บทที่ 1 สมรภูมิของนกน้อย

"แต่งงาน? พ่อล้อหนูเล่นใช่ไหมคะ!"

เสียงแหลมปรี๊ดของฉันดังลั่นทะลุเพดานห้องนั่งเล่นสุดหรูของคฤหาสน์ตระกูล 'เลิศพาณิชย์'

ฉันเบิกตากว้างจนแทบจะถลน จ้องมองชายวัยหกสิบเศษผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้า สลับกับผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดเดรสซาตินสายเดี่ยวรัดรูปที่นั่งเบียดกระแซะ

จงใจเบียดหน้าอกหน้าใจอวบอัดถูไถไปกับท่อนแขนของคุณพ่อบนโซฟาหลุยส์ตัวโตอย่างไม่อายฟ้าอายดิน

ผู้หญิงคนนั้นชื่อ 'พริม' อายุยี่สิบเจ็ดปี... ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก ผู้หญิงหน้าเงินที่อายุห่างจากฉันแค่ห้าปี

ยัยนี่ฉวยโอกาสตอนที่ฉันไปเรียนเมืองนอก ใช้เต้าไต่ขึ้นเตียงคุณพ่อ ปรนเปรอความใคร่จนกำลังจะเลื่อนขั้นมาเป็น 'แม่เลี้ยง' ของฉันอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า

"หน้าฉันเหมือนคนพูดเล่นหรือไงมิลิน" 

คุณพ่อกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังตึง 

"พ่อตกลงกับ 'ท่าน ส.ส. วิทยา' ไว้แล้ว อาทิตย์หน้าแกต้องไปลองชุดแต่งงาน เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของท่านซะ ธุรกิจอสังหาฯ ของเรากำลังถูกรัฐบาลเพ่งเล็งอย่างหนัก เราต้องการบารมีและอำนาจทางการเมืองของท่านมาเป็นเกราะคุ้มครอง"

'ท่าน ส.ส. วิทยา'... แค่ได้ยินชื่อนี้ ความหวาดกลัวและขยะแขยงก็ตีตื้นขึ้นมาจนแทบอาเจียน

ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่แค่นักการเมืองทรงอิทธิพลที่มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐบาล... แต่เบื้องหลังหน้ากากคนดีและเอกสิทธิ์คุ้มครอง 

เขาคือมาเฟียเฒ่าตัณหากลับรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อ ที่ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจสีเทา และที่เลวร้ายไปกว่านั้น... คือข่าวลือฉาวโฉ่ในแวดวงสังคมมืดที่ว่า ตาแก่คนนี้มีรสนิยมทางเพศแบบ 'ซาดิสม์' วิปริตขั้นสุด นิยมชมชอบการทารุณกรรมเด็กสาวบนเตียงด้วยความรุนแรงจนเลือดตกยางออก ใช้อำนาจเงินและกฎหมายปิดปากสื่อเรื่องที่ส่งเด็กสาวเข้าโรงพยาบาลมาแล้วนักต่อนัก!

ภาพที่ติดตาจนทำให้ฉันหวาดผวาและขนลุกซู่ คือตอนที่ฉันบังเอิญไปเห็นเขากำลังกระทืบผู้ชายคนหนึ่งจนเลือดอาบหน้า ซ้ำยังใช้ส้นรองเท้าหนังเหยียบขยี้ลงบนมือของคนคนนั้นอย่างเย็นชาไร้ความปรานี กลางลานจอดรถมืดๆ ของโรงแรมเมื่ออาทิตย์ก่อน

"พ่อจะให้หนูแต่งงานกับไอ้นักการเมืองโรคจิตพรรคนั้นเนี่ยนะ!?" 

ฉันแทบจะกรี๊ดออกมา น้ำตาแห่งความผิดหวังรื้นขึ้นมาที่ขอบตา 

"หนูเพิ่งบินกลับมาจากสวิตเซอร์แลนด์ได้ไม่ถึงสองเดือน เพิ่งคว้าเกียรตินิยมมาให้คุณพ่อชื่นใจแท้ๆ แต่คุณพ่อกลับต้อนรับหนูด้วยการจับใส่พานประเคนให้ตาแก่วิปริตนั่น...

พ่อกำลังจะส่งลูกสาวแท้ๆ ไปเป็นของเล่นระบายความใคร่ เพื่อแลกกับเกราะคุ้มกันธุรกิจบ้าบอนั่นเนี่ยนะ!"

"ระวังปากหน่อยมิลิน! ท่านวิทยาเป็นถึงคนในรัฐบาล มีทั้งอำนาจและบารมีล้นมือ!" 

คุณพ่อตวาดลั่น 

"เรียนจบเกียรตินิยมมาแล้วไง สุดท้ายผู้หญิงก็ต้องแต่งงานเป็นแม่เหย้าแม่เรือนอยู่ดี แกคิดว่าใบปริญญาของแกมันจะหาเงินได้สักกี่บาทกันเชียว สู้แต่งงานกับคนระดับท่านไป นอนเฉยๆ ก็สบายไปทั้งชาติ!"

"ใช่จ้ะน้องมิ้ม... เชื่อคุณพ่อเถอะนะจ๊ะ พี่วิทเขามีอำนาจล้นมือ ใครๆ ก็อยากถวายตัวขึ้นเตียงให้ท่านทั้งนั้น"

ยัยพริมดัดเสียงหวานเจี๊ยบแทรกขึ้นมา พร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ยหยันที่เคลือบยาพิษไว้ 

"ผู้หญิงเราน่ะ ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหรอก แค่มีสามีรวยๆ ทรงอำนาจคอยซัพพอร์ตก็พอแล้ว... ดูอย่างพี่สิจ๊ะ"

หน้าด้านมาก! กล้าเอาตัวเองที่ยอมอ้าขาแลกความสบายมาเป็นโรลโมเดลเนี่ยนะ!

"หุบปากสกปรกของเธอไปเลยนะยัยพริม ฉันคุยกับพ่อฉันอยู่ ไม่ได้ถามกะหรี่ชั้นสูงอย่างเธอ!"

ฉันหันไปตวัดสายตาขวางใส่จนยัยนั่นแกล้งทำหน้าเสีย บีบน้ำตาแล้วซุกหน้าอกเข้าหาแผงอกคุณพ่อทันทีเพื่อออดอ้อนมารยา

"มิลิน! อย่ามาก้าวร้าวกับแม่ใหม่ของแกนะ!" 

คุณพ่อชี้หน้าฉันอย่างเหลืออด "ฉันตัดสินใจไปแล้ว ยังไงแกก็ต้องแต่ง ถ้าแกยังดื้อด้านล่ะก็... ฉันจะตัดหางปล่อยวัด อายัดบัตรเครดิตทุกใบ ยึดรถ ยึดของแบรนด์เนมทั้งหมดของแก!"

คำขู่ของคุณพ่อทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ... ฉันรู้ดีว่าคุณพ่อเป็นคนเด็ดขาดและทำจริงเสมอ แต่ครั้งนี้ท่านยอมก้มหัวให้อำนาจมืดจนล้ำเส้นเกินไป

ฉันยอมตายดีกว่าต้องเอาชีวิตไปทอดกายให้ผู้ชายวิปริตย่ำยีจนแหลกคามือ!

"ได้ค่ะ..." ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ เชิดหน้าขึ้นสบตาคุณพ่ออย่างท้าทาย

"ดีมากที่เข้าใจ... งั้นพ่อจะได้บอกท่านวิทยาให้เตรียมตัว"

"หนูบอกว่า 'ได้ค่ะ' หมายถึง... หนูยอมให้คุณพ่อยึดทุกอย่างไปเลยค่ะ!"

พูดจบ ฉันก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าชาแนลลูกรัก หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ดึงบัตรเครดิตแบล็คการ์ด บัตรแพลตตินั่ม และกุญแจรถปอร์เช่

โยนแหมะลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าคุณพ่ออย่างไม่อาลัยอาวรณ์ แม้ในใจจะแอบกรีดร้องโหยหวนก็ตาม

"มิลิน! นี่แกบ้าไปแล้วเหรอ!"

"หนูไม่ได้บ้าค่ะ แต่หนูจะพิสูจน์ให้คุณพ่อเห็น ว่าความรู้และสมองของหนู มันหาเงินเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องเอาตัวเข้าแลกกับบารมีทางการเมืองบ้าบออะไรนั่น!"

ฉันสะบัดหน้า เดินตึงตังขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตัวเองอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ประตูปิดลง ขาทั้งสองข้างที่เคยยืนหยัดอย่างเข้มแข็งก็ทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงมาอาบแก้ม

ฉันเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง มือสั่นเทาเอื้อมไปหยิบกรอบรูปสีทองที่ใส่ภาพถ่ายของหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดในโลก

รูปของคุณแม่ นิ้วของฉันลูบไล้ไปบนใบหน้าของคุณแม่ผ่านกระจกใส ความเจ็บปวดและความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก

"คุณแม่ขา... พ่อไม่รักมิ้มแล้ว เขาจะขายมิ้มให้ผู้ชายวิปริตพวกนั้น" 

ฉันสะอื้นฮัก ซบหน้าลงกับกรอบรูป

"แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ มิ้มจะเป็นเด็กเข้มแข็งเหมือนที่คุณแม่เคยสอน มิ้มจะรอดให้ได้ค่ะ"

บทถัดไป