บทที่ 2 จดหมายถึงคุณแม่กัลยา

เวลาเกือบสี่ทุ่มตรง

หอพักนักศึกษาหญิงหน้ามหาวิทยาลัยยังคงคึกคักและไม่มีทีท่าว่าจะหลับใหล เสียงเครื่องยนต์จากถนนด้านล่างยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ 

ร้านอาหารตามสั่งข้างหอพักเปิดไฟสว่างไสว นักศึกษาหลายคนเดินหิ้วถุงพลาสติกกลับจากร้านสะดวกซื้อ ภายในเต็มไปด้วยขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเป็นเสบียงสำคัญสำหรับการปั่นงานยามดึก

ตรงข้ามมหาวิทยาลัยมีหอพักเรียงรายอยู่หลายตึก หอที่เธอเลือกอยู่ไม่ใช่หอสร้างใหม่หรือหรูหราที่สุด แต่ข้อดีของมันคือสามารถเดินเตาะแตะจากประตูมหาวิทยาลัยมาถึงได้ในเวลาไม่ถึงสิบนาที ค่าเช่าเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ และที่สำคัญคือชั้นล่างมีตู้ซักผ้าหยอดเหรียญให้บริการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับนักศึกษาที่ไม่มีเวลาทำอะไรเลยนอกจากเรียนกับปั่นโมเดลส่งอาจารย์

ห้องพักของเธออยู่บนชั้นสี่ เป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัด มีเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่ง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอ่านหนังสือ และระเบียงแคบๆ ที่พอจะวางกระถางต้นไม้ได้สักสี่ห้าใบ

พื้นที่ตรงระเบียงนั่นแหละคือมุมโปรดที่เธอหวงแหนที่สุด

เธอจัดการปลูกดอกเดซี่ไว้หนึ่งกระถาง กุหลาบพันธุ์จิ๋วสองต้น และเพิ่งถอยต้นโรสแมรี่มาใหม่ซึ่งยังไม่แน่ใจนักว่าจะรอดชีวิตไปจนถึงสิ้นเดือนหรือไม่ แม้มันจะเทียบไม่ได้กับความร่มรื่นของสวนบุษบัน แต่การได้ตื่นขึ้นมาสูดกลิ่นอายของสีเขียวทุกเช้า ก็ช่วยทำให้เธอรู้สึกว่าห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนี้มีกลิ่นอายคล้ายบ้านขึ้นมานิดหนึ่ง

คืนนี้กัญญิกานั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ ผมยาวสลวยถูกมัดรวบขึ้นไปเป็นมวยลวกๆ ไว้กลางศีรษะ เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเนื้อนิ่มกลายเป็นยูนิฟอร์มประจำห้องพักไปเสียแล้ว

ตรงมุมโต๊ะมีกรอบรูปของแม่ตั้งไว้อย่างทะนุถนอม ถัดมาเป็นรูปถ่ายคู่กับพ่อในวันแรกที่มาส่งเธอเข้าหอ 

วันนั้นพ่อเดินตรวจความเรียบร้อยตั้งแต่กลอนประตู บานหน้าต่าง ไปจนถึงเครื่องทำน้ำอุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสามรอบ ก่อนกลับยังไม่วายกำชับเสียงเข้ม

"อย่ากลับหอดึกๆ ดื่นๆ นะลูก อย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด แล้วถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบโทรหาพ่อทันทีเลยนะ"

และประโยคสุดท้ายที่ทำเอาคนฟังต้องโผเข้าไปกอดผู้เป็นพ่อเสียแน่น

"ถ้าเหงาก็กลับบ้านเรานะลูกกัญญ์ พ่ออยู่คนเดียวได้สบายมาก แต่ไม่ได้แปลว่าพ่อไม่คิดถึงหนูนะ"

เด็กสาวเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งวิดีโอคอลคุยกับพ่อไปเกือบครึ่งชั่วโมง พ่อรายงานความคืบหน้าว่าต้นมะลิที่บ้านเริ่มออกดอกแล้ว แถมยังถามไถ่เรื่องเงินทองว่าพอใช้หรือไม่ และปิดท้ายบทสนทนาด้วยการกำชับให้เธอกินข้าวให้ตรงเวลาตามธรรมเนียมคนเป็นพ่อ

กัญญิกาวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับจอคอมพิวเตอร์ หน้าต่างอีเมลฉบับหนึ่งถูกเปิดทิ้งค้างไว้

ถึง คุณแม่กัลยา

การส่งอีเมลกลายเป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำสัปดาห์ของเธอไปแล้ว ตามเงื่อนไขของทุน เธอต้องส่งรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเรียนและความเป็นอยู่ให้ทางมูลนิธิรับทราบเป็นประจำ

ในช่วงแรกเธอเกร็งมากจนเขียนออกมาเป็นภาษาทางการเสียจนเหมือนรายงานวิชาการส่งอาจารย์ ทั้งรายงานผลการเรียน แจกแจงค่าใช้จ่าย และสรุปปัญหาในการเรียน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้พิมพ์โต้ตอบกันเรื่อยๆ เธอกลับรู้สึกผ่อนคลายและเผลอเล่าเรื่องราวสัพเพเหระมากขึ้นทุกครั้ง ตั้งแต่เรื่องวิชาเรียนสุดหิน อาจารย์จอมเนี้ยบ เพื่อนร่วมคลาส รสชาติอาหารในโรงอาหาร ไปจนถึงพัฒนาการของต้นกุหลาบที่ริมระเบียง

นั่นเป็นเพราะคุณแม่กัลยาไม่เคยพิมพ์ดุหรือตำหนิเธอเลยสักครั้ง บางครั้งก็มีข้อความสั้นๆ ทว่าอบอุ่นตอบกลับมาว่า ตั้งใจเรียนนะลูก ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ เพียงข้อความสั้นๆ แค่นั้นก็ทำให้เด็กสาวหัวใจพองโตและยิ้มอารมณ์ดีไปได้หลายวัน

คืนนี้เธอจ้องคำขึ้นต้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเริ่มขยับปลายนิ้วรัวแป้นพิมพ์

"คุณแม่คะ วันนี้หนูเกือบทำชาไทยหกใส่งานตัวเองค่ะ หนูรู้เลยว่าถ้าคุณแม่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณแม่ต้องแอบถอนหายใจแล้วเริ่มกุมขมับสงสัยแน่ๆ ว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่ให้ทุนเด็กซุ่มซ่ามคนนี้มาเรียนมหาลัย"

กัญญิกาหลุดหัวเราะคิกคักกับตัวเอง แล้วตั้งใจพิมพ์ต่อ

"แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ กระดาษแบบของหนูไม่เสียหายเลยค่ะ เสียไปก็แค่ศักดิ์ศรีความเป็นกุลสตรี เพราะหนูดันไปสะดุดล้มกลางโถงคณะแล้วมีคนหันมามองประมาณยี่สิบกว่าคนได้ อายจนอยากมุดแผ่นดินหนีเลยค่ะ

วันนี้อาจารย์สอนเรื่องการออกแบบพื้นที่สีเขียวในเมืองค่ะ หนูชอบเนื้อหานี้มากๆ เลย คุณแม่รู้ไหมคะ เวลาหนูเรียนเรื่องต้นไม้ทีไร หนูจะคิดถึงคุณแม่ของหนูตลอดเลย เมื่อก่อนแม่เคยสอนหนูว่า คนปลูกต้นไม้ต้องหัดเป็นคนใจเย็น เพราะเราไม่สามารถไปดึงต้นไม้ให้มันโตเร็วกว่าเวลาของมันได้ หนูคิดว่าการใช้ชีวิตของคนเราก็คงเหมือนกันค่ะ"

ปลายนิ้วเรียวชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าค่อยๆ อ่อนแสงลงเล็กน้อย

"หนูยังคิดถึงสวนบุษบันอยู่เสมอเลยค่ะ แต่ไม่ได้เศร้าฟูมฟายเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ คุณพ่อตอนนี้สุขภาพจิตดีขึ้นมากค่ะ วันหยุดหนูจะกลับไปช่วยพ่อจัดดอกไม้ที่บ้าน บางอาทิตย์พ่อก็นั่งรถตู้มาหาหนูถึงหอพักแล้วหอบกับข้าวมาให้เต็มสองมือ ทั้งที่หนูบอกตั้งหลายรอบแล้วว่าหนูซื้อกินเองแถวหน้ามอได้สบายมาก

ถึงร้านเดิมของเราจะไม่อยู่แล้ว แต่หนูคิดไว้แล้วค่ะว่าสักวันหนึ่ง หนูจะต้องสร้างสวนบุษบันขึ้นมาใหม่ด้วยฝีมือหนูเองให้ได้ ถ้าวันนั้นมาถึง หนูอยากจะเชิญคุณแม่กัลยามาเป็นแขกวีไอพีคนแรกของร้านหนูเลยนะคะ"

กัญญิกายิ้มกว้าง ผู้หญิงวัยกลางคนใจดีในจินตนาการของเธอคงกำลังนั่งอ่านข้อความนี้อยู่ที่ไหนสักแห่ง บางทีท่านอาจจะกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนดอกไม้ร่มรื่น บางทีอาจจะกำลังสวมแว่นตากรอบทอง หรือบางทีอาจจะกำลังจิบชาร้อนๆ หอมๆ ก่อนนอน

เธอไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่เพียงแค่คิดว่ามีใครสักคนรอคอยอ่านเรื่องราวธรรมดาๆ ของเธออยู่ มันก็ทำให้ห้องพักสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เคยเงียบเหงาดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาอย่างประหลาด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป