บทที่ 3 คุณแม่กัลยาที่เธอไม่ควรรู้จัก
เด็กสาวหันไปมองกลุ่มกระถางดอกไม้ที่ระเบียงห้อง แล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้อง แสงจากหลอดไฟในห้องทำให้รูปถ่ายออกมาดูมืดไปนิด แต่ก็ยังพอมองเห็นยอดกุหลาบจิ๋วที่เพิ่งแตกใบอ่อนออกมาใหม่ เธอจัดการแนบรูปภาพนั้นลงไปในอีเมล
"ป.ล. นี่คือโฉมหน้าของสวนบุษบันสาขาหอพักของหนูเองค่ะ ตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมดสี่กระถางแล้ว ถ้าเจ้าต้นโรสแมรี่ไม่ชิงตายไปเสียก่อน สิ้นปีนี้อาจจะได้ฤกษ์ขยายสาขาเพิ่มเป็นห้ากระถางค่ะ"
เธอหัวเราะร่วนอยู่คนเดียว ก่อนจะพิมพ์ประโยคปิดท้าย
"ขอบพระคุณคุณแม่อีกครั้งจากใจจริงนะคะ ถ้าไม่มีความเมตตาของคุณแม่ วันนี้หนูคงไม่ได้มานั่งบ่นเรื่องงานมหาลัยอยู่ในหอพักแบบนี้แน่ๆ หนูจะตั้งใจเรียนให้คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับค่ะ แล้วครั้งหน้าหนูจะมาอัปเดตใหม่นะคะว่าอาจารย์จะใจร้ายสั่งให้รื้อแบบร่างอีกหรือเปล่า นอนหลับฝันดีนะคะคุณแม่กัญญิกา"
นิ้วเรียวกดคลิกที่ปุ่มส่ง ข้อความบนหน้าจอเด้งแจ้งเตือนว่าอีเมลถูกส่งออกไปเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวจัดการปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเดินออกไปสูดอากาศที่ระเบียงเล็กๆ แสงไฟจากตึกเรียนฝั่งตรงข้ามยังคงสว่างไสว เด็กสาวเท้าแขนลงกับราวระเบียง ทอดสายตามองตึกคณะที่เธอต้องตื่นไปสู้รบปรบมืออีกครั้งในเช้าวันพรุ่งนี้แล้วลอบถอนหายใจ
"ชีวิตเด็กสถาปัตย์นี่มันเหนื่อยชะมัดยากเลย"
บ่นเสร็จก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เพราะมันคือความเหน็ดเหนื่อยที่เธอเต็มใจและมีความสุขที่ได้เลือกเดินบนเส้นทางนี้
กัญญิกาไม่รู้เลยว่า อีเมลที่เธอเพิ่งกดส่งออกไปเมื่อครู่นั้น ไม่ได้กำลังเดินทางข้ามสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปหาคุณหญิงคุณนายวัยกลางคนใจดีที่ชอบปลูกดอกไม้ และไม่ได้มีคุณแม่กัลยาคนไหนกำลังนั่งจิบชาคาโมมายล์อ่านข้อความของเธออยู่บนเก้าอี้โยก
แต่ในค่ำคืนนี้ ใครบางคนที่กำลังนั่งรออ่านข้อความของเธออย่างใจจดใจจ่อนั้น แตกต่างจากที่เธอจินตนาการไว้ราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
หนึ่งปีก่อน
"เหลืออีกกี่แปลง"
คำถามสั้นๆ ทว่าเย็นเยียบทะลุทะลวงจนคนฟังรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง ดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องประชุมขนาดใหญ่บนชั้นหกสิบแปดของวีกรุ๊ปทาวเวอร์
บนจอด้านหน้าห้องปรากฏภาพจำลองอาคารสูงระฟ้าสองอาคาร เชื่อมต่อกันด้วยสวนลอยฟ้า สระว่ายน้ำ และพื้นที่สีเขียวซึ่งถูกออกแบบอย่างประณีตสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับบน ใต้ภาพมีชื่อโครงการตัวอักษรสีทองเรียบหรู
THE EMPYREAN RESIDENCES
โครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีแห่งใหม่ของวีกรุ๊ป มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท บนที่ดินผืนใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งบริษัทใช้เวลากว้านซื้อมานานเกือบสองปี
เวไนย วรเวชย์ นั่งสง่าอยู่ตรงหัวโต๊ะประธาน ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีในเวลานั้นสวมสูทสีเข้มตัดเย็บประณีต ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบตึงและสงบนิ่งจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ นัยน์ตาสีดำสนิทดุจรัตติกาลกวาดมองผู้บริหารที่นั่งเรียงรายด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาโครงการลอบกลืนน้ำลาย รีบเปลี่ยนภาพบนจอเป็นแผนที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน พื้นที่เกือบทั้งหมดถูกระบายเป็นสีเขียว มีเพียงแปลงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตรงแนวทางเข้าหลักที่ยังคงเป็นสีแดง
"หนึ่งแปลงครับ"
เวไนยช้อนสายตาขึ้นมอง "หนึ่ง?"
"ครับท่านประธาน เจ้าของรายอื่นเซ็นขายเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือเพียงแปลงนี้แปลงเดียว"
เสียงปลายปากกาโลหะในมือหนาเคาะลงบนโต๊ะกระจกดังเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่ากลับสร้างความอึดอัดให้คนทั้งห้องจนแทบหยุดหายใจ
"ปัญหาคืออะไร"
"เจ้าของไม่ยอมขายครับ เราเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินไปแล้วสองครั้ง แต่เจ้าของยังปฏิเสธ อ้างว่าเป็นร้านของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ชื่อร้านสวนบุษบันครับ"
เวไนยมองพื้นที่สีแดงบนจอด้วยสายตาว่างเปล่า แปลงเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับพื้นที่โครงการทั้งหมด แต่ตำแหน่งกลับอยู่ตรงแนวทางเข้าหลักที่ฝ่ายสถาปนิกวางไว้ หากไม่มีที่ดินตรงนั้น แบบโครงการต้องถูกปรับใหม่ การอนุมัติบางส่วนอาจต้องเริ่มต้นใหม่ และกำหนดเปิดขายอาจเลื่อนออกไป
ในโลกธุรกิจระดับนี้ เวลาคือเม็ดเงินมหาศาล
"สถานะการเงินของเจ้าของ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามโดยไม่สนใจเรื่องราวความหลังหรือความผูกพันใดๆ ของเจ้าของที่ดินแม้แต่น้อย
"มีภาระจำนองครับ และมีหนี้จากหลายแหล่ง เท่าที่ตรวจสอบ ครอบครัวมีปัญหาสภาพคล่องมาระยะหนึ่ง หากเราเข้าซื้อสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้หลัก ก็สามารถดำเนินการกับทรัพย์สินได้ตามกฎหมายครับ"
แฟ้มสีน้ำตาลถูกเลื่อนมาตรงหน้า ชายหนุ่มปรายตามองแต่ไม่ได้เปิด เขาไม่ได้สนใจว่าใครอยู่ในบ้าน ลำบากแค่ไหน หรือเปิดร้านดอกไม้มานานเท่าใด ในสายตาของนักธุรกิจผู้เลือดเย็น มันคือทรัพย์สินหนึ่งรายการ ตัวเลขหนึ่งช่องบนตาราง และปัญหาหนึ่งข้อที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง
"ใช้เวลานานแค่ไหน"
"ถ้าเราเข้าซื้อหนี้แล้วเริ่มกระบวนการทันที ไม่นานครับ"
"ทำ"
คำสั่งสั้นๆ หลุดออกจากริมฝีปากหยักลึก
หัวหน้าฝ่ายกฎหมายชะงักไปนิด "หมายถึงให้ดำเนินการยึดทรัพย์เลยหรือครับ"
"ใช่" เวไนยตอบโดยไม่แตะต้องแฟ้มตรงหน้า "โครงการระดับหมื่นล้านของผม จะไม่มาสะดุดเพราะเศษที่ดินแค่แปลงเดียว"
การประชุมถูกลากเข้าสู่หัวข้อถัดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนคำว่าสวนบุษบันก็หลุดออกจากความสนใจของประธานหนุ่มไปแทบจะในทันที สำหรับเขา คำสั่งนั้นเป็นเพียงการตัดสินใจทางธุรกิจเพื่อกำจัดตัวแปรที่น่ารำคาญ
ทว่าสำหรับอีกครอบครัวหนึ่ง มันคือคำสั่งประหารที่กำลังจะพรากบ้านทั้งหลังออกไปจากชีวิต
สามวันต่อมา
"เดี๋ยวก่อนค่ะน้อง เข้าไปไม่ได้นะคะ"
เสียงเอะอะโวยวายดังทะลุเข้ามาถึงด้านใน ก่อนที่บานประตูห้องทำงานประธานกรรมการบริหารจะถูกผลักออกอย่างแรง
เวไนยเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายก้าวพรวดเข้ามา ผมยาวที่ควรรวบเรียบร้อยหลุดลุ่ย แก้มขาวแดงจัด ลมหายใจหอบแรงจากการวิ่งฝ่าด่านพนักงานขึ้นมา ในมือกำซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
อารยากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งหน้าตื่นตามมาติดๆ
"ขออภัยอย่างสูงค่ะท่านประธาน ดิฉันพยายามห้ามแล้ว แต่เด็กคนนี้ดื้อรั้นมาก"
"หนูไม่ได้เป็นเด็กค่ะ"
