บทที่ 1 ชีวิตใหม่ของกัญญิกา

"เฮ้ยยัยกัญญ์ ระวัง"

เสียงกรีดร้องของมีนาดังทะลุปล้องขึ้นมาพร้อมกับเสียงหล่นโครมใหญ่ แฟ้มกระดาษขนาดเอสามจำนวนสามเล่ม ม้วนกระดาษดรอว์อิงอีกสองม้วน กล่องดินสอ และแก้วชาไทยที่เหลืออยู่ครึ่งแก้ว กระเด็นแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางกลางทางเดินหน้าคณะ

ส่วนเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดนั้นลงไปนั่งแหมะกองอยู่กับพื้นเรียบร้อยแล้ว

กัญญิกากะพริบตาปริบๆ มองขาตั้งโมเดลที่ตัวเองเพิ่งเดินชนเต็มเปา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าราวกับกำลังตั้งคำถามสำคัญที่สุดในชีวิต

"มีน ขาตั้งนี่มันงอกออกมาจากพื้นคอนกรีตตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย"

มีนาอ้าปากค้างพลางกุมขมับ

"มันก็ตั้งของมันอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ก่อนเราจะสอบติดแล้วไหมล่ะ ยัยบ๊อง"

เสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มรุ่นพี่ที่เดินผ่านทำเอาคนล้มรีบยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอาย เช้าวันจันทร์เวลาเก้าโมงสี่สิบเจ็ดนาที เฟรชชี่ปีหนึ่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาภูมิสถาปัตยกรรม ผู้สอบเข้ามาด้วยคะแนนท็อปของคณะ กำลังนั่งกองอยู่บนพื้นโดยมีน้ำชาไทยสีส้มหกรดกระดาษเขียนแบบ ความน่าเชื่อถือทางวิชาการของเธอจบสิ้นลงตรงนี้เอง

"มัวแต่ขำอยู่นั่นแหละ มาช่วยฉันเก็บของก่อนเลย"

"จ้าๆ กำลังช่วยอยู่นี่ไง"

มีนาย่อตัวลงเก็บม้วนกระดาษให้ ขณะที่เจ้าตัวยังหัวเราะจนไหล่สั่น กัญญิการีบคว้าแบบร่างที่เกือบเปียกน้ำหวานขึ้นมาเช็ดอย่างลุกลี้ลุกลัน โชคดีที่หยดน้ำกระเด็นไปโดนเพียงมุมกระดาษนิดเดียว ไม่อย่างนั้นงานที่อดนอนทำมาตั้งแต่เมื่อคืนคงต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

"ฉันว่าชีวิตมหาลัยของแกควรซื้อประกันอุบัติเหตุพกติดตัวไว้นะกัญญ์"

"ฉันมีแล้วเหอะ"

"จริงดิ"

"ประกันสังคมของพ่อไง"

มีนาหลุดหัวเราะพรืดออกมาทันที

"โอ๊ย ยัยบ้า นั่นมันของพ่อแกไหมล่ะ"

กัญญิกายู่หน้า ก่อนจะรวบของทุกอย่างกลับเข้ามาไว้ในอ้อมแขนแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน นี่คือสัปดาห์ที่สามของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และเป็นสัปดาห์ที่สามเช่นกันที่เธอเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ทำไมทางคณะถึงไม่มีวิชาสอนทักษะการถือม้วนกระดาษห้าม้วนพร้อมชาไทยหนึ่งแก้วโดยไม่เดินชนอะไรเลย

ชีวิตเฟรชชี่ไม่ได้สวยงามเหมือนภาพที่เธอเคยจินตนาการไว้สักเท่าไหร่ ไม่มีการไปนั่งอ่านหนังสือนิยายใต้ต้นไม้สวยๆ เหมือนในโฆษณา ไม่มีเวลาว่างมากพอให้นั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน และไม่เคยมีสักวันที่เธอจะได้แต่งหน้ามาเรียนแบบจัดเต็ม เพราะแค่ตื่นให้ทันหลังจากปั่นงานตอนตีสองก็นับเป็นความสำเร็จระดับชาติแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็มีความสุข เป็นความสุขที่เอ่อล้นมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้เสียอีก

ตอนที่อาจารย์เปิดภาพแบบจำลองสวนสาธารณะของนักออกแบบชื่อดังให้ดูบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ ดวงตาของเธอเป็นประกายจนแทบไม่กะพริบ ตอนที่ได้ใช้สองมือสัมผัสดิน ทดลองปลูกพันธุ์ไม้ หรือแม้แต่ตอนที่ถูกสั่งให้เดินสำรวจพื้นที่จริงกลางแดดเปรี้ยงจนหน้ามันเยิ้ม เธอก็ยังรู้สึกสนุกไปกับมัน

เพราะทุกครั้งที่ได้เรียนเรื่องต้นไม้และพื้นที่สีเขียว เธอจะนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งเสมอ

แม่ของเธอเอง

สวนบุษบันเคยเป็นร้านดอกไม้เล็กๆ ของแม่ มันไม่ได้ใหญ่โตหรือตกแต่งหรูหราเหมือนร้านดอกไม้ในห้างสรรพสินค้า มีเพียงเรือนกระจกเก่าๆ โต๊ะไม้ตัวหนึ่ง กับแปลงกุหลาบที่แม่ทะนุถนอมดูแลราวกับเป็นลูกอีกคน

