บทที่ 4 เมื่อนกจิกยักษ์

เจ้าตัวสวนกลับทันควัน ก่อนจะหันขวับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของห้อง "คุณคือเวไนย วรเวชย์ ใช่ไหมคะ"

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาวางปากกาลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง แล้วกวาดสายตาประเมินผู้บุกรุกตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยความเย็นชา เด็กมัธยมปลาย กระเป๋านักเรียนเก่าๆ รองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่น ไม่มีสิ่งใดในตัวเธอที่คู่ควรจะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยขึ้นมาเหยียบพื้นที่ส่วนตัวของเขาได้เลย ยกเว้นความบ้าบิ่น

"ใครอนุญาตให้คุณขึ้นมา" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่มีการตวาดหรือตะคอก ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมากดดันจนอากาศในห้องแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง

กัญญิกาชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุจเหยี่ยว ทว่าเธอกลับเชิดหน้าขึ้นสู้

"ไม่มีใครอนุญาตค่ะ หนูขึ้นมาเอง"

"งั้นก็ออกไป" เวไนยตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ก้มหน้าลงมองเอกสารราวกับก้อนกรวดตรงหน้าไม่มีค่าพอให้เขาสละเวลาอันมีค่า

คำตอบรับที่ไร้ความแยแสทำเอาเด็กสาวกำซองกระดาษในมือแน่น สามวันที่ผ่านมา พ่อของเธอแทบไม่ได้นอน ชายที่พยายามยิ้มให้ลูกมาตลอดต้องมานั่งมองเอกสารแจ้งยึดทรัพย์ด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ร้านของแม่ บ้านของพวกเธอ กำลังจะถูกพรากไปเพียงเพราะผู้ชายตรงหน้าเซ็นคำสั่งแค่ไม่กี่คำ

"หนูมาจากร้านสวนบุษบันค่ะ"

ปลายปากกาของเวไนยหยุดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง

"ที่ดินแปลงสุดท้ายในโครงการคอนโดของคุณไงคะ"

"อ้อ"

คำตอบรับสั้นๆ ที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ ทำเอากระบอกตาของเด็กสาวร้อนผ่าว

"คุณจำความเดือดร้อนของคนอื่นได้แค่นี้เองเหรอคะ"

"แล้วคุณต้องการอะไร" เขาถามกลับด้วยใบหน้าเรียบตึง

"อย่ายึดบ้านเราค่ะ พ่อหนูขอเจรจากับบริษัทแล้ว เราไม่ได้บอกว่าจะเบี้ยวหนี้ เราแค่ขอเวลา แต่ฝ่ายกฎหมายบอกว่าได้รับคำสั่งให้ดำเนินการทันที"

"ถ้าครอบครัวคุณก่อหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิดำเนินการตามกฎหมาย"

"แต่เจ้าหนี้เดิมยังเคยเจรจากับเราได้"

"ตอนนี้สิทธิเรียกร้องอยู่กับบริษัทผม" น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบและเด็ดขาด "ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ"

"กฎหมายอนุญาต ไม่ได้แปลว่าคุณต้องทำลายชีวิตคนอื่นทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองนี่คะ"

ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงปกคลุมทั้งห้อง อารยาเบิกตากว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทบไม่กล้าหายใจ ยังไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนกล้ามายืนชี้นิ้วสั่งสอนประธานแห่งวีกรุ๊ปแบบนี้มาก่อน

เวไนยวางปากกาลง

"คุณกำลังสอนผมทำธุรกิจอย่างนั้นหรือ"

"เปล่าค่ะ" กัญญิกาตอบทั้งที่หัวใจเต้นระรัว "หนูแค่กำลังขอให้คุณรู้ว่า หลังตัวเลขที่คุณเห็นมันมีชีวิตคนอยู่ สำหรับคุณ ที่ตรงนั้นอาจเป็นแค่เศษที่ดินแปลงหนึ่ง แต่สำหรับหนู มันคือบ้าน มันคือร้านของแม่"

เธอกลืนน้ำลายฝืดคอ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ต้นกุหลาบต้นแรกที่อยู่หน้าร้าน แม่หนูเป็นคนปลูกเอง โต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง พ่อก็ทำให้แม่ตอนเปิดร้านใหม่ๆ ก่อนแม่เสีย แม่ยังบอกหนูอยู่เลยว่า ถ้าหนูเรียนจบ ให้กลับมาช่วยกันทำร้านให้สวยกว่าเดิม"

"แม่คุณเสียเพราะอะไร" คำถามนั้นแทรกขึ้นมาท่ามกลางความอัดอั้น

"มะเร็งค่ะ"

"หนี้ค่ารักษา?"

