็ก
มิลินเบิกตากว้าง มือบางยกขึ้นปิดปากตัวเองโดยอัตโนมัติ ใบหน้าสวยจัดซีดเผือดลงในเสี้ยววินาที เลือดในกายเย็นเฉียบ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น หากอธิปไม่เอื้อมมือแกร่งมาคว้าต้นแขนเธอไว้ได้ทัน
“กะ... กล้อง... มันคือกล้องเหรอ...”
เสียงของซุปตาร์สาวสั่นเครือ ความหยิ่งผยองที่เคยมีพังทลายลงจนหมดสิ้น
เมื่อตระหนักได้ว่าตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา... เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า นอนหลับ หรือแม้แต่ทำธุระส่วนตัว โดยมีสายตาหื่นกระหายของใครบางคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลาผ่านตุ๊กตาตัวนี้ ความรู้สึกขยะแขยง หวาดกลัว และถูกล่วงละเมิดตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ มิลินตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกที่กำลังตกใจสุดขีด
อธิปมองผู้หญิงที่กำลังสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมแขน ความรู้สึกรำคาญใจที่เคยมีต่อความเอาแต่ใจของเธอหายวับไปเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงสัญชาตญาณแห่งการปกป้องที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างรุนแรงที่สุด
ชายหนุ่มดึงตัวมิลินให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของเขา บดบังเธอจากการจับจ้องของเลนส์กล้องจิ๋วนั้น ก่อนที่เขาจะยกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในมือขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา
นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิตที่ปิดไม่มิดอีกต่อไป เขาไม่ได้มองกล้อง... แต่เขากำลังมองทะลุกล้องไปหาไอ้สวะ ที่อยู่ปลายทาง
“จบเกมแค่นี้แหละ... ไอ้สวะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และแฝงความเหี้ยมโหดดุจมัจจุราชเอ่ยขึ้นชัดเจน ก่อนที่มือหนาจะออกแรงบีบขยี้แผงวงจรและเลนส์กล้องนั้นจนแหลกละเอียดคามือ
เศษซากของกล้องร่วงกราวลงบนพื้นพรม อธิปหันกลับมาหามิลินที่ยังคงยืนตัวสั่นและกอดตัวเองแน่น ชายหนุ่มลืมบทบาท เจ๊ทิพย์ ที่ต้องแสดงไปจนหมดสิ้น
เขาวางมือหนาทั้งสองข้างลงบนลาดไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้าน บีบเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น ความปลอดภัย และความมั่นคงไปให้
“ไม่เป็นไรแล้ว...”
อธิปเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและหนักแน่นที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้มาในชีวิต แววตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของเธอ
“ไม่ต้องกลัว... ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่แล้ว จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้าย หรือล้ำเส้นคุณได้อีก”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนหรูชั่วอึดใจ มิลินยังคงยืนนิ่งราวกับถูกสาป สายตายังจ้องมองซากกล้องจิ๋วบนพื้นพรมด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน ร่างกายของเธอสั่นเทาจนอธิปสัมผัสได้ผ่านฝ่ามือที่วางอยู่บนบ่า
“ฮะ... ฮะ... คุณน้อง ใจเย็นๆ นะฮะ”
อธิปแสร้งกระแอมไอ ดึงจริตแต๋วแตกกลับมาเข้าร่างอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบจากนอกห้อง “อุ๊ยตาย! เมื่อกี้ฉันตกใจจนเสียงผู้ชายหลุดไปหน่อย ไม่ต้องกลัวนะฮะ เจ๊อยู่นี่แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น! มิล! เจ๊ได้ยินเสียงอะไรแตก!”
เจ๊มี่ผลักประตูโครมเข้ามา ตามด้วยพี่แป้งที่หน้าตื่นไม่แพ้กัน
“เจ๊มี่... พี่แป้ง...”
มิลินเรียกเสียงแผ่ว น้ำตาที่คลออยู่ร่วงเผาะลงมาทันที
เจ๊มี่เห็นท่าไม่ดีรีบถลันเข้ามากอดปลอบมิลินไว้ ส่วนอธิปชี้มือที่กรีดกรายไปที่ซากตุ๊กตาหมีและเศษเลนส์บนพื้น พี่แป้งเห็นแล้วถึงกับหน้าซีดเผือด ต้องเกาะขอบเตียงไว้แน่นเพื่อพยุงตัว
“กล้องดักถ่าย...”
พี่แป้งพึมพำเสียงสั่น
“มันเข้ามาถึงในนี้เลยเหรอ”
“ฮะคุณพี่แป้ง หละหลวมกว่านี้ก็เปิดเป็นสวนสาธารณะให้คนมาวิ่งจ๊อกกิ้งเถอะฮะ”
อธิปจีบนิ้วจีบปากตอบพลางกอดอก
"คุณน้องมิลินบอกว่า ไอ้ตุ๊กตานี่มันมาวางไว้เป็นอาทิตย์แล้ว แปลว่ามันเห็นทุกอย่าง... เห็นแม้กระทั่งตอนคุณน้องมิลินแคะขี้มูก นั่งเกาพุง หรือนุ่งลมห่มฟ้า”
“ว้ายยย! จริงเหรอเนี่ย!”
เจ๊มี่กรีดร้องลั่น เอามือทาบอก
“อีโรคจิต! อีสวะสังคม! เจ๊จะฆ่ามัน!”
“เลิกโวยวายเถอะฮะเจ๊มี่ เสียงเจ๊มันทำลายโสตประสาทฉันฮะ”
อธิปตัดบทน้ำเสียงเรียบ แต่แอบจิกกัดตามบทบาท
“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือเช็กทั้งบ้านอีกรอบ ฉันจะไม่ยอมให้มีจุดบอดเหลืออยู่แม้แต่ตารางนิ้วเดียวเด็ดขาด” อธิปหันไปมองมิลินที่สะอื้นเบาๆ ในอ้อมกอดเจ๊มี่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวเย่อหยิ่งของเธอพังยับเยิน ชายหนุ่มรู้สึกวูบไหวในใจ... นี่สินะที่พ่อบอกว่า
คนที่ดูร้ายที่สุด ก็แค่ไม่มีที่ปลอดภัยให้เป็นคนอ่อนแอ