ครั้งหนึ่งเด็กสาวเคยฝันไว้ว่า เมื่อเรียนจบ เธอจะกลับไปรีโนเวตทำร้านนั้นให้สวยกว่าเดิม เพิ่มมุมคาเฟ่เล็กๆ ให้น่านั่ง จัดสวนร่มรื่นด้านหลัง แล้วเอาป้ายชื่อ สวนบุษบัน ของแม่กลับมาแขวนให้ชื่นใจอีกครั้ง

ทว่าความฝันนั้นเกือบมลายหายไปเมื่อสองปีก่อน

หลังจากแม่เสียชีวิต ค่ารักษาพยาบาลที่สะสมมาเป็นเวลานานได้ทิ้งก้อนหนี้ขนาดใหญ่ไว้ให้ครอบครัว พ่อพยายามประคองร้าน พยายามหมุนเงินหยิบยืม และพยายามปกปิดไม่ให้ลูกสาวคนเดียวรับรู้ว่าปัญหาที่แบกรับอยู่นั้นหนักหนาแค่ไหน

จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอเห็นเอกสารทวงหนี้จากธนาคารกองเต็มโต๊ะทำงานของพ่อ เธอถึงได้รู้ว่าแม้แต่บ้านกับร้านดอกไม้ของแม่ก็เกือบจะไม่เหลือแล้ว

ตอนนั้นเธอเพิ่งเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่หก อนาคตที่เคยคิดว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลายเป็นเรื่องไกลตัวในชั่วข้ามคืน เธอเตรียมตัวออกไปหางานทำ เตรียมทิ้งสิทธิ์สอบเข้า และบอกพ่อด้วยรอยยิ้มฝืนๆ ว่าเธอรอเรียนปีหน้าก็ได้

แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงไปจริงๆ กลับมีมือของใครบางคนยื่นเข้ามาฉุดรั้งไว้ผ่านมูลนิธิแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่เรียกบุคคลผู้นั้นว่า คุณแม่กัลยา

กัญญิกาไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินเสียง และไม่รู้แม้กระทั่งอายุ รู้เพียงว่าคุณแม่กัลยาเป็นผู้สนับสนุนหลักของมูลนิธิที่ไม่ประสงค์ออกนาม หนี้สินทั้งหมดของครอบครัวถูกจัดการจนหมดเกลี้ยง พ่อได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ส่วนตัวเธอก็ได้รับทุนการศึกษาแบบให้เปล่าจนจบปริญญาตรี รวมถึงค่าใช้จ่ายรายเดือนที่จำเป็นระหว่างเรียน

นั่นทำให้เธอสามารถมาเช่าหอพักเล็กๆ อยู่หน้ามหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องรบกวนเงินของพ่อเลยสักบาท มันเหมือนมีใครสักคนมาคว้ามือเด็กผู้หญิงที่กำลังจะร่วงตกลงไปในเหวลึก แล้วดึงกลับขึ้นมาสู่แสงสว่างโดยไม่ยอมบอกแม้แต่ชื่อจริงของตัวเอง

"ยัยกัญญ์"

เสียงเรียกของมีนาดึงคนที่กำลังเหม่อลอยให้กลับมาสู่โลกความจริง

"หือ ว่าไง"

"อาจารย์เข้าคลาสแล้วนะ"

กัญญิกาก้มมองนาฬิกาข้อมือ อีกสามนาทีจะสิบโมงตรง

"ตายๆๆ วิ่งดิ...วิ่ง"

คนที่เพิ่งบอกตัวเองว่าจะใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างสง่างามรีบสับขาวิ่งอ้าวทันที

"ช้าๆ หน่อยยัยบ๊อง เดี๋ยวก็สะดุดล้มอีกหรอก"

"รอบนี้ไม่ล้มแล้วเว้ย"

พูดยังไม่ทันขาดคำ ปลายรองเท้าผ้าใบก็เกือบเกี่ยวเข้ากับขอบประตูห้องเรียนจนเซถลา มีนาที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับหลับตาปี๋

"ฉันถอนคำพูด แกควรไปซื้อประกันเดี๋ยวนี้เลย"

เสียงหัวเราะร่วนของสองสาวดังไล่หลังกันเข้าไปในห้องเรียน ไม่มีใครในห้องนั้นรู้เลยว่า สำหรับเด็กสาวคนนี้ การได้มานั่งเรียนตรงนี้ การได้บ่นเรื่องงานท่วมหัว การได้วิ่งหอบแฮกเข้าคลาสสาย หรือแม้แต่การได้นั่งสัปหงกในวิชาเลกเชอร์ ล้วนเป็นสิ่งที่เธอเคยเกือบจะไม่มีโอกาสได้รับมันอีกแล้ว

เพราะฉะนั้น ต่อให้งานจะหนักแค่ไหน เธอก็จะสู้ตาย ต่อให้ต้องถลึงตานอนตอนตีสาม เธอก็จะทำ หรือต่อให้อาจารย์สั่งรื้อแบบร่างเป็นครั้งที่ห้า เธอก็แค่ไปแอบร้องไห้ในห้องน้ำแล้วกลับมานั่งทำใหม่

เพราะโอกาสครั้งสำคัญนี้ มีใครคนหนึ่งซื้อคืนมาให้เธอด้วยเงินจำนวนมหาศาล และเธอตั้งใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ทำให้ความเมตตานั้นต้องสูญเปล่า

บทถัดไป