"ส่วนใหญ่ค่ะ"

เวไนยทอดสายตามองอย่างไร้ความรู้สึก "ถ้ารู้ว่าครอบครัวรับภาระไม่ไหว ทำไมไม่ขายที่ดินตั้งแต่แรก"

กัญญิกาหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง

"เห็นไหมคะ คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเราเลยจริงๆ" นัยน์ตากลมโตที่แดงก่ำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท "คุณไม่รู้ว่าแม่หนูเสียเพราะอะไร ไม่รู้ว่าหนี้มาจากไหน ไม่รู้ว่าพ่อหนูพยายามเจรจามากี่ครั้ง แต่คุณก็สั่งยึดบ้านเราแล้ว"

ประโยคนั้นทำให้ความเงียบในห้องหนักอึ้งขึ้นไปอีก เพราะมันคือความจริง เขาไม่เคยเปิดแฟ้ม เขาเห็นเพียงเป้าหมายและผลกำไร

"หนูรู้ค่ะว่าหนูคงรักษาบ้านไว้ไม่ได้ตลอดไป" เด็กสางสูดลมหายใจเข้าลึก "หนูรักร้านของแม่ อยากเก็บมันไว้มากที่สุด แต่ถ้าวันหนึ่งมันต้องขายจริงๆ หนูก็ต้องยอมรับ เพราะคนที่ยังอยู่ต้องมีชีวิตต่อ"

"แล้วคุณขึ้นมาที่นี่ทำไม"

"เพราะหนูไม่อยากให้พ่อถูกบีบจนไม่เหลืออะไรเลยค่ะ" เธอวางสำเนาเอกสารลงบนโต๊ะกระจก "ถ้าคุณจะเอาพื้นที่ ก็ซื้อหรือจัดการมันอย่างเป็นธรรม ให้พ่อหนูมีเงินเหลือพอเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนหนู จะให้ดรอปเรียนแล้วไปทำงานก่อนก็ได้ แต่พ่อไม่ควรต้องหมดตัวเพราะพยายามรักษาแม่จนวินาทีสุดท้าย"

เวไนยมองคนอายุน้อยกว่านิ่งๆ ไม่มีร่องรอยของความเห็นใจปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา

"คุณรวยมากอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ โครงการคุณตั้งหลายหมื่นล้าน คุณจะได้เงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ หนูไม่รู้หรอก แต่การที่คุณเก่งเรื่องหาเงิน ไม่ได้แปลว่าคุณจะทำกับคนอื่นยังไงก็ได้นี่คะ"

"ธุรกิจไม่ได้ทำงานด้วยความรู้สึก" ประธานหนุ่มตอกกลับอย่างเลือดเย็น

กัญญิกานิ่งงันไป ก่อนจะเค้นเสียงตอบช้าๆ

"งั้นคุณก็คงไม่มีหัวใจจริงๆ"

อารยาสูดลมหายใจลึก เวไนยยังคงตีหน้าตาย ทว่าภายในอกกลับมีความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมา เป็นความหงุดหงิดที่ถูกเด็กเมื่อซืนกล้ามาท้าทายอำนาจถึงในถิ่น

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนแก้มใส เธอยกหลังมือปาดมันออกอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธที่จะแสดงความอ่อนแอให้ปีศาจตรงหน้าเห็น

"หนูเคยคิดว่าคนเรียนสูง บริหารบริษัทใหญ่โต คงจะฉลาดและน่านับถือ วันนี้เพิ่งรู้ว่าเก่งเรื่องหาเงินไม่ได้แปลว่าจะเก่งเรื่องเป็นคน"

"กัญญิกา" อารยาเอ่ยปรามเสียงหลง

ทว่าเด็กสาวหันหลังเตรียมก้าวเดินออกไปเสียแล้ว ก่อนจะพ้นขอบประตู เธอหยุดชะงักและเอี้ยวตัวกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย

"ถ้าคุณจะเอาบ้านเราไป หนูห้ามคุณไม่ได้ แต่ครั้งหน้าก่อนจะสั่งเหยียบย่ำชีวิตใคร ช่วยเปิดแฟ้มอ่านสักหน้าก็ยังดีนะคะ อย่างน้อยคุณจะได้รู้ว่าคนที่คุณกำลังเหยียบอยู่ เขาชื่ออะไร"

ประตูปิดลงดังปัง ทิ้งให้ห้องทำงานกว้างใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป