บทที่ 2 นกน้อยปีกหัก

ฉันปาดน้ำตาลวกๆ ลุกขึ้นยืนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความเสียใจถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงฮึดสู้ คว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเตียงมากดโทรออกหา 'นับดาว' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตที่ตอนนี้หนีความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ไปเปิดโฮมสเตย์อยู่ที่จังหวัดเชียงราย

รอเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับ

"ฮัลโหล ยัยดาว... ฮึก... ฉันไม่เหลือใครแล้วดาว พ่อจะบังคับให้ฉันแต่งงานกับ ส.ส. วิทยา ไอ้แก่โรคจิตนั่น ฉันจะหนี" ฉันกรอกเสียงสั่นเครือลงไป

(เฮ้ย! ไอ้แก่โรคจิตปีศาจนั่นน่ะนะ พ่อแกบ้าไปแล้วเหรอมิ้ม! แล้วนี่แกจะไปไหน ดึกป่านนี้แล้ว)

เสียงนับดาวโวยวายด้วยความตกใจทะลุสปีกเกอร์

"ฉันไม่รู้... บินไปหาแกที่เชียงรายคืนนี้เลยได้ไหม"     (ไฟลต์บินไปเชียงรายคืนนี้มันหมดแล้วแก เอาอย่างนี้ แกไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแถวสาทรก่อน... เดี๋ยวฉันจองให้เลย เป็นโรงแรมบูทีคของคนรู้จักฉันเอง ปลอดภัยแน่นอน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยหาไฟลต์บินมาหาฉันที่เชียงราย เข้าใจไหม)

"อืม ขอบใจแกมากนะดาว..."

ฉันกดวางสาย รีบเช็ดน้ำตาแล้วหันไปเปิดตู้เสื้อผ้า โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า... ประตูห้องนอนที่ปิดไม่สนิทดี ทำให้สาวใช้สอดรู้สอดเห็นที่แอบเดินตามขึ้นมาดูลาดเลา ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ไปเต็มสองหู และเตรียมจะคาบข่าวไปบอกเจ้านายคนใหม่เพื่อแลกเงินรางวัล

ฉันข้ามผ่านชุดเดรสแบรนด์เนมราคาหลักแสน แล้วกวาดเอาเฉพาะเสื้อผ้าธรรมดาไม่กี่ชุดและของใช้จำเป็นยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก คว้าเงินสดที่เหลือติดลิ้นชักอยู่นิดหน่อย รูดซิปกระเป๋าแล้วเดินเชิดหน้าออกจากห้อง...

แต่พอเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย เสียงตวาดแว้ดของคุณพ่อก็ดังดักหน้าเอาไว้

"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละมิลิน!"

คุณพ่อเดินเข้ามาจ้องหน้าฉันด้วยแววตาเย็นชา

"ถ้าจะไปก็ไปแต่ตัว กระเป๋าใบนั้น... เสื้อผ้าพวกนั้น รวมถึงเงินทุกบาทที่แกจะเอาไป มันก็เงินฉันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง"

ฉันชะงัก กำหูกระเป๋าแน่น

"ปีกกล้าขาแข็งนักไม่ใช่เหรอ"

ผู้เป็นพ่อเหยียดยิ้มหยัน

"ถ้าคิดจะอวดเก่งนัก ก็ก้าวเท้าเปล่าๆ ออกจากบ้านฉันไปเลย"

ฉันกะพริบตาถี่ๆ ไล่หยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจที่รื้นขึ้นมา สูดลมหายใจเข้าลึก ก้มลงวางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นบันไดอย่างไม่อิดออด

สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ควักเงินสดไม่กี่พันที่หยิบติดมือมาโยนทิ้งไว้บนกระเป๋าใบนั้น

"ได้ค่ะ... หนูจะไปแค่ตัวกับสมองของหนู"

ฉันเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินตัวเปล่ามุ่งหน้าไปทางประตู ทว่าที่หน้าประตูโถง ร่างท้วมของ 'ป้านวล' แม่นมที่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่แบเบาะก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาขวางไว้ น้ำตาของคนแก่ไหลอาบสองแก้ม

"คุณหนูของนม... อย่าไปเลยนะคะ ฮึก... โลกข้างนอกมันโหดร้าย คุณหนูจะไปอยู่ที่ไหน จะกินยังไงล่ะลูก" ป้านวลสะอื้นจนตัวโยน แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย

ฉันสวมกอดแม่นมแน่นๆ เพื่อกลั้นน้ำตา

"ป้านวลไม่ต้องห่วงมิ้มนะคะ มิ้มโตแล้ว มิ้มดูแลตัวเองได้"

เมื่อผละออก ป้านวลกลับลนลานคว้ามือฉันไว้ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน แล้วหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทที่ถูกพับจนยับย่นออกมา ป้านวลรีบยัดมันใส่มือฉันแล้วกำมือฉันไว้แน่น

"เอานี่ไปนะลูก นมมีเงินสดติดตัวอยู่เท่านี้... แอบเก็บไว้ให้เผื่อฉุกเฉิน"

ป้านวลกระซิบเสียงเครือ

"เงินสามพันมันอาจจะน้อยสำหรับคุณหนู แต่นมอยากให้เก็บไว้ประทังชีวิตในช่วงแรกนะลูกนะ... ไปเถอะค่ะ ก่อนที่คุณท่านจะมาเห็น"

ฉันมองเงินสามพันบาทในมือ หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง เงินจำนวนนี้อาจจะไม่พอกับค่าอาหารมื้อเดียวในร้านหรูที่ฉันเคยเข้า แต่มันกลับมีค่ามหาศาลเพราะเป็นน้ำพักน้ำแรงของป้านวล

ฉันตัดใจหันหลังกลับ กำธนบัตรในมือไว้แน่น ทว่าก้าวเท้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงตวาดกร้าวของคุณพ่อก็ดังไล่หลังมาอย่างเกรี้ยวกราด

"ปล่อยมันไปนวล! ไม่ต้องไปรั้งมัน! ฉันอยากจะรู้นักว่าคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างมันจะไปรอดสักกี่น้ำ อวดดีนักก็อย่าซมซานคลานเข่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าก็แล้วกัน!"

ตามมาด้วยเสียงหวานหยดย้อยของยัยพริมที่ดัดจริตพูดปลอบโยนอยู่ข้างๆ

"ใจเย็นๆ สิคะคุณพี่ ขืนโมโหไปเดี๋ยวความดันจะขึ้นเอานะคะ ปล่อยให้น้องมิ้มไปลองตกระกำลำบาก โดนคนอื่นเขาย่ำยีดูบ้างเถอะค่ะ จะได้รู้ซึ้งถึงความหวังดีและบุญคุณของคุณพี่ไงคะ... มาค่ะ ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะคะคนดีของพริม"

สองมือของฉันกำเงินสามพันบาทแน่น กัดฟันข่มความเจ็บปวดและรังเกียจเอาไว้สุดลึก

ฉันก้าวเท้าเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลเลิศพาณิชย์ให้เร็วที่สุด โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองความโอ่อ่าจอมปลอมที่เคยตีกรอบชีวิตฉันไว้อีกต่อไป...

เตรียมรอดูความสำเร็จของหนูได้เลยค่ะคุณพ่อ... ลาก่อนชีวิตคุณหนู ต่อจากนี้ไปคือสมรภูมิของจริง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป